
บทเรียนจากโอท็อป
หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโครงการโอท็อป (OTOP) ที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นโครงการที่มีหลักการน่าส่งเสริม
เพราะหากเป็นไปตามเจตจำนงที่แจ้งเอาไว้จริง ก็สามารถช่วยให้ชาวบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำการเกษตร และยังช่วยให้งานศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ได้รับการทะนุบำรุงไม่ให้สูญหายไปอีกด้วย
แต่เอาเข้าจริงๆ โอกาสทางธุรกิจของสินค้าโอท็อปกลับตกอยู่ในสภาวะเลี้ยงไม่โต ต้องได้รับการอัดฉีดจากหน่วยงานของรัฐอยู่ตลอดเวลา แถมยังเป็นการอัดฉีดหรือเลี้ยงดูชนิดผิดหลักผิดวิธีการอีกต่างหาก สินค้าโอท็อปที่เติบโตก้าวหน้าขึ้นมาเป็นธุรกิจขนาดย่อม หรือจนถึงขั้นขนาดกลางนั้น มีน้อยจนนับนิ้วได้ และเกือบทั้งหมดล้วนแต่เป็นสินค้าโอท็อปส่วนบุคคล มิได้เป็นสินค้าโอท็อปของชุมชนส่วนรวมในท้องถิ่น และยิ่งนับได้น้อยลงไปอีกหากนับตามเจตนารมณ์เริ่มต้นของสินค้าโอท็อป ที่ต้องการให้เป็นสินค้าที่มีการผลิตทั้งกระบวนการ เริ่มต้นตั้งแต่วัตถุดิบ แรงงาน ไปจนถึงกระบวนการทางการตลาดให้อยู่ในท้องถิ่นล้วนๆ
ในช่วงเวลาแรกของโครงการโอท็อป สินค้าจำพวกเครื่องประทินร่างกายที่ผลิตจากสมุนไพร เช่น สบู่ แชมพู ครีมล้างหน้าที่ใช้ส่วนผสมของพืชผักต่างๆ เป็นสินค้าโอท็อปที่ได้รับการผลิตอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็หนีไม่พ้นแชมพูมะกรูด สบู่มังคุด ครีมถนอมผิวมะขามเปียก ฯลฯ วางจำหน่ายกันเกร่อไปหมด
เมื่อผลิตกันออกมามากมายหลากหลายทั่วประเทศไทย คุณภาพที่ได้ก็ต่างกันออกไปตามขั้นตอนกระบวนการควบคุมการผลิต วัตถุดิบที่มีอยู่จำกัดจำเขี่ยก็ถูกแย่งกันซื้อจนทำให้มีราคาแพงขึ้น ชุมชนไหนหาวัตถุดิบไม่ได้ก็เริ่มมีการดัดแปลงเปลี่ยนสูตรไปเรื่อยๆ หรือมิฉะนั้นก็ลดคุณภาพของวัตถุดิบกันลงไป ทำให้ความเชื่อมั่นในสินค้าโอท็อปถูกบั่นทอนตามไปด้วย
หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมสินค้าโอท็อปเองก็ด้อยด้วยประสบการณ์ด้านธุรกิจ เมื่อเห็นว่าสินค้าโอท็อปภายใต้การกำกับดูแลของตนเองเริ่มมีปัญหาขายไม่ได้ ก็แก้ไขด้วยการจัดงานแสดงสินค้าโอท็อปขึ้นมา และหลายท้องถิ่นหลายชุมชนถึงขนาดลงทุนจัดสร้างอาคารขนาดใหญ่ สำหรับเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าโอท็อปโดยตรง
โดยไม่ได้คำนึงถึงความคุ้มทุนทางธุรกิจ หรือไม่ได้คำนึงถึงวิถีชีวิตของสินค้าโอท็อป ที่เกิดมาเพียงแค่เป็นสินค้าที่หารายได้เสริมของชาวบ้าน ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลาของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลัก ก็ไม่สามารถปลีกเวลามาทำการผลิตและจำหน่ายสินค้าโอท็อปได้ อีกทั้งระบบการบริหารจัดการทางด้านการตลาดก็ไร้ประสิทธิภาพ เพราะฝากผีฝากไข้ไว้กับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเป็นส่วนใหญ่
สินค้าโอท็อปส่วนใหญ่จึงมียอดขายเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งแม้หากว่าคนต่างถิ่นขาจรที่เป็นนักท่องเที่ยว เกิดชื่นชอบในคุณภาพของสินค้าขึ้นมาจริงๆ โอกาสที่จะมีการซื้อซ้ำตามมาก็น้อยลง เพราะต่างคนต่างกลับไปยังถิ่นฐานของตนเองเสียแล้ว และที่สำคัญสินค้าอุปโภคที่ส่วนใหญ่เป็นเส้นเลือดสำคัญของโอท็อปนั้น เป็นสินค้าที่ต้องใช้การบริโภคซ้ำหลายๆ ครั้งและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความภักดีต่อตราสินค้าให้ได้ ทุกวันนี้เราจึงเห็นสินค้าและตัวอาคารสำหรับจำหน่ายสินค้าโอท็อปจำนวนมาก ถูกปล่อยทิ้งร้างให้ฝุ่นจับหนารอวันทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
ทางรอดของโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อปในวันนี้ จึงควรย้อนกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ และเดินไปภายใต้กรอบความคิดของชุมชนอย่างแท้จริง ให้เกิดการใช้อย่างแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านในชุมชนเอง สินค้าโอท็อปก็จะมีลูกค้าที่แน่นอนไม่เสียค่าขนส่งซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ชาวบ้านในชุมชนก็มีเครื่องอุปโภคใช้ในราคาต่ำ กระทบต่อค่าครองชีพน้อยลง และยังทำให้เงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชนไม่รั่วไหลไปที่ไหน
ท้ายที่สุดเมื่อสินค้ามีการพัฒนาจนได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้ใช้ในพื้นที่เป็นฐานรองรับจนแน่นแล้ว โอกาสที่จะกระจายแพร่หลายออกไปนอกพื้นที่ตามกำลังการผลิตของชุมชนก็เกิดขึ้น และสามารถเติบโตขึ้นไปเป็นธุรกิจที่เข้มแข็ง มีความสามารถในการยืนหยัดต่อสู้ทางธุรกิจเต็มรูปแบบกันได้ต่อไปครับ



