ข่าว

“อำพล"ไม่กล้าฝากความถึงทักษิณกลัวตอกกลับ

“อำพล"ไม่กล้าฝากความถึงทักษิณกลัวตอกกลับ

23 ธ.ค. 2552

“อำพล เสนาณรงค์” เชื่อประเทศไทยยังมีทางออก ชี้เหตุเพราะยังมีคนไทยมากถึง 90 % ที่เป็นกลาง ระบุไม่ฝากอะไรถึง “ทักษิณ” กลัววิจารณ์ไปอาจถูกตอกกลับมาอีก ยันสถาบันองคมนตรีเป็นกลาง เชื่อ “ป๋าเปรม” ไม่ท้อแม้ถูกด่า

 (23ธ.ค.)  เมื่อเวลา 09.00 น. ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้จัดกิจกรรม “ร้อยรวมดวงใจ เทิดไท้องค์ราชัน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 พร้อมเรียนเชิญ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง “ข้าราชการไทยใสสะอาด ตามรอยพระยุคลบาท” ทั้งนี้ นายอำพล ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า มีข้าราชการหลายท่านไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เช่น มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีการทะเลาะเบาะแวงกันระหว่างข้าราชการเมือง กับข้าราชการประจำ โดยเฉพาะเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ข้อสำคัญคือ “นาย”หรือ ผู้บังคับบัญชา เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี

 ทั้งนี้หากข้าราชการปฏิบัติตามระเบียบก็จะทำให้ข้าราชการมีความโปร่งใสสะอาดแน่นอน ตอนนี้ประเทศไทยมีข้าราชการประมาณ 4 แสนกว่าคน ซึ่งจะดูแลให้เป็นระเบียบวินัยค่อนข้างยาก ทั้งนี้เห็นว่าข้าราชการจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงตน รักษาชื่อเสียง และภาพลักษณ์ของราชการโดยรวมดังนั้นเห็นว่าสิ่งที่พึ่งของเราในตอนนี้คือ 1. สถาบันพุทธศาสนา และ 2. สถาบันพระมหากษัตริย์

 ทั้งนี้ในช่วงสุดท้าย นายอำพล ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วง 14 ตุลา และ 6 ตุลา เมื่อเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียชีวิตของประชาชนเกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงหาความยุติธรรม และความเป็นกลางทางการเมืองอย่างมั่นคง พร้อมกับมีการฉายสไลด์รูปที่มี พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี เสื้อเหลืองคือมหาจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) ส่วนเสื้อน้ำเงินคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งในวันนั้นมีทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง และเสื้อน้ำเงิน จนกระทั่งสมัยนี้มีคนถามว่าทำไมถึงไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เพราะมันก็มีเหตุผลคงจะต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ตน

 หลังจากนั้น นายอำพล ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติตัวของคนไทยต่อสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมืองว่า ต้องทำตัวเป็นคนดี และพยายามเป็นคนดีตามพระราชกระแสดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทุกคนจะต้องมีความสามัคคี มีความรัก และเป็นคนดี อยากให้พระองค์ท่านมีความสุขก็จะต้องมีความสามัคคีกัน เมื่อถามว่า ณ วันนี้มีความเป็นห่วงเรื่องคนไทยที่ยังไม่มีความสามัคคีกันน้อยมาก นายอำพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ตนพยายามไม่ไปเกี่ยวข้องมาก เพราะว่าอยากให้จิตใจเป็นปกติก็จะไม่สนใจอะไรมาก แต่ก็พยายามทำตัวให้เป็นคนดี และเชื่อมั่นตามหลักพระพุทธศาสนา คนทำดีก็ได้ดี คนทำชั่วก็ได้ชั่ว ดังนั้นก็อยากจะทำความดีเพื่อได้รับความดี

 เมื่อถามว่า เป็นห่วงบ้านเมืองในปีหน้าอย่างไร เพราะดูเหมือนว่าปัญหาความขัดแย้งก็จะยังไม่จบ นายอำพล กล่าวว่า เรื่องนี้ตนก็ไม่ทราบเหมือนกัน และไม่กล้าให้ความเห็น เมื่อถามว่า ช่วงที่ผ่านมาสถาบันองคมนตรีมักจะถูกฝ่ายการเมืองหยิบยกขึ้นมาโจมตีตลอดเป็นห่วงหรือไม่ว่าสถาบันองคมนตรีจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ นายอำพล กล่าวว่า ก็เป็นห่วง แต่ก็เชื่อว่าไม่ได้ทำอย่างที่เขาว่า เราพยายามทำความดีตลอด และทำตามระเบียบหน้าที่ของเขา ตนไม่ทราบข่าวเขาว่าอะไร แต่คิดว่าเราพยายามทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้ว

 เมื่อถามว่า มีขบวนการจ้องล้มสถาบันองคมนตรีรู้สึกอย่างไร นายอำพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เมื่อถามว่า ในฐานะที่อยู่ในสถาบันองคมนตรี อยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไร นายอำพล กล่าวว่า อยากเห็นบ้านเมืองสงบ มีความรัก ความสามัคคีกัน เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อสายมาพูดคุยกับองคมนตรี เพื่อเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาจะทำให้สถาการณ์บ้านเมืองดีขึ้นหรือไม่ นายอำพล กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน เมื่อถามว่า แนวทางออกในการแก้ไขปัญหาควรจะเป็นอย่างไร นายอำพล กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา รวมถึงหน่วยงานหลักต่าง ๆ องคมนตรีไม่มีหน้าที่อันนี้โดยตรง เพียงแต่เราพยายามรักษาความดีไว้เท่านั้นเอง

 เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกมองว่าทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งจนทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย นายอำพล กล่าวว่า ตนคงไม่กล้าฝากไปหรอก เพราะว่าฝากไปเขาก็คงไม่เห็นด้วย และอาจจะว่ากลับมาด้วย เพราะก่อนหน้านี้ ตนเคยไปบรรยายที่ ก.พ.มา และเมื่อตนพูดความจริงเขาก็โกรธ ตนจึงพยายามจะไม่พูดไปกระทบกระเทือนใคร และการบรรยายวันนี้จึงเป็นทางการไป ที่ผ่านมาผมไปพูดที่ ก.พ.มา และมีการพูดเล่นมากไปหน่อยก็เลยโดนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และไม่ชอบก็ว่าผมมา

 “ การที่ผมเอาข้อเท็จจริง หรือความจริงมาพูด ก็มีคนรับได้ และรับไม่ได้ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาผมโดนด่าเยอะมาก แต่ก็มีคนชมเยอะเหมือนกัน ทั้งนี้หากยกตัวอย่างไม่ดีขึ้นมา ก็อาจจะไปโดนคนไม่ดีขึ้นมา ฉะนั้นตัวอย่างที่ไม่ดีเห็นเยอะ แต่ยกขึ้นมาไม่ได้ ดังนั้นผมจึงไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์อะไร เพราะองคมนตรีจะต้องเป็นกลาง อีกทั้งผมวิจารณ์อะไรออกไปก็จะเป็นช่องว่าง หรือ ช่องทางให้กับคนที่จ้องโจมตีหยิบยกขึ้นมา” นายอำพล กล่าว

 เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าฝ่ายที่ด่าว่าท่านยังไม่เปิดใจรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น นายอำพล กล่าวว่า ใช่ครับ แต่ตนก็ไม่ทราบเหมือนกัน เมื่อถามว่า รู้สึกท้อแท้กับความขัดแย้งในบ้านเมืองหรือไม่ นายอำพล กล่าวว่า ไม่เคยท้อแท้ ทั้งนี้ตนไปต่างจังหวัดมาเยอะ และทุกคนพยายามตั้งประเด็นถามแบบพวกคุณ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแบบนั้นใช่มั้ย บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ใช่มั้ย ถ้าตนบอกว่าใช่เขาก็ว่าองคมนตรีว่าอย่างนั้น ดังนั้นตนจนปฏิเสธว่าไม่ทราบจริง ๆ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าบ้านเมืองมีทางออก เพราะเชื่อว่ายังมีคนดีอยู่เยอะมากกว่า 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังดี และเป็นกลางให้กับประเทศชาติมีอยู่เยอะ

 เมื่อถามว่า ในฐานะที่องคมนตรีเป็นสถาบันหลักอีกสถาบันหนึ่งอยากให้มองว่าบ้านเมืองจะไปรอดหรือไม่ นายอำพล กล่าวว่า ไม่พูดกันเรื่องนี้ เพราะตอนนี้มีงานเยอะ และพยายามไม่วิเคราะห์ปัญหานี้ ทั้งนี้ยอมรับว่าเป็นห่วงบ้านเมือง ขณะเดียวกัน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องบ้านเมืองอะไร เพราะมีภารกิจเยอะเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวคิดว่า พล.อ.เปรม ไม่ท้อต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เห็นได้ชัดคือหน้าตาก็เฉย ๆ เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าช่วงหลัง พล.อ.เปรม จะถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีอย่างหนัก นายอำพล กล่าวว่า คงชิน และทำใจได้

 เมื่อถามย้ำว่า เราจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องนี้อย่างไร นายอำพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และตอบไม่ถูก เมื่อถามว่า คนไทยยังวิตกกังวลว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะไม่มีทางออก นายอำพล กล่าวว่า ยังมีทางออก และเชื่อในพระบรมโพธิสมภาร และเชื่อสิ่งที่ปกป้องเมืองไทยว่ายังเกิดขึ้นได้ เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า ทางออกของประเทศคือการเจรจา นายอำพล กล่าวว่า ไม่ทราบ เมื่อถามย้ำว่า หากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาเจรจากันจะเป็นทางออกที่ดีใช่หรือไม่ นายอำพล กล่าวว่า ก็อาจจะดี แต่ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายเจรจา เมื่อถามว่า สถาบันองคมนตรีความเป็นกลาง 100 เปอร์เซ็นต์ใช่หรือไม่ นายอำพล กล่าวว่า ดูจากการปฏิบัติได้ ซึ่งเราพยายามทำหน้าที่ของเรา