
ต่อลมหายใจ
หลังจากฟังผลการพิจารณาคดีใหญ่หลายเรื่องรู้สึกว่าจะถูกยกยอดไปพิจารณาต้นปีหน้าเกือบทุกคดีไม่ว่าจะเป็น "รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน"
ที่เห็นชัดคงไม่พ้นคดีบุคคลสำคัญของ "ฝ่ายค้าน" ได้แก่ คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ หลังจากดำรงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี"
ซึ่งการพิจารณาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ได้มีพยานฝ่ายโจทก์ 2 ปากขึ้นให้การ ได้แก่ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" อดีตรมว.ต่างประเทศ และ "กล้านรงค์ จันทิก" คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
แม้ว่าทั้งสองจะให้ปากคำจนเสร็จสิ้นแต่ "องค์คณะผู้พิพากษา" ยังติดใจขอสอบเพิ่มเติมโดยออกหมายเรียกพยานเอกสาร และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพยานเอกสารมาไต่สวนในวันที่ 12 และ 14 มกราคม 2553
จึงถือว่า "คดียึดทรัพย์ทักษิณ" ได้รอลุ้นผลการตัดสินคดีไปถึงปีหน้า และเรื่องนี้คงทำให้ "ทักษิณ" ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินได้หายใจหายคอคล่องขึ้นอย่างน้อยก็เกือบเดือน
ขณะที่ "พรรครัฐบาล" โดยเฉพาะแกนนำอย่าง "พรรคประชาธิปัตย์" ก็มีคดี "เงินบริจาคพรรค 258 ล้านบาท" รอจ่อคอหอยให้ต้องลุ้นระทึก
หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ "อภิชาต สุขัคคานนท์" ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดคดีเงิน 258 ล้านบาทที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2548 ถือว่าโยนเผือกร้อนให้ "อภิชาต" รับไปเต็มๆ
เดิมทีคาดหมายกันว่าภายในสัปดาห์นี้ "อภิชาต" น่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดีนี้ออกมา เพราะว่าก่อนหน้านี้ "อภิชาต" มีจุดยืนชัดเจนเห็นว่าคดีนี้ควร "ยกฟ้อง"
หลังมีมติของกกต.กระแสข่าวได้พุ่งตรงมายัง "อภิชาต" ทันที
ขณะที่ "พรรคประชาธิปัตย์" นำโดย "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการพรรค รีบดักคอไว้ก่อนล่วงหน้าว่าความผิดของเรื่องนี้เป็นเรื่อง "ส่วนบุคคล" ไม่เกี่ยวกับพรรค
ด้านมือกฎหมายของประชาธิปัตย์ "ถาวร เสนเนียม" รมช.มหาดไทย ก็เห็นว่า คดีของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวข้องกับการเงิน เป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งต่างจากคดียุบพรรคการเมืองอื่น ที่เป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.
แต่มุมมองของ "ฝ่ายค้าน" ก็พากันส่งสัญญาณให้ประชาชนช่วยกันดูกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองของไทยว่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ และในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ "พรรคเพื่อไทย" เตรียมเดินทางไปยื่นหนังสือถึง กกต.พร้อมเอกสาร ซีดี เพื่อให้พิจารณาและวินิจฉัยการใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
แถมยังมีการโยงความสัมพันธ์ระหว่าง "อภิชาต" กับ "บัญญัติ บรรทัดฐาน" กรรมการประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นสถาบันเดียวกัน ซึ่งอาจมีผลต่อการวินิจฉัยคดี
และมีรายงานจาก "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) ที่ทำคดีนี้ แว่วมาว่า "พนักงานสอบสวนสายอำนาจเก่า" ขู่จะฟ้อง "กกต." หากยกคำร้องในคดีนี้
ทำให้ภาระและความกดดันทั้งหมดมาตกหนักอยู่ที่ "อภิชาต" ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง
ล่าสุด "อภิชาต" ได้ขอเลื่อนการวินิจฉัยในคดีนี้ไปเป็นหลังปีใหม่ เนื่องจากต้องดูเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่มีอยู่ถึง 7 พันหน้า ที่สำคัญต้องดูรายละเอียดทั้งหมดเพียงคนเดียว
ไม่แปลกที่จะมีเสียงตัดพ้อออกมาจากปาก "อภิชาต" ว่า "...ทุกอย่างมันตกอยู่ที่ผมมันถูกต้องหรือ ผมไม่อยากเถียงกับสื่อ แต่คุณไปดูรูปที่ลงในสื่อฉบับหนึ่งสิ มันถูกต้องไหม นี่แหละคือความกดดัน เพราะฉะนั้นเมื่อผมจะทำอะไรจะต้องทำให้ถูกต้องที่สุด จึงต้องดูให้ชัดเจน คุณจะได้ไม่ต้องมาว่าผม"
อย่างไรก็ตาม "อภิชาต" ได้ให้สัมภาษณ์เป็นนัยถึงแนวโน้มการวินิจฉัยคดีนี้ไว้ว่า "...ถ้าจะให้ตัดสิน ก็คงออกมาอย่างเดิม เพราะผมดูละเอียดแล้วมีหลักฐานเพียงแค่นี้ จะเปลี่ยนเป็นอื่นคงไม่ได้ เว้นแต่มีหลักฐานใหม่เข้ามาให้ผมเพิ่มเติม ดังนั้นขอดูรายละเอียดอีกครั้งเพื่อพิจารณาและตัดสินใจ หากใครมีหลักฐานว่ามีการโอนเงินให้พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอให้ส่งมาที่นายทะเบียนพรรคการเมือง เราก็พร้อมจะนำมาพิจารณา จึงอยากให้คุณจตุพร พรหมพันธุ์ เอาเอกสารที่มีการอภิปรายในสภามาให้ผมด้วยจะได้นำมาพิจารณา เพราะผมยังไม่เคยเห็น”
สุดท้ายคงต้องรอลุ้นคำวินิจฉัยคดีที่ "อภิชาต" ขอเลื่อนไปตัดสินต้นปีหน้า แล้วดูว่าสำนวนจะเป็นที่พอใจของหลายฝ่ายที่จับตามองหรือไม่ เพราะช่วงจังหวะนี้แหละคือจังหวะที่เปิดทางให้ทุกฝ่ายยอมรับและ...ทำใจ
แต่การเลื่อนคำวินิจฉัยครั้งนี้อย่างน้อยก็ทำให้ต่อลมหายใจให้ "ประชาธิปัตย์" แต่ในส่วนของ "อภิชาต สุขัคคานนท์" คงโล่งมากกว่าใครที่สุด...
สมถวิล เทพสวัสดิ์



