
ธปท.กระตุ้นใช้บัตรเดบิต-เล็งคุมค่าต๋งเอทีเอ็ม
ธปท.จี้แบงก์พาณิชย์กระตุ้นลูกค้าใช้บัตรเดบิตแทนเงินสด ลดต้นทุน เตรียมวางกรอบคิดค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาระบบการชำระเงินประจำปี 2552 “ก้าวสู่ยุคใหม่การชำระเงิน โอกาส และความท้าทาย” ว่า ธปท.ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ในการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้บริการชำระเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของบัตรเดบิต เพราะจะช่วยลดต้นทุนและไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้บริการและผู้ประกอบการ
"ธนาคารพาณิชย์ควรกระตุ้นให้ลูกค้าใช้บัตรเดบิตเพื่อชำระสินค้า และใช้แทนเงินสดมากขึ้น ไม่ใช่มุ่งแต่จะขยายจำนวนลูกค้าเพียงอย่างเดียว เพราะมีความสะดวกสบายมากกว่าการใช้เงินสด และมีความปลอดภัย รวมทั้งช่วยลดต้นทุนในการผลิตธนบัตรด้วย" นางธาริษา กล่าว
ทั้งนี้ปัจจุบันการชำระเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ยังมีปริมาณธุรกรรมน้อยมาก จากข้อมูลที่มีพบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้บริการเดบิต 29 ล้านบัตร ในจำนวนนี้ 80% เป็นการใช้เพื่อกดเงินสด มีเพียงแค่ 3% เท่านั้นที่นำไปใช้สำหรับซื้อสินค้า หรือเฉลี่ยผู้ใช้บัตรเดบิตซื้อสินค้าไม่ถึง 1 ครั้งต่อปี ซึ่งเป็นการใช้ที่ไม่เต็มศักยภาพ
นอกจากนี้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ควรมีการปรับปรุงค่าธรรมเนียมการเบิกเงินสดต่างธนาคาร เพราะยังมีความไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการกระจุกตัวในการวางตำแหน่งตู้เอทีเอ็ม เพราะแต่ละธนาคารต้องการรายได้จากค่าธรรมเนียม เรื่องนี้ ธปท.จะมีมาตรการเข้ามาดูแลค่าธรรมเนียมตู้เอทีเอ็มให้เป็นธรรมและเหมาะสมในปี 2553 และกำชับให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งค่าธรรมเนียมที่บริเวณตู้เอทีเอ็มให้ชัดเจน เช่น การเบิกถอนเงินสดต่างธนาคาร การสอบถามยอดเงินในบัญชี เป็นต้น
ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเตือนให้ระวังแก๊งมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพได้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือเจ้าหน้าที่สรรพากรใช้โทรศัพท์ที่เป็นระบบอัตโนมัติและบุคคลสุ่มโทรไปยังบุคคลต่างๆ ทั้งที่เป็นลูกค้าและไม่ใช่ลูกค้าของธนาคาร โดยแจ้งว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือมีเงินภาษีคืน พร้อมกันนั้นได้ลวงให้ไปทำธุรกรรมที่ตู้เอทีเอ็ม ซึ่งสุดท้ายจะเป็นการโอนเงินให้แก่กลุ่มมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายให้แก่ผู้ที่หลงเชื่อ หากลูกค้าได้รับโทรศัพท์และมีข้อสงสัยสามารถสอบถามจากคอลเซ็นเตอร์ของแต่ละธนาคารที่ลูกค้ามีบัญชีและการทำธุรกรรมกับธนาคารนั้นๆ ได้



