
รักคนที่เราไม่รู้จัก
คืนก่อนผมได้ชมรายการ ปรินเซส ไดอารี ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งแขกรับเชิญในรายการคือสมาชิกวงคาราบาว ได้แก่ คุณแอ๊ด-ยืนยง โอภากุล คุณเล็ก-ปรีชา ชนะภัย และคุณเทียรี่ เมฆวัฒนา
ในช่วงท้ายของการสนทนา คุณเล็ก ได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่งคือคนเราถูกสอนให้เกลียดกลัวคนที่เราไม่รู้จัก ในทางกลับกันถ้าเราได้รับการสอนให้รักคนที่ไม่รู้จักรักคนที่เราไม่รู้จักบ้าง สังคมและโลกเราก็คงจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
การเกลียด-กลัวสิ่งที่ตนไม่รู้จักเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ คนในสมัยก่อนกลัวไฟ กลัวสัตว์ร้าย และปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แต่ครั้นเมื่อเรียนรู้ถึงสิ่งเหล่านั้น ก็ค่อยคลายความหวาดกลัวลง และความเกลียด-กลัวนั้นเป็นสิ่งที่สามารถบ่มเพาะหรือเสี้ยมสอนได้ เช่น เด็กไทยมักถูกผู้ใหญ่หลอกให้กลัวความมืด กลัวภูตผีปีศาจ กลัวตำรวจ หรือกลัวคนขายขวด กลัวแขกขายถั่ว เป็นต้น ซึ่งความกลัวเหล่านี้บางเรื่องอาจเลือนหายไปเมื่อเติบโตขึ้น แต่บางเรื่องก็กลายเป็นปมที่แฝงอยู่ใต้จิตสำนึก เหมือนเช่นที่บางคนอาจจะตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงได้เกลียดและกลัวตำรวจ หรือทำไมถึงไม่ชอบคนที่มีหนวดมีเครา
แม้ว่าความรักกับความเกลียดจะเป็นของคู่กัน แต่การที่จู่ๆ จะให้รักใครสักคนออกจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นกว่าการที่จะให้เกลียดเป็นไหนๆ เพราะความรักเป็นเรื่องที่เราต้องเป็นฝ่ายให้ เริ่มด้วยการเปิดใจให้กว้าง การยอมรับสิ่งที่แตกต่างระหว่างเขากับเรา การให้ความเมตตา การให้อภัย และสิ่งสำคัญคือการให้ความรัก แต่ความเกลียดนั้นไม่ได้ต้องการปัจจัยมากมายขนาดนั้น เพียงแค่ไม่ชอบขี้หน้า ไม่ชอบท่าทาง ไม่ชอบน้ำเสียง ไม่ชอบรอยยิ้ม ไม่ชอบการแต่งกาย ก็อาจพัฒนาเป็นความเกลียดชังได้ แม้ว่าจะยังไม่ทันได้รู้จักมักจี่หรือพูดจากันแม้แต่คำเดียว
การเกลียด-กลัวคนที่ไม่รู้จัก อาจเกิดขึ้นได้ทั้งกับคนที่อยู่ห่างไกลอย่างชาวต่างประเทศ เช่น คนจีนในสมัยก่อนเกลียดคนตะวันตก หรือกับคนร่วมชาติที่มีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม เช่นที่คนยิวในสเปน อังกฤษ และเยอรมนี ได้รับการรังเกียจเดียดฉันท์จากคนพื้นเมืองในประเทศเหล่านั้นในสมัยโบราณและช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
หลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ความเกลียด-กลัวถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองการปกครอง เช่นความหวาดระแวงว่าชาติอื่นจะมาแย่งที่ทำกินหรือแย่งอาชีพของเจ้าของถิ่น ความขัดแย้งในเรื่องศาสนาและวัฒนธรรม หรือความคิดในเรื่องลัทธิการเมือง ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่การต่อสู้กันเองและความแตกแยกภายในประเทศ
สภาวการณ์ของเมืองไทยในเวลานี้ ทำให้คนไทยด้วยกันเองเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน เกิดความไม่เข้าใจกัน การแบ่งแยกพรรค แบ่งแยกพวก แบ่งแยกสี จนใกล้จะเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นคนไทยก็อาจจะเกลียดและกลัวกันเอง ซึ่งคนที่เกลียดและกลัวอะไรมากๆ นั้น สามารถทำสิ่งที่โง่ๆ และรุนแรงต่อคนที่ตนเกลียดได้อย่างง่ายดาย
ผมเห็นด้วยกับคุณเล็ก คาราบาว ว่าจะต้องสอนให้รักคนที่เราไม่รู้จัก เพราะอย่างน้อยที่สุดความรักที่มากับการให้อย่างที่ผมพูดถึงก็ย่อมไม่ทำร้ายใครหรอกครับ
อ้อ อาจจะมีข้อยกเว้นสำหรับคนที่รักวงคาราบาว และชอบตีกันแทบทุกครั้งที่คาราบาวเล่นเพลง "บัวลอย" ซึ่งอาจเป็นด้วย “ความผิดพลาดในการรับ-ส่งสัญญาณ” ของเพลงนี้ อย่างที่ คุณแอ๊ด พูดไว้ก็ได้ครับ
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอเชิญร่วมงาน "ย้อนยุครัตนโกสินทร์ 2552” เนื่องในวาระ 75 ปี หอการค้าไทย ในวันที่ 23-27 ธันวาคม 2552 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และในวันที่ 24 ธันวาคม เวลา 17.00-18.00 น. ผมจะไปร่วมเสวนาสภากาแฟ เรื่อง “การค้าไทยย้อนยุค” แล้วพบกันครับ



