ข่าว

ไกรศักดิ์รับเทศห่วงไทย-เขมรติงฮุนเซนแย่แน่ส่งคืนอุยกูร์

ไกรศักดิ์รับเทศห่วงไทย-เขมรติงฮุนเซนแย่แน่ส่งคืนอุยกูร์

22 ธ.ค. 2552

"ไกรศักดิ์”รับต่างชาติห่วงปัญหาไทย-เขมร เหตุเสียโอกาสจับมือกันบนเวทีโลก ต่อรองด้าน ศก. ยันไทยพร้อมรื้อฟื้นความสัมพันธ์หากเขมรหยุดแทรกแซงกิจการภายในไทย ชี้“ฮุนเซน”ลำบากกรณีส่งตัวชาวอุยกูร์คืนให้“จีน” หวั่น โดนละเมิดสิทธิมนุษยชน ปณิธานแจงยุทธศาสตร์กต.ต้อง

 (22ธ.ค.)  นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ถึงท่าทีของสมาชิกกลุ่มชาติอาเซียนต่อกรณีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชากับนายกรัฐมนตรีไทย ว่า ท่าทีของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความเป็นห่วงต่อปัญหาความไม่ลงรอย ระหว่างรัฐบาลไทยและผู้นำกัมพูชาขณะนี้ เพราะแทนที่จะร่วมมือกันสมานฉันท์ในนามของกลุ่มประเทศอาเซียนจับมือกันต่อรองบนเวทีโลกด้านเศรษฐกิจ เช่น การเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ กับกลุ่มอาเซียนต้องมาชะงัก ทุกประเทศก็อยากให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นเช่นเดิม แต่เชื่อว่าความสัมพันธ์โดยรวมยังดำเนินต่อไปได้ ไม่ถึงกับตัดขาดจากกัน โดยเฉพาะการค้าและการติดต่อไปมาของทั้ง 2 ประเทศ

 นายไกรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวได้พูดคุยกับนายกษิตและแสดงความเห็นว่า สมเด็จฮุนเซน อยู่ในภาวะที่ลำบาก โดยเฉพาะกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่มีรายงานมากระปิดกระปรอยมาตลอด จนสุดท้ายถึงกรณีการจะจัดส่งชาวอุ๋ยเกอร์ ซึ่งหลบหนีมาจากซินเกียงคืนให้รัฐบาลจีน โดยไม่คำนึงถึงหลักสากลและสิทธิมนุษยชน เพราะคาดว่าจีนจะจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างรุนแรงกับชาวอุ๋ยเกอร์ ทางการกัมพูชาน่าจะพิจารณาตามหลักสากล ด้วยความเป็นธรรมก่อนจะส่งบุคคลดังกล่าวกลับจีน สำหรับการที่รัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนบุคคลที่ตั้งใจและมีส่วนร่วมในการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากในสภา และใช้กำลังนอกสภา ถือเป็นการกระทำที่ผิดมารยาทอย่างยิ่ง หากจะเทียบกับกรณีที่ไทยอนุญาตให้ประชาชนชาวพม่าที่ต่อต้านเผด็จการในพม่า ก็ถือเป็นคนละเรื่อง เพราะบุคคลดังกล่าวไม่มีคดีทางการเมือง และไม่มีการพาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรมของไทย หรือแทรกแซงกิจการภายในของไทยแต่อย่างใด

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จากนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้ถือว่ามีจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขหรือไม่ นายไกรศักดิ์ เลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามโดยระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่าความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ยังดำเนินต่อไปโดยไม่กระทบกับประชาชน โดยถ้อยทีถ้อยไป เพราะสมเด็จฮุนเซนแค่เพียงหลงผิดที่เชื่อข้อมูลที่ผิดพลาด และถูกบิดเบือน โดยเชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะสามารถกลับมาล้มทุกสถาบันในชาติไทยได้ เช่น รัฐบาล ศาล หรือสถาบันสำคัญๆ ที่เป็นหลักของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศกัมพูชาก็ไม่มีปีกที่จะบินไปไหน ไทยก็เช่นกันไม่สามารถย้ายหนีไปได้ ทั้ง 2 ประเทศต้องอยู่ติดกัน ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลนายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ยินดีรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างปกติ หากไม่ถูกแทรกแซงกิจการภายใน

 ผู้สื่อข่าวถามถึงเอกสารลับที่พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า จะนำไปแปลและโพสต์ลงเว็บไซต์ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ระบุว่าจะนำมาเผยแพร่ต่อนั้น นายไกรศักดิ์ กล่าวว่า เอกสารลับดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการการ สรุปสถานการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเสนอแนะให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับทราบขั้นตอนต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นว่าครม.หรือรัฐบาลต้องปฏิบัติตาม ขึ้นอยู่กับที่ประชุมครม.และนายกฯ สำหรับเอกสารที่หลุดรอดออกมาได้ ต่อไปก็ต้องระมัดระวังให้มากขึ้น

 นายไกรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนได้รายงานให้นายกษิต ทราบว่าในสายตาของสื่อต่างประเทศ และต่างชาติต่างพอใจกรณีการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-มาเลเซียที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ที่นายราจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางมาเยือนและร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเมื่อเทียบกับสมัยที่นายบันดาวี อดีตนายกฯ มาเลเซีย กับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่างมีข่าวออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันและกัน จะเห็นได้ว่าขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศมีการร่วมมือที่ดีต่อกัน เพราะมีการกำหนดบทบาทชัดเจนว่า ทางการมาเลเซียพร้อมสนับสนุนอยู่เบื้องหลังโดยให้รัฐบาลไทยดำเนินการต่อปัญหาดังกล่าวกับกลุ่มผู้ก่อการ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ปณิธานแจงยุทธศาสตร์กต.ต้องการจูบปากเขมร

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฎิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แปลเอกสารลับกระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่ทางเว็ปไซต์ ว่า ที่ผ่านมาเรามีประสบการณ์ว่าคนกลุ่มนี้เคยตัดต่อเทปเสียง หรือเอกสารที่เคยเปิดในอดีต ดังนั้นเชื่อว่าคนที่รับข้อมูลจะมีวิจารณญาณในการรับฟังข่าวสาร อย่างไรก็ตามเอกสารที่นายจตุพร พรหมพันธ์ นำมาเปิดนั้นต้องรอกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ ซึ่งแม้จะเป็นจริงโดยเนื้อหาก็เป็นพิมพ์เขียวของกระทรวงที่มีเป้าหมายปรับระดับความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาให้กลับมาสู่ความปกติ เพื่อให้ทั้งสองชาติกลับมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ไม่ได้มีจุดประสงค์ทำร้ายกัมพูชาแต่อย่างใด

 นายปณิธาน กล่าวอีกว่า การนำเอกสารลับของทางราชการมาเปิดเผยนั้นจะเกิดผล 3 ประการ คือ 1.ผู้ที่นำมาเปิดเผยก็ต้องมีความผิดทางอาญา ขณะที่กระทรวงต่างประเทศก็ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์  2.รายละเอียดในเอกสารบางถ้อยคำจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง โดยที่ผู้ที่นำมาเผยแพร่ไม่รู้ถึงที่มาที่ไปที่แท้จริง 3.กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายของแผนจะได้เปรียบเรา เขามีสิทธิจะไม่ร่วมมือกับเรา หรือเดินไปอีกทางหนึ่งทำให้เราหลงทาง และหากกัมพูชาตีความในทางที่ผิดคิดว่ารัฐบาลมีความมุ่งร้าย จะทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลง ทั้งที่โดยภาพรวมของเอกสารแล้วไม่มีเจตนาจะคุกคามบุคคลหรือประเทศกัมพูชาเลย กรณีที่กล่าวถึงพ.ต.ท.ทักษิณ เป็น “ภัยหลัก” นั้นก็หมายถึงเป็นปัจจัยของปัญหาซึ่งรัฐบาลก็ต้องขจัดเงื่อนไขที่ทำให้ปัจจัยนี้ดำรงอยู่ไม่ใช่กำจัดตัวบุคคลอย่างที่นายจตุพรตีความ

 “การเปิดเอกสารลับครั้งนี้ก็เป็นแผนในการจุดกระแสเรียกคนออกมาชุมนุมร่วมกับกลุ่มเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในต้นเดือนม.ค. เพราะรู้ว่ามวลชนทุกวันนี้จะออกมาร่วมชุมนุมก็ต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ หลังจากที่ประชาชน 88 เปอร์เซนต์จากการสำรวจเชื่อว่าการจับกุมนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ เป็นการจัดฉากของพ.ต.ท.ทักษิณ”นายปณิธาน กล่าว