ข่าว

"เรือเหาะ"เครื่องมือไฮเทคชิ้นใหม่สายลับเหินเวหา..จับตาโจรป่วนใต้

"เรือเหาะ"เครื่องมือไฮเทคชิ้นใหม่สายลับเหินเวหา..จับตาโจรป่วนใต้

23 ธ.ค. 2552

ภารกิจการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ นอกจากจะต้องอาศัยกำลังพลหลายหมื่นนายแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือไฮเทคต่างๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันในการพยายามก้าวให้ทัน หรือกระทั่งก้าวนำฝ่ายตรงข้ามไปให้ได้

 ล่าสุด กองทัพบกได้เตรียมใช้เครื่องมือไฮเทคชิ้นใหม่มาช่วยในภารกิจดับไฟใต้นั่นคือ "เรือเหาะตรวจการณ์" ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาทให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552

 โดยมีการลงนามจัดซื้อระหว่างกองทัพบกกับบริษัท Arial International Cooperation เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552 โดยเรือเหาะถูกขนส่งมาถึงยังท่าอากาศสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2552 แต่ยังต้องติดตั้งระบบ และซักซ้อมการบินอีกระยะถึงจะนำมาใช้งานได้

 ล่าสุด ได้มีการนำเรือเหาะตรวจการณ์ลงมายังโรงจอดเรือเหาะตรวจการณ์ของหน่วยเฉพาะกิจจังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เดินทางลงมาติดตามความพร้อมด้วยตนเอง

 สำหรับภารกิจของเรือเหาะตรวจการณ์จะมีภารกิจทางอากาศสนับสนุนการปฏิบัติการงานด้านการข่าว งานยุทธการ และกิจการพลเรือน โดย "เฮลิคอปเตอร์ติดกล้องตรวจการณ์" สนับสนุน

 โดยจะมีชุดปฏิบัติการเฝ้าตรวจการณ์ทางอากาศเป็นหน่วยงานที่ควบคุมการทำงานของเรือเหาะ มีกำลังเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย 55 นาย เป็นนายทหาร 14 นาย และนายสิบ 41 นาย แบ่งหน้าที่เป็น ส่วนบังคับการ 4 นาย ประกอบด้วยนายทหาร 2 นาย นายสิบ 2 นาย

 ส่วนปฏิบัติการทางอากาศ 20 นาย ประกอบด้วย นายทหาร 8 นาย นายสิบ 12 นาย ส่วนปฏิบัติการภาคพื้นดิน 17 นาย ประกอบด้วย นายทหาร 2 นาย นายสิบ 15 นาย และส่วนสนับสนุน 14 นาย ประกอบด้วย นายทหาร 2 นาย นายสิบ 12 นาย

 ระบบปฏิบัติการเรือเหาะตรวจการณ์จะใช้ 2 ระบบ คือ "ระบบสัญญาณไมโครเวฟ" และ "ระบบสัญญาณดาวเทียม" ส่งข้อมูลไปยังหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่หมายเลข 2 ตัว หน่วยเฉพาะกิจระดับจังหวัด และกองบัญชาการกองทัพบก

 สำหรับโครงสร้างการควบคุมเรือเหาะตรวจการณ์ประกอบด้วย
 1.เรือเหาะ (Airship)
 2.เฮลิคอปเตอร์ติดกล้องตรวจการณ์ 3 ลำ (HU-1H Helicopter) ประจำจังหวัดละ 1 ลำ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเรือเหาะ
 3.ศูนย์บัญชาการประจำสถานี ซึ่งจะกระจายอยู่ทั่วพื้นที่สามจังหวัด 26 สถานี (Fixed command Center) โดยจะใช้หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่เป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการ
 4.รถบังคับการ (Glizzly) ซึ่งจะคอยติดตาม และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเรือเหาะในภาคพื้นดิน

 ส่วนประโยชน์ที่จะได้จากเรือเหาะ คือ การใช้กล้องตรวจการณ์ทั้งกลางวันและกลางคืนที่สามารถถ่ายบันทึกภาพได้ด้วยความละเอียดสูง สามารถตรวจจับความร้อน รวมทั้งตรวจจับระยะ และชี้เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

 ที่น่าสนใจ คือ เรือเหาะสามารถลอยตัวอยู่ในอากาศได้นาน และปฏิบัติการได้เงียบกว่าอากาศยานประเภทอื่นด้วย

 เรือเหาะตรวจการณ์ลำนี้จะมีการทำพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการจากบริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 15 มกราคม 2553 จากนั้นจึงจะเริ่มนำมาใช้ปฏิบัติภารกิจในสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างเป็นทางการ

 พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการกองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหาร(ผบ.พตท.) ชี้ถึงข้อดีของเรือเหาะว่า เป็นยุทโธปกรณ์ที่สามารถจับภาพได้ในวงกว้าง กินพื้นที่ครอบคลุมได้ถึง 30-40 ตารางกิโลเมตร โดยสามารถจับภาพที่มีความละเอียดสูงมาก

 นอกจากนี้ ยังสามารถทำการบินได้ติดต่อกันนานถึง 8 ชั่วโมง ซึ่งนานกว่าอากาศยานที่ใช้ในภารกิจเดียวกัน เช่น เครื่องบินไร้คนขับ หรือยูเอวี ซึ่งทำการบินได้ยาวนานน้อยกว่า แต่ทุกวันนี้ยูเอวีก็ยังใช้ปฏิบัติการกิจในการลาดตระเวนเส้นทาง และหาข่าวอยู่เช่นเดิม

 ภารกิจ เรือเหาะตรวจการณ์ จะบินในพื้นที่ราบเท่านั้น ส่วนบริเวณภูเขาต่างๆ จะใช้เฮลิคอปเตอร์ติดกล้องตรวจการณ์  

 เมื่อถามว่า จะสามารถจับภาพชัดเจนสามารถซูมให้เห็นภาพบุคคลต้องสงสัยได้เลยหรือไม่ พล.ท.กสิกร ตอบว่า กล้องดังกล่าวสามารถดึงภาพและซูมได้เป็นจุดๆ เท่าที่ทดลองก็พบว่า ภาพมีความชัดมาก

 แต่จะถึงขั้นซูมหน้าคนได้ชัดเจนเลยหรือไม่ก็ต้องทดลองใช้จริงดูก่อน

 ส่วนอุปสรรคที่อาจทำให้เรือเหาะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้เต็มที่ คือ เมฆ หรือหมอก เนื่องจากในพื้นที่มีฝนตกชุก จึงอาจทำให้การจับภาพเกิดปัญหาขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ต้องทดลองใช้จริงดูก่อนว่า จะพบปัญหาอุปสรรคอย่างที่กังวลไว้หรือไม่

 นี่คือความคืบหน้าล่าสุดของเรือเหาะตรวจการณ์ เครื่องมือไฮเทคชิ้นใหม่ที่จะมาช่วยในภารกิจดับไฟใต้ ส่วนจะคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างที่ตั้งความหวังกันไว้หรือไม่ ก็ต้องรอดูผลทดลองการใช้งานจริงในต้นปีหน้า

เรื่อง : สุเมธ ปานเพชร
ภาพ : จรูญ ทองนวล