
บทเรียนเกลือกกลั้วการเมือง
บทสัมภาษณ์ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ในรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ขึ้นทันที เมื่อมีการหยิบมาพาดหัวไม้ในสื่อหลายฉบับ
"สุรยุทธ์" แบะท่าเป็น "ตัวกลาง" เจรจา "ทักษิณ" !!!
ท่ามกลางความกังขาของคนทั้งประเทศว่า การเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหน้าที่อะไรของ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งมีสถานะเป็นถึง "องคมนตรี" ที่ควรวางตัวอยู่เหนือการเมือง และควรจำกัดบทบาทของตนเฉพาะการให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์เท่านั้น
พล.อ.สุรยุทธ์ จึงกลายเป็น "เหยื่อ" อันโอชะของขบวนการทักษิณทันที หลังจากที่ชกลมมานาน
นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กระโดดงับประเด็นนี้เป็นคนแรกๆ โดยยื่นเงื่อนไข 3 ข้อแทนนายว่า
1.มีรัฐธรรมนูญ 2540 หรือมีเนื้อหาใกล้เคียงมาประกาศใช้ 2.ยุบสภา และ 3.มีการเลือกตั้งใหม่
ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เหมือนฉลามได้กลิ่นเลือด ชิงตั้งคำถามแทงใจอย่างยิ่งในทวิตเตอร์ว่า
ฟังคำสัมภาษณ์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แล้วไม่แน่ใจว่าพูดเองหรือได้รับอนุญาตจากใคร?
ชัดเจนว่า จงใจกระทบชิ่งไปถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่า อยู่เบื้องหลังการออกมาพูดครั้งนี้
ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จะถูกกดดันอย่างหนักจากคนที่อยู่เหนือขึ้นไป และนำมาสู่บทสัมภาษณ์ชี้แจงอย่างเผ็ดร้อนเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม
โดยเฉพาะการตัดพ้อและเหน็บแนมผู้ดำเนินรายการลับ ลวง พราง ว่า "นี่ไม่ใช่วาสนาคนเดิมอีกแล้ว"
อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ต้องเคลียร์ให้กระจ่างเสียก่อนอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ
1.บทสัมภาษณ์ดังกล่าว พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เสนอตัวเองเป็นคนกลางเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ จริงหรือไม่
2.ผู้ดำเนินรายการได้บิดเบือนข้อความของ พล.อ.สุรยุทธ์ จริงหรือไม่
ดังนั้นหากจะหาคำตอบในประเด็นนี้ให้ชัดก็จะต้องไล่เรียงถึงที่มาที่ไปของบทสัมภาษณ์สะท้านเมืองเสียก่อนว่าเป็นมาอย่างไร
สำหรับจุดเริ่มของเรื่องเกิดจากกิจกรรม "เดินป่า" ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งบ่อยครั้งมักจะชักชวน "นักข่าวสายทหาร" ร่วมคณะไปด้วย
การเดินป่าครั้งล่าสุดเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อ 18 ธันวาคม โดยมีนักข่าว 7-8 คน หนึ่งในนั้นมี วาสนา นาน่วม ร่วมอยู่ด้วย
ครั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์เดินป่าไปยังบ้านน้ำจวง ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เพื่อติดตามปัญหาที่ทำกินของอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง และพูดถึงการน้อมนำเอากระแสพระราชดำรัสมาแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ในตอนหนึ่งนักข่าวถามว่า เคยคิดจะต่อสายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ตอบว่า "ผมคงไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำอย่างนั้น ตอนนี้ผมอยู่ตรงนี้ (องคมนตรี) ก็ค่อนข้างลำบากที่จะเข้าไปทำประเด็นทางการเมือง"
พอนักข่าวถามรุกอีกว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อสายมาคุยจะว่าอย่างไร พล.อ.สุรยุทธ์ จึงตอบว่า
"ก็ไม่มีปัญหา ผมก็คุยทุกครั้งที่พบกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าคุยกันจะพูดกันเรื่องอะไร เพราะผมก็ยังไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไร แต่ทุกครั้งที่พบกันผมก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะพูดคุย แม้แต่กระทั่งตอนที่เจอกันที่งานศพมารดาของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ก็พูดคุยกัน"
ถ้าสังเกตดูให้ดีจะพบว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้พูดตรงประโยคไหนที่สื่อว่า ขออาสาเป็นตัวกลางเจรจาแม้แต่น้อย
ประเด็นของเรื่องยุ่งๆ จริงๆ น่าจะเป็นการนำเทปสัมภาษณ์ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ความยาว 20 นาทีมานำเสนอในรายการลับ ลวง พราง เพราะมีการต่อท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อน ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ
พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวโดยสรุปว่า อะไรที่ทำให้เกิดสมานฉันท์ได้น่าจะดี เพราะประชาชนขณะนี้อยากให้เกิดสันติสุข แต่ก็มีข้อแม้ด้วยว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะเจรจาควรประสานให้แน่ชัดว่าจะส่งใครมาเจรจา และคงเจรจาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญและเลือกตั้งใหม่เท่านั้น
เป็นเงื่อนไขที่สอดรับกับสิ่งที่นายนพดลยื่นข้อเสนอ 3 ข้อในวันรุ่งขึ้น และทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ถึงกับร้อน จนต้องนัดสื่อแถลงข่าว
โดยสรุปแล้วก็คงตอบโจทย์ได้ว่า 1.พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้เสนอเป็นตัวกลางเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ และ 2.การปล่อยบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไม่ได้บิดเบือนคำพูดตรงจุดไหนเลย
แต่การละเลยในประเด็นเล็กๆ น้อยๆ แต่สำคัญมากกับบทบาทในฐานะ "องคมนตรี" ของ พล.อ.สุรยุทธ์ คือการเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าจะในทางใดๆ
แม้ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่การพูดเฉียดๆ บุคคลทางการเมืองทั้งที่จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่การเมืองก็พร้อมที่จะเข้ามายุ่งจนทำให้เสียรังวัด และเพิ่มราคาให้อีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
บางทีการเดินตามก้าวย่างของ "ป๋าเปรม" ที่เลือกที่จะไม่พูดเรื่องการเมือง ไม่ว่ากรณีใดๆ น่าจะเป็นก้าวย่างที่ "ลูกแอ้ด" พึงจดจำ !!



