
บิ๊กตู่คิดหนักล็อกดาวน์
นายกฯเครียดทีมหมอแนะปรับแผนล็อกดาวน์คนอยู่บ้านรับมือโควิด ชี้ไม่หยุดเคลื่อนย้ายคนคาดตาย 7 พัน ใน 1 เดือน รัฐงัดแคมเปญ "อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ" สกัดไวรัส
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า ตลอดช่วงเช้า พล.อ.ประยุทธ์อยู่ที่บ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) กระทั่งเวลา 11.00 น. จึงเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีการแจ้งภารกิจใดๆ และวาระทำเนียบรัฐบาลไม่มีขึ้นภารกิจของนายกฯ ตลอดวัน อย่างไรก็ตาม มีกระแสคาดการณ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจเกิดความไม่สบายใจ หลังคณบดีคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เชิญมาหารือที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงเย็นวันที่ 19 มีนาคม เพื่อขอรับทราบแนวทางการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เสนอข้อมูลและเหตุผลถึงความจำเป็นในการล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เพราะถ้ายังทำแบบเดิมอาจจะมีการเสียชีวิตถึง 7,039 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในสัปดาห์หน้า พล.อ.ประยุทธ์ จะเชิญภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า มาพูดคุยที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังผลกระทบในมิติต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง ซึ่งพบว่ามีตัวเลขค่อนข้างสูงที่จะได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการของรัฐบาลในการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พร้อมรับฟังข้อเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ รวมถึงผลกระทบ หากรัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจประกาศการแพร่ระบาดระยะ 3 หรือหากมีความจำเป็นต้องปิดประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลจะเพิ่มมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะความมั่นใจระบบสาธารณสุขของไทย ทั้งการป้องกันการระบาด การกักกัน การรักษาผู้ติดเชื้อ
นอกจากนี้จะเชิญ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาร่วมแถลงข่าวที่ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสาธารณสุข ขณะเดียวกันในสัปดาห์หน้าอาจจะเริ่มมีการปรับรูปแบบการทำงานของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติงานในทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระทรวงสาธารณสุข
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ข้อมูลที่คณะแพทย์เสนอต่อนายกฯ ระหว่างการประชุมเมื่อช่วงเย็นวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ถึงความจำเป็นในการล็อกดาวน์ประชาชน ให้ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” กับภาพอนาคต 30 วัน หากใช้มาตรการล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่ในบ้าน โดยมีการคาดการณ์ตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะอยู่ที่ 24,269 คน นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3,640 คน รักษาในไอซียู 1,213 คน และเสียชีวิต 485 คน แต่ถ้ายังทำแบบเดิม ไม่หยุดการเคลื่อนย้ายของประชากรภายใน 30 วัน คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อจะสูงถึง 351,948 คน นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 52,792 คน รักษาในไอซียู 17,597 คน และเสียชีวิตมากถึง 7,039 คน
รัฐงัดแคมเปญล็อกดาวน์คนอยู่บ้าน
วันเดียวกันน นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลโควิด-19 แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสประจำวันที่ 20 มีนาคม ว่า ล่าสุดมีผู้ป่วยยืนยันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอดสะสมปัจจุบันอยู่ที่ 322 ราย โดยเน้นย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้ประชาชนพักอยู่ที่บ้าน ช่วยกันงดการเดินทางไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดหรือเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน ด้านเวชภัณฑ์ตัวเลขการผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์เพิ่มขึ้น 2.28 ล้านชิ้น ส่วนหน้ากากอนามัยทางเลือกเป็นอีกเรื่องที่มียอดสะสม 12.8 ล้านชิ้น พร้อมขอประชาชนอย่ากักตุนหน้ากากอนามัยไปขายเกินราคา เนื่องจากจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย
อย่ายึดติดคำว่าปิดประเทศ
ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในเรื่องมาตรการต่างๆ โดยขอให้ประชาชนอย่ายึดติดกับคำว่าปิดประเทศ ขอให้มองที่มาตรการที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ซึ่งแม้ว่าจะมีความไม่สะดวกสำหรับคนไทยที่จะเดินทางกลับมายังประเทศไทย แต่จะมีทีมไทยแลนด์แต่ละประเทศเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ ยืนยันไม่ได้เป็นการปิดกั้นการเดินทางเข้าประเทศของคนไทย ซึ่งอาจลำบากไปบ้าง แต่ขอให้อดทน ส่วนคำว่าปิดกรุงเทพมหานครมีผลกระทบมากและเป็นเรื่องที่ยาก จึงเลือกใช้วิธีที่สามารถควบคุมเชื้อทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้ พร้อมกับรณรงค์ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” นอกจากนั้นยังมีการวางแผนตามขั้นตอนในการลำเลียงอาหารไปให้ผู้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นด่านหน้าในการปะทะเชื้อ การอยู่บ้านถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ และขอให้ฟังการประชาสัมพันธ์จากทางศูนย์แถลงข่าวเพียงช่องทางเดียวเพื่อป้องกันการสับสน
วางกลยุทธ์ต่อสู้ระยะยาว
ขณะที่ ศ.นพ.ยง กล่าวว่า โรคดังกล่าวเป็นโรคอุบัติใหม่ และมีการกระจายไปทั่วโลกซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะกวาดล้างในระยะเวลาอันสั้น มากกว่า 150 ประเทศมีการติดเชื้อ ซึ่งถือว่าปัจจุบันเป็นโรคนำเข้าและติดต่อภายในประเทศ และจะยังคงอยู่ในระยะยาว โดยต้องวางกลยุทธ์ในการต่อสู้ระยะยาว การมีผู้ป่วยจำนวนมากพร้อมๆ กัน ระบบสาธารณสุขตั้งรับไม่ทัน โดยมีความพยายามยืดระยะเวลาให้ได้นานที่สุดเพื่อ รอองค์ความรู้ใหม่ที่นำมารักษา ลดความสูญเสีย
ศ.นพ.ยง กล่าวอีกว่า ทุกคนที่ติดเชื้อไม่ใช่จะปอดบวมทั้งหมด โดยร้อยละ 80 สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ สามารถใช้แพทย์ทั่วไปรักษาได้ ส่วนเรื่องยากลุ่มจำเป็นที่ต้องใช้ในกลุ่มผู้ที่มีอาการรุนแรงอยู่ที่ร้อยละ 20 หรือประมาณ 1,400 คน และขณะนี้รัฐบาลกำลังเจรจาซื้อยาจากประเทศจีน ขอให้สบายใจได้ว่ายารักษาโรคจะมีเพียงพอ ส่วนเตียงรองรับผู้ป่วย ในระยะแรกทุกคนที่ป่วยต้องการนอนโรงพยาบาลเพื่อป้องกันการนำเชื้อไปติดที่บ้าน แต่หากมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นจะมีมาตรการหาโรงพยาบาลเสริมในผู้ป่วยที่รอกลับบ้าน และมีโรงพยาบาลหลักใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการหนักมาก ซึ่งห้องความดันลบจะไม่ให้อากาศออกมาด้านนอกติดกับผู้อื่น เพื่อใช้ในการติดตามอาการ แต่เมื่อทราบแล้วว่าโรคนี้ไม่ได้ลอยในอากาศแต่ติดทางสัมผัส จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องความดันลบ แต่ต้องแยกออกจากผู้ป่วยปกติ รวมถึงใช้พยาบาลแยกชุดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อ โดยเชื่อว่าหากมีการวางแผนอย่างดีบุคลากรทางการแพทย์ก็จะเพียงพอ สำหรับข้อกังวลจะมีการแพร่กระจายโรคทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ ช่วงที่มีอาการไม่มีหลักฐานพบเชื้อในน้ำอสุจิหรือเยื่อเมือก แต่ยืนยันว่าไม่มีการแพร่ระบาดไปจากแม่สู่ลูกในครรภ์
สภาเตรียม 5 มาตรการรับมือ
ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฏร แถลงภายหลังการประชุมร่วมกันของนายชวน หลีกภัย ประธานสภา กับประธานกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฏร ทั้ง 35 คณะ ว่า นายชวนได้เป็นประธานการประชุมดังกล่าว แต่มีประธานกมธ.ร่วมประชุมเพียง 18 คณะ แต่ก็ถือครบองค์องค์ประชุมแล้ว โดยมีวาระเลือกนายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นกรรมการประจำสถาบันพระปกเกล้า แทนนายปิยบุตร แสงกนกกุล ที่พ้นตำแหน่ง
นพ.สุกิจ กล่าวอีกว่า นายชวนยังได้ปรึกษาหารือถึงมาตรการการป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการถกเถียงกันมากพอสมควร โดยนายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฏร ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบว่าก่อนหน้านี้ได้คุยกับนายชวน และได้ของบประมาณต่างๆ ซึ่งมีทั้งหมด 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การจัดซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิใหม่ระบบอินฟราเรดที่มีประสิทธิภาพกว่าที่ใช้ในทุกวันนี้ ซึ่งนายชวนก็ได้อนุมัติเรื่องนี้ไป 2.เรื่องอุปกรณ์ป้องกันการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ เช่น หน้ากากอนามัย เป็นต้น 3. ได้ติดต่อและทำข้อตกลงกับสถาบันบำราศนราดูรในเรื่องการส่งต่อผู้ป่วย 4.ได้ส่งบุคลากรของรัฐสภาไปอบรมความรู้เกี่ยวกับไวรัสนี้ และ 5.ได้รับการอนุมัติให้ทำห้องโรคติดเชื้อความดันลบ โดยห้องดังกล่าวจะเป็นห้องป้องกันไม่ให้เชื้อออกมาสู่ภายนอก ทั้งนี้ งบประมาณทั้งหมดที่จะใช้ขอให้นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภา เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด
ทุกจังหวัดปิดสถานบันเทิง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับมือไวรัสโควิด-19 ว่า เรื่องสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ประชุมศูนย์โควิดฯ ได้สั่งการไปให้พิจารณาว่า อย่าให้คนมารวมกัน รวมถึงมติของศูนย์โควิด ก็กำหนดให้ผู้ประกอบการผับ สถานบริการ ในพื้นที่กทม.ปิดทั้งหมด ส่วนต่างจังหวัด ก็ให้เป็นข้อพิจารณาของคณะกรรมการจังหวัด ตามความเหมาะสม เพราะกระทรวงมหาดไทยก็ได้มีหนังสือสั่งการให้ทุกจังหวัด นำข้อพิจารณาเรื่องการปิดผับ และสถานบริการ เข้าคณะกรรมการจังหวัด พิจารณาให้ถี่ถ้วน ซึ่งขณะนี้ทราบว่า ทุกจังหวัดระงับตั้งแต่วันนี้ โดยจะปิดหมดทุกแห่ง
ปิดด่านพรมแดนเหลือจุดจำเป็น
พล.อ.อนุพงษ์ ยังบอกอีกว่า ส่วนเรื่องด่านชายแดน ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ มี 68 แห่ง โดยยังขาดจุดผ่านแดนถาวรอีก 5 แห่ง กระทรวงมหาดไทย จึงสั่งเพิ่มเป็น 73 แห่ง รวมถึงมีจุดผ่อนปรนอีก 51 แห่ง ซึ่งจุดผ่อนปรนได้ปิดทั้งหมดแล้ว ส่วนจุดผ่านแดนถาวร ก็จะให้พิจารณาที่จำเป็น โดยให้เหลือจังหวัดละ 1 แห่ง แต่ จ.เชียงราย เนื่องจากติดต่อกับ 3 ประเทศ จะให้กรณีพิเศษ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีความจำเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดก็สามารถสั่งปิดได้ โดยจะเหลือจุดผ่านแดนที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ถ้าประชาชนทำตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขแจ้ง มั่นใจว่าเราจะควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ทุกคนต้องช่วยกันร่วมมือ โดยสถานบริการที่ถูกปิด ก็ไม่ควรเดินทางกลับภูมิลำเนา
ด้านนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนทุกจังหวัด ระบุว่า เพื่อให้การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้น กระทวงมหาดไทยจึงขอให้จังหวัดชายแดนที่มีช่องทางผ่านแดนในพื้นที่ พิจารณาดำเนินการตามแนวทาง ดังนี้ 1.ระงับการใช้ช่องทาง ที่จุดผ่อนปรนการค้าและจุดผ่อนปรนพิเศษทุกแห่งในพื้นที่เป็นการชั่วคราว 2.สำหรับจุดผ่านแดนถาวรให้จังหวัดพิจารณาระงับการใช้เป็นการชั่วคราว กรณีหากพิจารณาเห็นว่ายังมีความจำเป็นในการใช้ช่องทาง ขอให้เหลือจุดผ่านแดนถาวรในพื้นที่จังหวัดละไม่เกิน 1 แห่ง สำหรับ จ.เชียงราย ให้เหลือด้านประเทศละ 1 แห่ง โดยให้กำหนดเงื่อนไขการใช้ช่องทางให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถคัดกรองการเข้าออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในการตรวจคัดกรอง แยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกตเพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคจากผู้เดินทางซึ่งมาจากท้องที่หรือเมืองท่านอกราชอาณาจักรอย่างเคร่งครัด
หนังสือดังกล่าวระบุด้วยว่า กรณีผู้เดินทางที่มาจากท้องที่หรือเมืองท่านอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ให้กักกันบุคคลดังกล่าวไว้ในสถานที่ที่กำหนด กรณีคนต่างด้าวให้กักกันที่โรงแรมที่กำหนดไว้ โดยให้บุคคลผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น กรณีคนไทยให้นำตัวส่งไปกักกันที่พำนักหรือที่พักอาศัยตามภูมิลำเนาของบุคคลนั้นเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14วัน กรณีผู้เดินทางมาจากท้องที่หรือเมืองท่านอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดต่อเนื่องตามประกาศของกรมควบคุมโรค ให้กักกันบุคคลดังกล่าวไว้ในสถานที่ที่กำหนด กรณีคนต่างด้าวให้กักกันในโรงแรมที่กำหนดไว้ โดยมีระบบแอพพลิเคชั่นติดตามตัว กรณีคนไทยให้อยู่ในที่พำนักของตนเองและอาจอนุญาตให้ไปในบางสถานที่ที่จำเป็นได้ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน ในกรณีที่สถานการณ์แพร่ระบาดมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ให้จังหวัดมีคำสั่งระงับการใช้จุดผ่านแดนถาวรดังกล่าวทันที
ห้ามคนไทยผ่านแดนไปพม่า
ที่ จ.กาญจนบุรี มีการเปิดเผยว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่แล้ว 2 ราย ดังนั้น นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ออกคำสั่งจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 1183/2563 เรื่องระงับการเดินทางออกของบุคคลที่มีสัญชาติไทย ณ จุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรนการค้า และช่องทางอื่นๆ ตลอดแนวชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี เป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นการยับยั้งการแพร่ระบาด จึงระงับใช้ช่องทางจุดผ่านแดนต่างๆ 1.ระงับการเดินทางออกของบุคคลที่มีสัญชาติไทย ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี ตรงข้ามด่านทิกิ เมืองทวาย ภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า 2.ระงับการเดินทางออกของบุคคลผู้ที่มีสัญชาติไทย จุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านพระเจดีย์สามองค์ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี ตรงข้ามเมืองพญาตองซู รวมทั้งระงับการเดินทางออกของบุคคลที่มีสัญชาติไทย ตลอดแนวชายแดน จ.กาญจนบุรี ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
รามาฯวุ่นน้ำยาตรวจเหลือน้อย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แจ้งปิดบริการการตรวจโควิด-19 ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำยาที่ใช้ในการทดสอบมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ
ด้าน นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” ระบุว่า สถานการณ์ส่อเค้ารุนแรงแม้กระทั่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการ PCR ทั้งน้ำยาและเครื่องมือบางชิ้นขาดแคลน ห้องปฏิบัติการบางแห่งประกาศปิดรับตัวอย่าง ทั้งแล็บเราที่กาชาด พอกัน อาจถึงเวลา ป่วยน้อยไม่ตรวจ อยู่บ้านแยกตัว ตัวเลขตรวจน่าจะลดลง ถ้าตรวจไม่ไหว และดูคล้ายกับจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลง แต่การแพร่เชื้อยังคงเป็นลูกโซ่ตามเดิม และตัวเลขที่ได้จะเป็นของผู้มีอาการมากทั้งสิ้น สภาพ รพ. ห้องไม่พอ ดังนั้นติดเชื้อ ถ้าอาการน้อย ควรต้องกักตัวที่บ้านดีกว่า ถ้าเขาเข้าใจวิธีการปฏิบัติตัว และ รพ. จะได้ไหว รับแต่อาการหนัก
จัดสรรงบศธ.ช่วยเหลือประชาชน
ด้าน นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ สั่งบูรณาการงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ นำไปจัดสรรช่วยเหลือประชาชนด้านต่างๆ และต้องถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 พร้อมเปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทย ก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่การเริ่มระบาด โดยรัฐบาลได้กำหนดมาตรการดูแลและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อได้เป็นอย่างดี
นายณัฏฐพล ยังเน้นย้ำว่า จากสถานการณ์ในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ดังนั้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ได้ประชุมผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์กับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้มีแนวทางให้หน่วยงานในสังกัด พิจารณาการจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2563 เพื่อช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ซึ่งถือเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล พร้อมเน้นย้ำให้การใช้จ่ายงบประมาณในครั้งนี้ ต้องไปถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง และมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม เป็นต้นไป



