
กินข้าวทั้งน้ำตา "พิษโควิด-19"..จี้รัฐฝึกอาชีพแถมเงินรายวัน
โดย..ทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
วินาทีนี้หน้าเพจเฟซบุ๊คของชาวไทย เต็มด้วยข้อความตัดพ้อท้อชีวิตจาก ปัญหาไวรัสโคโรนา 2019 แพร่ระบาด คนงานหลายอาชีพ “ตกงานกะทันหัน” หรือขาดรายได้ต้องหันไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบ..แม่บ้านสุขุมวิทสงสารแม่ค้าข้าวไข่เจียว สะเทือนใจจนกินข้าวพร้อมน้ำตา..ล่าสุดตัวแทนแรงงานจี้รัฐออกมาตรการช่วยฉุกเฉิน..พลิกวิกฤติเป็นโอกาสฝึกอาชีพไฮเทค (up skill) พร้อมให้รับเงินรายวันกลับบ้านซื้อข้าวให้ลูกเมีย !
ช่วงเที่ยงวันที่ 23 มีนาคม 2563 แม่บ้านทำความสะอาดคอนโดมิเนียมแถวสุขุมวิทเจ้าของเพจเฟซบุ๊กชื่อ “Yaemsuriyothai” โพสต์รูป “ชามโฟมใส่ข้าวไข่เจียว” และเขียนข้อความระบายความรู้สึกสะเทือนใจว่า
“ปกติข้าวจานนี้ 35 บาท ไข่ 2 ใบกับเครื่อง 3 แต่ตอนนี้แม่ค้าย่านสุขุมวิทซอย4ทอดไข่ไปร้องไห้ไป จะทำไงดีค่าบ้านค่าน้ำไฟอาหารลูก ถ้าไม่ออกมาขายแม่ค้าก็บอกไม่มีจะกิน ทำให้เรากลั้นน้ำตาไม่อยู่น้ำตาไหลตามเลย คนจนอย่างพวกเราจะอยู่อย่างไร
ขอเป็นกำลังใจไห้นะคะป้า
ข้าวจานนี้ในราคา20บาท
กินไปน้ำตาไหลไปส่งสารตัวเองสงสารแม่ค้าจัง”
ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นปัญหาคนหาเช้ากินค่ำ ที่ได้รับผลกระทบพิษโควิด – 19 เฉพาะตัวเลขผู้ขอขึ้นทะเบียน ”ว่างงาน” ในระบบประกันสังคมเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มีมากถึง 8.4 หมื่นคน คาดว่าเดือนมีนาคมตัวเลขว่างงานจะพุ่งขึ้นเป็นหลายแสนคน โดยยังไม่รวมกลุ่มแรงงานนอกระบบอีก 20 ล้านคนที่ประกอบอาชีพรับจ้างส่วนตัว
ช่วงนี้ตัวแทนลูกจ้าง นายจ้างและกระทรวงแรงงานได้จัดระดมสมองกันหลายครั้ง เพื่อหาวิธีเยียวยาคนไทยว่างงานจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวที่ทยอยหยุดหรือปิดกิจการชั่วคราว
“มนัส โกศล” ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ในฐานะตัวแทนลูกจ้างให้ข้อมูล “คมชัดลึก” ว่า สถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้ คนงานเข้าใจดีว่าจำเป็นต้องหยุดทำงานและหยุดกิจกรรมต่าง ๆ แต่แรงงานไทยส่วนมากหาเช้ากินค่ำไม่ได้มีเงินเก็บสะสมไว้ใช้จ่ายในเหตุการณ์ฉุกเฉิน จากการปรึกษากับสำนักงานประกันสังคมและกระทรวงแรงงาน ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่าต้องมี “มาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน” โดยฝ่ายเราเสนอว่า กรณีลูกจ้างอยู่ในระบบประกันสังคม หากถูกเลิกจ้างหรือลาออกไม่ว่ากรณีใด ให้มีสิทธิได้เงินร้อยละ 75 ของค่าจ้างเป็นเวลา 6 เดือนหรือ 180 วัน
“แต่สุดท้ายก็มีมติออกมาว่า หากลูกจ้าง ลาออก จะได้ร้อยละ 45 ของค่าจ้างหรือเงินเดือน เพิ่มจากเดิมที่ได้ร้อยละ 30 เป็นเวลา 90 วัน แต่ถ้าเป็นกรณี โดนเลิกจ้าง จะได้รับร้อยละ 70 เป็นเวลา 200 วัน จากเดิมที่ได้เพียงร้อยละ 50 เป็นเวลา 180 วัน ถือว่าเป็นการเจรจาที่ประสบความสำเร็จพอสมควร จากที่เสนอไปร้อยละ 75 แล้วได้มาร้อยละ 70 นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้รัฐบาลเตรียมเพิ่มเงิน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งมีจุดประสงค์ช่วยเหลือลูกจ้างเดือดร้อนจากบริษัทเจ๊งหรือเจ้านายไม่มีเงินค่าชดเชยให้ตามกฎหมาย ตอนนี้เงินเหลือแค่ 200 ล้านบาท ต้องเพิ่มเป็น 1000 ล้านบาท ซึ่งข้อเสนอนี้ก็ผ่านการเห็นชอบแล้ว”
ตัวแทนแรงงานข้างต้นกล่าวต่อว่า ตอนนี้ สิ่งที่ลูกจ้างไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนธุรกิจไหนก็ตามหรือแม้แต่ลูกจ้างอิสระทั่วไปอยากได้ที่สุดคือ การมีเงินเข้ากระเป๋าทุกวันเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าเชื้อโควิด – 19 จะระบาดไปอีกนานเท่าไร ดังนั้นแผนช่วยเหลือฉุกเฉินที่น่าจะมีประโยชน์มากสุดคือ
“การใช้ช่วงเวลานี้ เอาพนักงาน ลูกจ้าง คนตกงาน มาฝึกฝนทักษะอาชีพด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ทักษะในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อสังคมออนไลน์ ทักษะการซ่อมเครื่องยนต์ไฮเทคต่าง ๆ แบตเตอรี่รถไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ระบบไฮเทคล้ำหน้า เป็นโอกาสที่ดีไม่ต้องไปทำงาน แล้วมีเวลาจริงจังในการไปฝึกอาชีพฝึกทักษะเพิ่มความรู้ความสามารถให้ตัวเอง (up skill) โดยมีรัฐบาลช่วยเหลือค่าฝึกอาชีพ และค่าใช้จ่ายเงินรายวันให้ติดกระเป๋ากลับบ้านไปช่วยค่าใช้จ่ายครอบครัว อาจให้เท่าค่าแรงขั้นต่ำคือประมาณวันละ 330 บาท ถ้ารีบทำทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ ดีกว่าเอางบประมาณไปแจกจ่ายให้ทุกคนรายหัว 2 – 3 พันบาท โดยไม่ได้ฝึกความรู้เพิ่มเติม”
นอกจากข้อเสนอของตัวแทนแรงงานข้างต้นแล้ว กลุ่มตัวแทน “48 องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน” เช่น กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค สมาคมสภาคนพิการ ฯลฯ ออกแถลงการณ์เสนอให้สำนักงาน บริษัท ห้างร้าน ห้างสรรพสินค้า โรงงาน และผู้ผลิตต่าง ๆ ทั้งหมดหยุดกิจการเป็นการชั่วคราว เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด – 19 โดยรัฐบาลช่วยเหลือทางการเงิน เช่น งบประมาณ เงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ ลดหย่อนภาษี ยิ่งไปกว่านั้นคือเตรียมให้ประชาชนทุกคนมีอาหารเพียงพอ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบท
ทั้งนี้ผู้ที่อยู่ชนบทนั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เตรียมประสานหน่วยงานปกครองท้องถิ่นใช้งบจาก “กองทุนสุขภาพตำบล” ทีมีอยู่ 7 พันกว่าแห่งมาสนับสนุนการควบคุมและการแพร่ระบาดของโควิด – 19 เช่น หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ เจลล้างมือ เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ มีการดำเนินโครงการไปแล้ว 1,474 โครงการ ใช้งบประมาณกว่า 94 ล้านบาท
“อัมพร แก้วหนู” สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เสนอให้ทุกภูมิภาคทดลองปิดเมือง เพื่อดูว่า “ชุมชน” จะรับมือสถานการณ์ในทุกมิติได้อย่างไรแต่ต้องมีมาตรการเพิ่มรายได้ เพิ่มการจ้างงานในชุมชนอย่างน้อย 6 เดือน โดยหน่วยงานรัฐหาวิธีจ้างงานสาธารณะให้คนมีรายได้ทุกวัน
ข้อเสนอของตัวแทนภาคประชาชนข้างต้นนับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลต้องเปิดเวทีรับฟังไอเดียแบบนี้ให้มาก อย่างฟังเฉพาะกลุ่มข้าราชการหรือที่ปรึกษาไม่กี่คนเท่านั้น
เพราะนี้คือไอเดียพลิกวิกฤติเป็นโอกาส “ปลุกพลังแรงงานและชุมชน” ทั่วประเทศให้เข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียว
การฝึกทักษะอาชีพเรียนรู้อุปกรณ์ไฮเทค อาจช่วยคนงานได้บางส่วน แต่ต้องไม่ลืมกลุ่มแรงงานหาเช้ากินค่ำที่อยู่นอกระบบด้วย ...“บิ๊กตู่”ต้องรีบสั่งการแล้ว อย่าปล่อยให้พวกเขากินข้าวคลุกน้ำตาตามลำพัง.. ประเทศไทยต้องชนะ !



