ข่าว

การเมืองเรื่องน้ำเน่าในโลกของตำรวจ

การเมืองเรื่องน้ำเน่าในโลกของตำรวจ

23 ธ.ค. 2552

“ซับซ้อนและมองไม่เห็นทางออก” ดิฉันแสดงความคิดเห็นต่อนายตำรวจมือปราบและออกอาการเงอะๆ งะๆ เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดตั้งทีมงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมโดยมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน

คนในวงการตำรวจต่างรู้กันดีว่า ในโลกปัจจุบันนั้นประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การบำบัดทุกข์บำรุงสุข การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมล้วนเป็นประเด็นที่ถูกนำมาพิจารณาในลำดับท้ายสุด การทำงานที่มีประสิทธิภาพมิได้ถูกนำมาใช้เพื่อความก้าวหน้า หากแต่ข้อหาการทำงานไม่มีประสิทธิภาพนั้นถูกนำมาใช้เพียงเพื่อแสดงเหตุผลและความชอบธรรมในการโยกย้ายนายตำรวจต่างขั้วอำนาจ (ทางการเมือง) 

 สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลให้กลยุทธ์การล้มเก้าอี้ของคนต่างขั้วในวงการตำรวจรุนแรง ซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้นไม่แตกต่างจากนักการเมือง

 “เมื่อก่อนนี้นับรุ่นเฉพาะที่เรียนตำรวจมาด้วยกัน เดี๋ยวนี้ไปนับรุ่นกับนักการเมืองที่เรียนมัธยม เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน” คำอธิบายเรื่องการนับรุ่นแสดงถึงความสามารถในการแทรกแซงได้อย่างแนบแน่นที่ฝ่ายการเมืองมีต่อฝ่ายข้าราชการตำรวจ จนดูเสมือนว่ากลไกที่เรียกว่าระบบการควบคุมทางสังคม (social control) ที่มีหน้าที่ถ่วงดุลระหว่างภาคราชการและภาคการเมืองในสังคมไทยยุคนี้ล้มเหลวอย่างไร้กระบวนท่า

 เป้าหมายของภารกิจที่ตำรวจไทยในยุคปัจจุบันถูกคาดหวัง มิใช่การทำหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง หากแต่เป็นการทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์แก่นายทุนและนักการเมืองที่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ

 “ต้องดูให้ดี คนของใคร” นายตำรวจใหญ่พูดถึงหลักที่ต้องปฏิบัติในโลกแห่งความจริง

 หลักการที่กล่าวว่าต้องดูความสามารถและศักยภาพให้ตรงกับงานกลับกลายเป็นสิ่งเพ้อฝันไม่สามารถทำได้และไม่มีใครทำ การพิจารณาความสามารถ ความเชี่ยวชาญชำนาญพื้นที่ การเข้าใจวิถีบริบทสังคมและวัฒนธรรมชุมชนที่มีผลต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมกลับกลายเป็นข้อพิจารณาประการสุดท้ายในโลกการทำงานของตำรวจ

 สาระที่สำคัญและพึงตระหนักคือ “ต้องมาจากขั้วอำนาจทางการเมืองเดียวกัน”

 ดังนั้นประสิทธิภาพของตำรวจไทยจึงผูกโยงอยู่กับประสิทธิภาพของนักการเมืองไทยด้วย

 “องค์กรที่ลอยอยู่ในน้ำเน่าจะดีได้อย่างไร? ลองสังเกตโผโยกย้ายจะรู้เลยว่า ฝีมือของตำรวจไทยไม่มีผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพ” นายตำรวจใหญ่เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรตำรวจกับบริบทการเมืองไทย

 “เขาถามตรงๆ เลยว่าเรารักษาฐานอำนาจให้เขาได้รึเปล่า ใครทำได้ก็ดีไป” นายตำรวจพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความท้อแท้กับสถานะทางอาชีพที่เปลี่ยนไป สถานะบทบาทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในปัจจุบันจึงไม่แตกต่างจากหัวคะแนน

 นอกจากสับสนในสถานะบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบแล้ว ยังสับสนอีกว่า “นายของตำรวจสีอะไร” คงมีตำรวจน้อยคนที่จะตอบอย่างจริงใจและจริงจังว่า “สีกากี” เพราะว่ามันไม่ใช่ ????????