
ในหลวงพระราชทานเครื่องมือแพทย์รับมือ"โควิด"
รัฐบาลประเมินสิ้นเดือน จ่องัด "พ.ร.บ.ความมั่นคง-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" คุมสถานการณ์หากยังลามไม่หยุด สธ.พบติดเชื้อพุ่ง 188 ยอดสะสม 599 รายแล้ว วอนคนในกทม.อย่ากลับตจว. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศตั้งทีมทุกหมู่บ้านล็อกเป้ากักตัว 14 วัน
ความคืบหน้าผู้ว่าฯ กทม.มีคำสั่งป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยสั่งปิดตลาดนัดและห้างสรรพสินค้า ยกเว้นซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อนั้น
นอกจากนี้ 5 จัวหวัดปริมณฑล คือ สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, นนทบุรี และปทุมธานี ได้ประกาศชัตดาวน์เช่นเดียวกับกทม.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ต่อมาเวลา 10.30 น. ได้เรียก นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ขึ้นหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า
จากนั้นเวลา 11.15 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เดินทางมาถึงและเข้าร่วมหารือด้วย ทั้งนี้ คาดว่านายกฯ ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาด ซึ่งในวันนี้พบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มถึง 188 ราย ทำให้ยอดสะสมรวม 599 ราย และยังพบว่าผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคด้วยเช่นกัน
จากนั้น เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ เพียงแต่ทักทายผู้สื่อข่าวที่สังเกตการณ์ห่างออกไปประมาณ 50 เมตร ด้วยการโบกมือ ก่อนที่จะชูกำปั้นมือขวา เป็นการส่งสัญลักษณ์สู้ๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับยังได้ลดกระจกรถทักทายกับผู้สื่อข่าวอีก เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเพิ่มมาตรการรับมือโควิด-19 ในวันนี้อีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังได้ชูกำปั้น พร้อมกับระบุเพียงสั้นๆ ว่า “กำลังทำ” ก่อนที่ขบวนรถจะเคลื่อนออกจากทำเนียบ
มีรายงานจากฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยถึงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ว่า ภายในสิ้นเดือนมีนาคมหากสถานการณ์แพร่ระบาดยังคุมไม่อยู่ รัฐบาลเตรียมประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อทยอยเพิ่มขึ้นและกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคเป็นปัจจัยที่ส่งสัญญาณให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจใช้มาตรการขั้นสูงสุด หรือ “ยาแรง” ออกมาบังคับใช้ภายในสิ้นเดือนนี้ หากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ประกาศออกไปยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้
ทั้งนี้หน่วยงานความมั่นคงได้สังเคราะห์และประเมินผลภายหลังรัฐบาลออกมาตรการสกัดการแพร่ระบาดซึ่งถือว่าได้ผลระดับหนึ่ง โดยเฉพาะบุคคลที่มาจากต่างประเทศจะเข้าเมืองไทยต้องมีใบรับรองแพทย์อายุไม่เกิน 3 วันและมีประกันสุขภาพ ต้องติดแอพพลิเคชั่นติดตามตัว และถูกกักโรค 14 วัน แต่การควบคุมการระบาดภายในประเทศเป็นเรื่องที่หน่วยงานความมั่นคงยังกังวล แม้รัฐบาลจะประกาศปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ เวทีมวย โรงภาพยนตร์ พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนไม่ออกนอกบ้าน และต่อมากทม.และจังหวัดปริมณฑลได้เพิ่มมาตรการปิดพื้นที่เสี่ยง อาทิ ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด ร้านเสริมสวย แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่มีแนวโน้มลดลง ปัจจัยหนึ่งมาจากกลุ่มคนเสี่ยงติดโรคขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เข้าสู่กระบวนการกักตัว 14 วัน และการติดตามตัวกลุ่มเสี่ยงก็เป็นเรื่องลำบาก อย่างเช่น กลุ่มสนามมวยประมาณ 500 คน แต่ติดตามได้เพียงกว่า 100 คน
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากนี้หน่วยงานความมั่นคงได้รับข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ที่ประเมินสถานการณ์แนวโน้มผู้ติดเชื้อ โดยแบ่งเป็นรุนแรงที่สุดจะมีผู้ติดเชื้อ 16.7 ล้านคนภายใน 1 ปี แต่หากชะลอการระบาดได้ จะมีผู้ติดเชื้อ 9.9 ล้านคนภายใน 2 ปี และหากสถานการณ์ควบคุมได้จะมีผู้ติดเชื้อ 4 แสนคนใน 2 ปี และการแพร่ระบาดจะเป็นไปตามฤดูกาล ดังนั้นภายใน 14 วัน คือ วันที่ 18-31 มีนาคม หากสถานการณ์ยังไม่เป็นผลในการควบคุม หรือบางพื้นที่ บางจังหวัด พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะตัดสินใจใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในสิ้นเดือนนี้
“คิดเอาไว้แล้วแต่ยังไม่ประกาศ เพราะต้องดูว่ามาตรการทั้งหมดที่ประกาศออกไป หากใช้ได้ผลก็ใช้ไปก่อน เพราะต่อให้ออก พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรการก็คล้ายกับของเดิม แต่จะเพิ่มความเข้มข้น ตอนนี้การลดการเอาเชื้อเข้าประเทศได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ต้องดูการแพร่ระบาดภายในประเทศว่ามีขีดความสามารถนำตัวคนไทยติดเชื้อเข้าสู่กระบวนการได้มากน้อยแค่ไหน” หน่วยงานความมั่นคงระบุ
สำหรับกฎหมาย 2 ฉบับนี้ มีความคล้ายคลึงกัน แต่จะแตกต่างกันที่ความเข้มข้นการบังคับใช้ หากเป็น พ.ร.บ.ความมั่นคง จะมีขั้นตอนมากกว่าคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ต้องเสนอผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ก่อนนำเข้าครม.อนุมัติประกาศใช้ โดยอาศัยมาตรา 15 ตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบ ส่วนมาตรา 16 จัดตั้งพื้นที่ และผู้บัญชาการเหตุการณ์ พร้อมคำสั่งตั้งศูนย์อำนวยการจัดการ ขณะที่มาตรา 18 ห้ามออกจากเคหสถานในยามวิกาล
ในขณะที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะปฏิบัติงานได้รวดเร็วกว่า เพราะผ่านเพียงขั้นตอนครม.เท่านั้น รวมถึงมาตรการเข้มข้นและให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากกว่า โดยสามารถตรวจค้นและควบคุมตัวได้ 7 วัน แต่มีข้อกังวลก็คืออาจถูกทักท้วงเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกทั้งกระทบต่อธุรกิจด้วย จึงเป็นที่มาของอัครราชทูตประจำประเทศไทยหลายประเทศ ได้ขอรับทราบถึงมาตรการแก้ไขปัญหาของไทยในอนาคต จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เพื่อเตรียมการรองรับหากรัฐบาลไทยเตรียมประกาศใช้กฎหมายทั้งสองฉบับนี้
มท.เสนอปิดด่านถาวรทั่วปท.
มีรายงานด้วยว่า ในการประชุมครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เสนอเรื่องปิดด่านชายแดนทั้งหมดทั่วประเทศ จากเดิมที่เป็นอนุโลมให้เปิดด่านชายแดนถาวร จุดผ่อนปรนการค้า จังหวัดละ 1 ด่าน แต่ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม เป็นต้นไป จะให้ปิดทั้งหมด 18 ด่าน ใน 17 จังหวัด โดยด่านที่เสนอให้ปิดนั้น เป็นเฉพาะด่านทางบกที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น เพื่อไม่ให้มีการเข้า-ออก แต่จะให้ใช้ช่องทางดังกล่าวเพียงขนส่งสินค้าได้เท่านั้น โดยจะให้ผู้ว่าฯ สั่งการให้หยุดชั่วคราวตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายไปแล้ว ส่วนแต่ละด่านจะปิดถึงเมื่อไรนั้นแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน เนื่องจากต้องให้ผู้ว่าฯ จังหวัดนั้นๆ ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีด่านทางบกติดกัน เช่น ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย เสียก่อน
ในหลวงพระราชทานอุปกรณ์แพทย์
ด้านนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวข้อความว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดซื้อและหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเบื้องต้นเป็นเครื่องช่วยหายใจ กว่า 100 รายการ รวมทั้งเครื่องมือแพทย์ต่างๆ มอบให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ เพื่อรับมือสถานการณ์ไวรัสโควิด-19
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงติดตามสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และทรงทราบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศยุโรป ที่มียอดผู้เสียชีวิตเยอะนั้น เป็นเพราะโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในยุโรปมีอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และทางโรงพยาบาลในเมืองไทยก็อาจจะมีไม่เพียงพอหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น พระองค์จึงได้ทรงจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อพระราชทานแก่โรงพยาบาลต่างๆ ให้ได้มีอุปกรณ์พร้อมรับมือโควิด-19นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ขอพระองค์ทรงพระเจริญด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม#ประเทศไทยต้องชนะครับ
เพิ่ม188รายสะสมรวม599คน
ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศ และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดว่า สถานการณ์วันนี้พบผู้ป่วยรายใหม่ 188 ราย นับเป็นลำดับที่ 412-599 จำแนกเป็นผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ เช่น สนามมวยและสถานบันเทิง ผู้เข้าพิธีทางศาสนาทางภาคใต้ 65 ราย ผู้ป่วยรายใหม่ 15 ราย ส่วนอีก 108 ราย พบเชื้อแล้วรอการสอบสวนโรคเพิ่มเติม ส่วนผู้ป่วยอาการหนักมี 7 ราย โดยทุกรายใช้เครื่องช่วยหายใจ
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังพบในกรุงเทพฯ โดยเป็นวัยทำงาน คนหนุ่มสาว แม้ว่าผู้ว่าฯ กทม. จะสั่งปิดสถานที่ต่างๆ ไปแล้ว แต่ขอให้ประชาชนอย่าเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างเด็ดขาด เพราะรัฐบาลมีมาตรการเพื่อหยุดการเคลื่อนย้ายของประชาชน ดังนั้นแม้จะหยุดงานแต่ขอให้พักอยู่ที่บ้านอย่ากลับภูมิลำเนาเดิมเด็ดขาด เพราะในภูมิลำเนาเดิมนั้น มีทั้งเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นคนกลุ่มเสี่ยงในการรับเชื้อ
ด้าน นพ.ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์ในกรุงเทพฯ ไม่แตกต่างกับประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องจำกัดการเดินทาง โดยคนในกรุงเทพฯ ไม่ควรเดินทางออกไปยังต่างจังหวัด คนที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ควรเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เพราะจะเป็นการเดินทางเพื่อติดเชื้อและแพร่เชื้อไปสู่คนที่เรารัก และถ้าเกิดป่วยหนักขึ้นมา โรงพยาบาลในพื้นที่ เช่น ตำบล อำเภอ อาจไม่สามารถรับมือกับอาการป่วยได้
ขณะที่ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ได้แสดงกราฟตัวเลขผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัด โดยมีแนวโน้มสูงในอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ วันที่ 19 มีนาคม 59 ราย, 20 มีนาคม 75 ราย, 21 มีนาคม 127 ราย, 22 มีนาคม 236 ราย
สั่งผู้ว่าฯล็อกเป้าออกจากกรุง
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ขอความร่วมมือให้จัดทำแผนปฏิบัติการค้นหาเฝ้าระวังและป้องกันระดับอำเภอและหมู่บ้าน ดังนี้ 1.ให้จัดตั้งทีมอาสาโควิด-19 ระดับอำเภอและหมู่บ้านเพื่อดำเนินการค้นหาและเฝ้าระวัง 2.จัดทำฐานข้อมูลของผู้เดินทางกลับจากกรุงเทพฯและปริมณฑลที่มาถึงภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม เป็นต้นไป 3.ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อแยกตัวสังเกตอาการไข้และอาการทางเดินหายใจทุกวันและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่นในที่พำนักหรือที่อาศัยจนครบ 14 วัน นับจากวันที่เดินทางมาถึงภูมิลำเนา
4.แจ้งผู้เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โดยไม่รับประทานอาหารและใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า หมอน ผ้าห่ม แก้วน้ำช้อนส้อม ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่นาน 20 วินาที หรือแอลกอฮอล์ 70% หลีกเลี่ยงการพูดคุยใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ทั้งนี้หากมีไข้และอาการทางเดินหายใจให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโดยทันที
น.ส.ไตรศุลี กล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในขณะนี้ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเขตกรุงเทพฯ ประกอบกับผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีการออกประกาศกรุงเทพมหานคร ฉบับ 2 สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ห่วงกังวลว่าจะมีประชาชนจำนวนหนึ่งเดินทางออกจากกรุงเทพฯ จึงได้สั่งการให้เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการค้นหา เฝ้าระวัง และป้องกันโรคติดต่อจังหวัด เพื่อป้องกันควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่ รัฐบาลเข้าใจดีถึงช่วงนี้ว่าเป็นเวลาแห่งความยากลำบาก ขอทุกคนเสียสละ ร่วมกันงดเดินทาง เว้นกิจกรรมทางสังคม “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เราจะสามารถฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน
คนทยอยเดินทางออกจากกทม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ จากการตรวจสอบพบว่ามีประชาชนค่อนข้างหนาแน่นเดินทางมาขึ้นรถโดยสารกลับภูมิลำเนามากกว่าปกติ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ โดยข้อมูลของบริษัทขนส่ง จำกัด หรือ บขส. พบว่า มีประชาชนเข้ามาใช้บริการจำนวนมากตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา ต่อเนื่องถึงวันเสาร์(21มี.ค.) ส่วนหนึ่งเกิดจากการขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ ที่อยู่ในประกาศของกทม.หยุดกิจการเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัส ทั้งนี้จากการพูดคุยสอบถามประชาชนพบว่าส่วนใหญ่จะเดินทางระยะสั้นในจังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ส่วนในระยะยาวทั้งทางภาคเหนือและภาคอีสานพบว่าจะเป็นกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เดินทางกันมาเป็นครอบครัวเพื่อกลับไปยังประเทศของตัวเอง
สำหรับข้อมูลการเดินรถตั้งแต่วันที่ 20-22 มีนาคม ณ เวลา 10.30 น. รวม 5 ภาค ใต้ เหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง และตะวันออก มีจำนวนเที่ยววิ่ง รวม 12,889 เที่ยว จำนวนผู้โดยสาร รวม 178,333 คน
ส่วนบรรยากาศการเดินทางที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) พบว่ามีประชาชนเดินทางกลับต่างจังหวัดกันอย่างคึกคักในช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตั้งจุดคัดกรองประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาในบริเวณตัวอาคาร โดยตั้งจุดตรวจวัดไข้ และจัดเตรียมอุปกรณ์เจลล้างมือ ทำความสะอาด
ขณะที่ นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระแสการเดินทางของผู้โดยสารที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในเส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) มีจำนวนปกติ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติที่มาซื้อตั๋วเดินทางกลับในเส้นทาง เช่น แม่สอด มุกดาหาร นครพนม อุบลราชธานี เป็นต้น ทำให้เส้นทางดังกล่าวมีผู้เดินทางเพิ่มขึ้น ส่วนเส้นทางอื่นการเดินทางปกติ
“โคราช”สั่งปิดห้าง-พื้นที่เสี่ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครราชสีมา ว่า บรรยากาศที่สถานีขนส่งผู้โดยสารนครราชสีมาแห่งที่ 2 หรือ บขส.2 เริ่มมีประชาชนทยอยเดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ เพื่อกลับภูมิลำเนา ขณะเดียวกัน นายจรัสชัย โชคเรืองสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้นำจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. จำนวนกว่า 200 คน ทำความสะอาดบริเวณสถานีขนส่งครั้งใหญ่รองรับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและมีมาตรการเข้มคัดกรองตรวจวัดไข้ผู้โดยสารและให้ความรู้เรื่องไวรัสด้วย
สำหรับสถานการณ์ที่ จ.นครราชสีมา พบผู้ป่วยติดเชื้อ ณ วันที่ 21 มีนาคม รวม 5 ราย ล่าสุดเป็นเซียนพนันมวย ผู้ชาย อายุ 38 ปี และ 42 ปี ภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อ.ปักธงชัย และ อ.เมืองนครราชสีมา ติดเชื้อจากสนามมวย 2 แห่ง ในกรุงเทพฯ
ทั้งนี้ นายวิเชียร จันทรโณชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ประกาศปิดห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด โรงภาพยนตร์ สนามม้า และพื้นที่เสี่ยงระบาดเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑลแล้ว
เชียงใหม่ชัตดาวน์ตามกทม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร จ.เชียงใหม่ ได้แถลงข่าวถึงสถานการณ์ว่า เนื่องจากพบผู้ป่วยใหม่เพิ่ม คณะกรรมการโรคติดต่อของจังหวัดจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการปิดกั้นวงจรการแพร่ระบาด จึงปรับปรุงประกาศปิดสถานที่เพิ่มเติมชั่วคราวตั้งแต่ 18.00 น. วันที่ 23 มีนาคม ถึง 24.00 น. วันที่ 13 เมษายน ประกอบด้วย สถาบันการศึกษาทุกระดับ สถาบันกวดวิชา, ปิดศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม สถานที่จัดแสดงนิทรรศการ, ปิดพื้นที่บางส่วนของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือร้านค้าที่มีร้านค้าย่อยอยู่ในบริเวณเดียวกัน ยกเว้นพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา หรือสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต สำนักงาน ธนาคาร สำหรับร้านอาหาร ให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายให้นำกลับเท่านั้น ส่วนตลาดให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ เพื่อนำกลับไปบริโภค อาหารสัตว์ ร้านขายยา และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต, ถนนคนเดิน, ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม เปิดเฉพาะให้ซื้อกลับ ขณะที่ร้านอาหารในโรงแรมให้เปิดบริการเฉพาะผู้เข้าพักเท่านั้น
ขยายนิยามปิด2แห่งให้ชัดเจน
ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ออกประกาศฉบับที่ 3 ระบุว่าเพื่อให้ความหมายของสถานที่ที่จะต้องปิดเป็นการชั่วคราวมีความเข้าใจตรงกัน ดัังนี้ 1.ร้านอาหาร โดยรวมถึงร้านอาหารที่อยู่ในคูหา รถเข็นและแผงลอยจำหน่ายอาหาร (ให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่นและร้านอาหารในโรงแรมที่ให้บริการเฉพาะผู้ที่พักอาศัยในโรงแรม หรือจำหน่ายอาหารเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น) ยกเว้นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในบริเวณสนามบิน 2.ห้างสรรพสินค้า โดยรวมถึงศูนย์การค้า คอมมูนิตี้ มอลล์ เว้นแต่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา หรือสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ร้านอาหาร (ให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น) ไม่รวมถึงพื้นที่ตั้งของธนาคาร
ธ.กรุงไทยปิด41สาขาในห้าง
มีรายงานแจ้งว่า ธนาคารกรุงไทยแจ้งว่า ตามที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดในเขตปริมณฑลและจังหวัดนครราชสีมา ได้ประกาศเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2563 ปิดสถานที่บางแห่งในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2563-12 เมษายน 2563 โดยรวมถึงห้างสรรพสินค้า เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นธนาคารกรุงไทยจึงขอปิดให้บริการสาขาในห้างสรรพสินค้าทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดนครราชสีมาเป็นการชั่วคราว จำนวน 41 แห่ง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยลูกค้าสามารถใช้บริการที่สาขาต่างๆ นอกห้างสรรพสินค้าที่ยังคงเปิดให้บริการ หรือผ่านบริการ Krungthai NEXT ที่สะดวกและปลอดภัย
สำหรับสาขาที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ เช่น ห้างเทสโก้โลตัส และบิ๊กซี ในกรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ลูกค้าสามารถค้นหาที่ตั้งของสาขาได้ทางเว็บไซต์ https://krungthai.com/th/contact-us/ktb-location หรือสอบถามที่ กรุงไทย Contact Center โทร.0-2111-1111
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดกระแสสอบถามถึงการเปิดทำการของธนาคารพาณิชย์ในห้างสรรพสินค้าว่ายังสามารถเปิดทำการได้หรือไม่ โดยมีการตีความตามประกาศคำสั่ง กระทั่ง พล.ต.อ.อัศวิน โพสต์ชี้แจงว่า 1.ห้างสรรพสินค้า รวมถึงห้างสรรพสินค้าทุกประเภท (ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้ มอลล์) ต้องดำเนินการตามคำสั่งที่ออกไป 2.ธนาคารในและนอกห้างเปิดได้ 3.ร้านอาหาร รวมถึงร้านอาหารในคูหา รถเข็น และแผงลอยจำหน่ายอาหาร ต้องจำหน่ายแบบซื้อกลับบ้านเท่านั้น 4.ร้านอาหารในสนามบินเปิดให้นั่งรับประทานได้(แต่ต้องมีมาตรการการเว้นระยะ)
“ลุงข้างบ้าน”ไม่รู้หมายถึงใคร
ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย โพสต์ระบุว่าลุงข้างบ้านที่มีอำนาจตัดสินใจแก้ปัญหาโควิด-19 ไปตีกอล์ฟที่พระนครศรีอยุธยา ซึ่งโลกออนไลน์ได้เชื่อมโยงว่าเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ทราบว่าหมายถึงใคร แต่ในส่วนของนายกฯ เมื่อวานนี้ (21 มี.ค.) ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าเพื่อรับพระราชทานแจกันดอกไม้จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด จากนั้นนายกฯ ได้ประชุมหารือวงเล็กถึงสถานการณ์โควิด-19 และได้สั่งงานไว้ก่อนเดินทางกลับไปทำบุญ จากนั้นก็ไม่ทราบว่านายกฯ มีภารกิจใดต่อ เมื่อถามว่าคำว่าลุงข้างบ้านจะหมายถึงนายกฯ ได้หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า ไม่ทราบ
ส่วนกรณีเสียงวิจารณ์การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ว่าฯ กทม. ถึงการประกาศปิดห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ จนเกิดความสับสนว่า ขอย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงเช้าเมื่อวานนี้(21มี.ค.) มีการส่งไลน์ถึงข่าวลือดังกล่าวซึ่งไม่มีที่มาที่ไป มีทั้งที่ได้รับเองและมีสื่อมวลชนส่งให้ จึงทำหน้าที่ตรวจสอบให้และได้รับทราบจาก รมว.มหาดไทย ว่าขณะนั้นทางกทม.กำลังประชุมเรื่องนี้เมื่อได้ผลอย่างไรกทม.จะแถลงเป็นทางการ ตนจึงนำข้อมูลดังกล่าวไปตอบสื่อมวลชนในกลุ่มไลน์ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทยและกทม.ที่กำลังประชุมกันอยู่เพื่อหาข้อมูลให้รอบด้าน ขอให้รอฟังแถลงอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ตนไม่ได้บอกเลยว่าจะไม่มีการปิดห้างหรือบอกว่าเป็นข่าวปลอม บอกแค่ว่าอย่าเพิ่งไปเชื่อรายละเอียดข้อมูลที่ไม่มีที่มาที่ไป ขอให้รอแถลงอย่างเป็นทางการ
“ไม่ได้บอกว่าไม่ปิด ไม่ได้บอกว่าเป็นข่าวปลอม เพียงอยากให้เชื่อข่าวที่เป็นทางการ ไม่อยากให้เชื่อข่าวที่ไม่มีที่มาที่ไป และยืนยันทางเราไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน” นางนฤมลกล่าว
พท.เสนอ5ข้อแก้โควิดระบาด
ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลประสบปัญหาการขาดยุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ ทางพรรคเพื่อไทยขอเสนอ 5 ยุทธวิธีเพื่อใช้สำหรับแก้ไขปัญหา ดังนี้ 1.รัฐบาลยังไม่มีนโยบายตรวจโควิด-19 ฟรี ซึ่งหากเราตรวจพบเร็วก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็ว 2.ปัจจุบันค่าครองชีพสูงแต่รายได้ต่ำ รัฐบาลควรควบคุมราคาสินค้า และลดราคาน้ำมันทุกชนิดลง ลิตรละ 5 บาท 3.ควรใช้บิ๊กดาต้าให้เป็นประโยชน์ โดยรวมกลุ่มสตาร์ทอัพที่คิดแอพพลิเคชั่นเพื่อประชาชนสามารถทราบถึงพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงและจุดปลอดภัย 4.ควรใช้งบประมาณช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยให้แก่กลุ่มลูกจ้างรายได้น้อยที่ติดเชื้อและต้องลางาน 5.ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องปิดประเทศ เพื่อไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้ามาในไทย
"ถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องกล้าตัดสินใจและแก้ไขปัญหาโควิด-19 อย่างจริงจัง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของภาครวมเป็นหลัก เพราะทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาตนเอง เชื่อมั่นว่า ทุกปัญหามีทางแก้ หากผู้นำประเทศเข้าใจ และพร้อมแก้ไขปัญหาร่วมกับประชาชน” ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าว



