ข่าว

 บทเรียนความผิดพลาดของอิตาลีในการรับมือไวรัสโควิด-19

บทเรียนความผิดพลาดของอิตาลีในการรับมือไวรัสโควิด-19

21 มี.ค. 2563

โดย....บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

                             

                            ยุโรปปิดทวีป อเมริกาปิดประเทศเช่นเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน แต่การปิดประเทศและการกักกันโรคไม่ใช่การเยียวยาไวรัสโควิด-19 ได้ตรงจุด อย่างเก่งเพียงแต่สกัดกั้นการแพร่ระบาดให้น้อยลงเท่านั้น ดังที่ศาสตราจารย์ฉีโป เจียง ศาสตราจารย์ด้านไวรัสวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฟูตัน นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และศูนย์เลือดนครนิวยอร์ก ได้เขียนบทความตีพิมพ์ในวารสารเจอร์นัล เนเจอร์ ว่าการจะเอาชนะไวรัสโควิด-19 ได้ก็คือวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลเท่านั้น ไม่ใช่การปิดประเทศหรือการกักกันโรค

 

 

 

                            ความเห็นของศาสตราจารย์ฉีโป เจียง พิสูจน์ได้จากความล้มเหลวของอิตาลีในการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะตัวนี้กระทั่งมีคนล้มป่วยและเสียชีวิตแซงหน้าจีนแล้วโดยแทบจะหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ไม่พบส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สูงอายุ 


อิตาลีดับพุ่งสถิติใหม่ 627 วันเดียว เผยยอดจริงอาจสูงกว่านี้

 

                            ทั้งแพทย์และนักวิจัยจากสหรัฐและหลายประเทศในยุโรปได้เดินทางไปอิตาลีเพื่อศึกษาว่าทำไมแดนรองเท้าบู๊ทจึงประสบความล้มเหลวในการรับมือไวรัสมรณะตัวนี้ โดยการศึกษามุ่งไปที่เมืองเบอร์กาโมที่มีประชากรราว 120,000 คนอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมิลานในแคว้นลอมบาร์ดี หนึ่งในแคว้นที่มั่งคั่งที่สุดในประเทศ อันเป็นสถานที่ตั้งต้นของการระบาดและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก สืบเนื่องจากโรงพยาบาลต่างๆ ต่างไม่พร้อมและมีขีดจำกัดในการรักษาจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของโรคระบาดที่ทางการไม่สามารถควบคุมได้

 

 

รองประธานกาชาดจีนอึ้งเมื่อเห็นล็อกดาวน์แบบอิตาลี

 

                            ตั้งแต่ต้น ถนนเกือบทุกสายล้วนมุ่งตรงไปที่ โรงพยาบาลสันตะปาปาโจวานนีที่ 23 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทันสมัยที่สุดในอิตาลี เปิดดำเนินการเมื่อปี 2555 มีเตียงคนไข้ทั้งหมด 950 เตียง รักษาทุกโรคตั้งแต่รักษาอาการบาดเจ็บไปจนถึงการผ่าตัดหัวใจ หรือการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะให้เด็กๆ  แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้ป่วยจากไวรัสโควิด-19 เตียงคนไข้กว่า 400 เตียงกันไว้สำหรับคนไข้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัส แต่โชคร้ายที่โรงพยาบาลมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตไม่พอต่อจำนวนคนไข้ที่ทะลักโรงพยาบาล ขณะที่แพทย์และพยาบาลก็ไม่พอที่จะดูแลคนไข้ทุกคนอย่างดีที่สุด

                            “กระทั่งเมื่อ 3 อาทิตย์ที่แล้ว เราถึงสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ ตอนนี้เราจะเลือกรับเฉพาะคนไข้ฉุกเฉินเท่านั้น นี่เป็นหายนภัยจริงๆ” มีร์โค นาโคติ วิสัญญีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญประจำห้องฉุกเฉินเผย เขาเคยทำงานกับหน่วยแพทย์ไร้พรมแดนที่เฮติ, ชาด, เคอร์ดิสถาน และไอวอรีโคสต์ และเป็นหนึ่งในแพทย์เพียงไม่กี่คนในเบอร์กาโมที่เคยมีประสบการณ์รับมือโรคระบาดมาก่อน แต่ส่วนใหญ่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนอย่างโรคหัด หรือโรคหัดเยอรมัน

 

 

 

                            นายแพทย์นาโคติประเมินว่าราว 60% ของประชากรในเมืองเบอร์กาโมล้วนแต่ติดเชื้อไวรัส "มีคนจำนวนมากที่ติดเชื้อ ไม่นับรวมผู้เสียชีวิตที่บ้านซึ่งไม่รู้ว่าจำนวนเท่าใดเพราะไม่เคยผ่านตรวจมาก่อน ห้องไอซียูก็เปรียบเหมือนปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น”

                            ดอกเตอร์นิโคติเตือน(ในตอนนั้น) ว่าโรงพยาบาลต่างๆ ในสหรัฐและยุโรปจะต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือสถานการณ์ให้ดี เพราะการระบาดครั้งนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงไม่เปิดช่องให้คุณลองรักษาหรือปล่อยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาแม้แต่น้อย “ทุกวันเรามีแต่พ่ายแพ้ การแพร่ระบาดมีแต่เลวร้ายลงทุกขณะ”

                            ปกติแล้วเบอร์กาโม เอคโค หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเบอร์กาโมจะอุทิศหน้า 1 หน้าเต็มรายงานรายชื่อผู้เสียชีวิต แต่นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ต้องเพิ่มหน้าเป็น 9 หน้า "นี่แค่ฉบับเดียวเท่านั้นนะ” ดอกเตอร์นาโคติให้ข้อสังเกต

 

                            “พวกเราทุกคนล้วนแต่ไม่เคยผ่านประสบการณ์ทำนองนี้มาก่อน” ศัลยแพทย์ไมเคิล ปิซาโน กล่าว "พวกเราผ่านการฝึกอบรมด้านการแพทย์ฉุกเฉินในกรณีเกิดแผ่นดินไหว แต่ไม่ได้ฝึกรับมือกับโรคระบาดมาก่อน” ตอนนี้ดอกเตอร์ปิซาโนแทบไม่มีงานทำ การปิดประเทศของอิตาลีหมายถึงไม่มีอุบัติรถชนกัน จักรยานล้มหรือกระดูกหักระหว่างเล่นสกี แต่เขาก็ไปช่วยตึกคนไข้ที่ติดเชื้อไวรัสเท่าที่จะช่วยได้

                            ส่วนเมืองเล็กๆ รอบๆ จังหวัดเบอร์กาโม แรงกดดันของโรงพยาบาลท้องถิ่นกลับยิ่งมากขึ้น นายแพทย์นาโคติได้ไปช่วยที่โรงพยาบาลในเมืองซาน จิวองนี บิอินโค ที่เชิงเขาของเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดและปกติมีเตียงคนไข้แค่ 20 เตียง แต่เฉพาะวันอาทิตย์กลางเดือนมีนาคมต้องรับคนไข้ติดเชื้อไวรัสราว 70 คน เมื่อเตียงไม่พอ คนไข้จึงต้องนอนบนเตียงเคลื่อนที่ หรือไปอัดกันที่ห้องฉุกเฉินหรือตรงระเบียงระหว่างรอเตียงว่าง

 

 

 

                            แพทย์ชาวอเมริกันหลายคนได้ศึกษาบทเรียนต่างๆ เพื่อหาคำตอบว่าทำไมเมืองเบอร์กาโมถึงไม่สามารถพิชิตไวรัสมรณะตัวนี้ได้ แต่เวลาก็ไม่เป็นใจเนื่องจากต้องแข่งกับเวลาที่มีอยู่น้อยนิด เมื่อเร็วๆ นี้ มอริซิโอ เซเรดา แพทย์ประจำห้องฉุกเฉินและวิสัญญีแพทย์แห่งฟิลาเดลเฟีย ซึ่งขณะนี้ประจำการที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย แต่ไปฝึกอบรมที่อิตาลีและได้ติดต่อแพทย์เมืองเบอร์กาโมและอีกหลายเมืองในอิตาลีอย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมสารพัดบทเรียนความล้มเหลวของอิตาลี

 

                            บทเรียนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขโดยเฉพาะที่โรงพยาบาลที่คนไข้ล้นมือ คนไข้ที่เพิ่งติดเชื้อและอาการไม่หนักมากควรจะรักษาตัวที่บ้าน ไม่ใช่ส่งตัวไปที่โรงพยาบาล ระหว่างรักษาตัวที่บ้านจะต้องได้รับการดูแลย่างดีผ่านระบบโทรเวชกรรมและบริการต่างๆ ที่ตรงไปที่บ้าน เขาย้ำว่าการรักษาที่บ้านสามารถทำได้ผ่านระบบคลินิกเคลื่อนที่

 

 

 

                            อีกบทเรียนหนึ่งก็คือหน่วยแพทย์ฉุกเฉินของอิตาลีที่แทบไม่มีประสบการณ์ในเรื่องการแพร่ระบาดจึงเป็นตัวการแพร่เชื้อไวรัสโดยไม่รู้ตัวระหว่างเดินทางไปตามชุมชนต่างๆ นายแพทย์เซเรดายังเตือนว่า โรงพยาบาลเล็กๆ ไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับคนไข้จำนวนมากที่ทะลักมาที่โรงพยาบาลไม่ขาดสาย สุดท้ายทำให้โรงพยาบาลเหล่านั้นล้มเหลวในการรักษาคนไข้ที่ติดเชื้อไวรัส ดังนั้น ทางที่ดีก็ควรจะเลือกรับเฉพาะคนไข้ที่อาการหนักมากที่สุดที่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและขนาดใหญ่กว่า และใช้รถพยาบาลเป็นที่ตรวจคนไข้ที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อเพื่อจะป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดในวงกว้าง

 

 

                            นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นที่เบอร์กาโมยังสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นช่วงปกติ  รถพยาบาลที่โรงพยาบาลสันตะปาปาโจวานนีที่ 23 จะทำงานตรงเวลาเป๊ะเหมือนนาฬิกาสวิสที่รับประกันว่าไม่มีความคลาดเคลื่อน แต่จุดอ่อนก็คือเจ้าหน้าที่ที่ประจำรถพยาบาลไม่ได้ผ่านการฝึกอมรมให้รับมือไวรัสมรณะตัวนี้ ส่วนใหญ่จึงติดเชื้อระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่รถพยาบาลก็กลายเป็นแหล่งแพร่เชื้ออย่างดีโดยไม่รู้ตัว เจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาลวัย 40 ปีเศษคนหนึ่งเสียชีวิตทั้งๆที่ไม่เคยมีประวัติเจ็บป่วยมาก่อน “ตอนนี้เพื่อนร่วมงานทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตัวเอง"

 

ทำไมไวรัสนี้ตัวนี้จึงกระหน่ำอิตาลีอย่างหนักหน่วง

 

                               นักวิจัยหลายคนแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้นำเสนอการวิจัยชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ในวารสารเดโมกราฟฟิก ไซแอนซ์ ชี้ว่าสาเหตุมาจากปัจจัย 2

                               ปัจจัยที่ 1 ก็คืออิตาลีเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากเป็นลำดับ 2 ของโลก

                               ปัจจัยที่ 2 คือชาวอิตาลีจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จะอยู่พร้อมหน้าพ่อแม่และปู่ย่าตายาย และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดภายในครอบครัวและชุมชน แม้จะต้องเดินทางไปทำงานตามเมืองใหญ่ๆ อย่างมิลาน นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ไวรัสแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วภายในครอบครัวและชุมชน

                               เจนนิเฟอร์ บีม โดวด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยชิ้นนี้เปิดเผยว่า ผลการวิจัยพบว่า การเดินทางไปกลับบ้านและที่ทำงาน รวมถึงการมีการปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มใหญ่ระหว่างทำงานในเมืองอาจจะเป็นเพชฌฆาตเงียบในการแพร่เชื้อไรรัสจากเมืองสู่ชนบทและสู่คนในครอบครัวใหญ่ ซ้ำร้ายคนที่ติดเชื้อไวรัสนี้จะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ จึงไม่มีใครตระหนักว่าเชื้อนี้ได้ระบาดไปสู่ผู้สูงอายุในครอบครัวแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อ่อนแอที่สุด

 

 

 

                               โดวด์ให้ความเห็นว่า  จากองค์ความรู้นี้  เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับการคุกคามได้ดีขึ้น “สิ่งหนึ่งที่พวกเราพยายามทำไม่ใช่แค่พยายามแยกผู้สูงอายุออกไปเท่านั้น แต่เราจัดให้คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด นอกจากนี้การเว้นช่วงระยะห่างในสังคมที่รัฐพยายามรณรงค์ให้ทำนั้น มีส่วนช่วยให้แนวโน้มการติดเชื้อเริ่มลดลง ซึ่งทำให้นักวิจัยมีเวลามากขึ้นที่จะพัฒนาวัคซีนและยารักษาไวรัสตัวนี้ และทำให้โรงพยาบาลมีเวลาเตรียมการรับมือมากขึ้น"

 

                               อย่างไรก็ดีจากสถิติขององค์การอนามัยโลกชี้ให้เห็นว่าการเป็นสังคมผู้สูงอายุไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสถานที่ที่มีการแพร่ระบาดมากเสมอไป ดังเช่นที่ญี่ปุ่น แม้ว่าจำนวนผู้มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปจะมีมากถึง 28% ของประชากรทั่วประเทศ แต่ประเทศนี้กลับมีผู้ติดเชื้อแค่ 814 ราย เสียชีวิต 24 รายจากสถิติที่รวบรวมเมื่อวันที่ 16 มีนาคม เทียบกับอิตาลีในวันเดียวกันนั้นมีผู้ติดเชื้อ 24,747 ราย เสียชีวิต 1,809 ราย

                           

หมายเหตุ : ข้อมูลบทความชิ้นนี้ จาก Why the Coronavirus Hit Italy So Hard   เผยแพร่เมื่อ 17 มีนาคม ในขณะที่สถานการณ์อิตาลีเลวร้ายหนักแต่ยอดเสียชีวิตยังไม่แซงจีน