
คุก5ปีพ.ต.ท.พร้อมพวกอีก10อุ้มยัดยาสาวใหญ่
ศาลพิพากษาคุก 5 ปี พ.ต.ท.คนดังโรงพักพญาไท หลังพาพวกอีก 10 จับผู้ต้องหาสาวใหญ่โดยไม่มีหมายจับ อุ้มถุงดำคลุมหัวบีบให้สารภาพค้ายา ศาลยันพยานโจทก์มีน้ำหนักให้การสอดคล้องกันทั้งหมด ส่วนจำเลยอีก 3 คนยกฟ้อง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ธันวาคม ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาในคดีที่นางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน อายุ 53 ปี เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ท.สมิง รอดรัตษะ รอง ผกก.ป.สน.ดินแดง อดีต สว.สส.สน.พญาไท พ.ต.ท.พรรณศักดิ์ วรบูลย์สวัสดิ์ สว.งาน ศสส.สตม.ภ.กลาง อดีตรอง สว.สส.สน.พญาไท ร.ต.อ.กิตติพงษ์ สิมมาลี ด.ต.ภิญโญ แสงทิพย์ ด.ต.อภิทักษ์ แก้วเกลื่อน ด.ต.อวยชัย ทับสุรีย์ จ.ส.ต.บุญเรือง บุตรวงศ์ จ.ส.ต.รุ่ง ทิพย์ขำ จ.ส.ต.หญิงศศิธร ทับสุรีย์ จ.ส.ต.วันเผด็จ แท่นรัตน์ และ ส.ต.ท.สุธรรม แย้มช่วย เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท (ยศและตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2548) เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 จำเลยทั้ง 11 คน ร่วมกันแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางกรองกาญจน์ แต่ไม่มีหมายจับของศาล โดยใช้กำลังและอาวุธบังคับข่มขืนใจโจทก์ ให้ขึ้นรถยนต์ไปกับพวกจำเลย ระหว่างนั้นใช้ถุงดำคลุมศีรษะและรัดคอโจทก์ไว้เพื่อข่มขู่ให้โจทก์รับสารภาพคดีมียาบ้า 100 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 11 คน มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญา ตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิด อันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้ร่วมกันแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมโจทก์โดยไม่มีหมายจับของศาล จากท่าอากาศยานกรุงเทพดอนเมือง โดยใช้กำลังและอาวุธบังคับโจทก์ให้ขึ้นรถไปกับจำเลย ในระหว่างอยู่บนรถจำเลยกับพวกใช้ถุงดำคลุมศีรษะและรัดคอโจทก์ไว้ในระหว่างที่นั่งรถยนต์ จำเลยกับพวกข่มขู่ให้โจทก์รับสารภาพ โดยตั้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 100 เม็ด โจทก์ปฏิเสธ จำเลยไม่ยอมปล่อยตัวโจทก์ และไม่นำส่งพนักงานสอบสวนหรือพาไปยังสถานีตำรวจ
ต่อมาจำเลยกับพวกได้ให้โจทก์พาไปที่สถานที่โกดังของโจทก์เพื่อตรวจค้น ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันทำเอกสารการจับกุมและเอกสารอื่นๆ อันเป็นเท็จโดยบังคับให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โดยเอกสารดังกล่าวจัดพิมพ์ไว้แล้ว และมีข้อความว่ารับสารภาพ เหตุเกิดที่แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 172, 309, 310 ทวิ จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
ศาลเห็นว่าพยานโจทก์เบิกความสอดคล้องเป็นลำดับขั้นตอน หากไม่เป็นความจริงก็ยากที่จะปั้นแต่งเรื่องขึ้นเอง โจทก์เบิกความได้สอดคล้องกับพยานโจทก์ โดยกลุ่มจำเลยบังคับให้พยานโจทก์โทรศัพท์หาโจทก์ เพื่อให้โจทก์เดินทางมาพบ เมื่อโจทก์ถึงสนามบินดอนเมืองจึงถูกจับกุม
นอกจากนี้ คำเบิกความโจทก์ยังสอดคล้องกับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมถึง ผบ.ตร. ลงฉบับวันที่ 22 กันยายน 2548 และสอดคล้องกับคำเบิกความที่โจทก์เป็นจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 7010/2549 เห็นว่าแม้โจทก์จะเบิกความถึง 2 ครั้ง แต่มีความแตกต่างกันด้านเวลา ก็ยังสามารถเบิกความได้อย่างละเอียด เชื่อว่าโจทก์เบิกความไปตามจริง
ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลย ที่เบิกความว่าในวันเกิดเหตุติดภารกิจรับเสด็จฯ นั้น ศาลเห็นว่าแม้จำเลยจะมีชื่อในบันทึกคำสั่งดังกล่าว แต่หากมีความจำเป็นในภารกิจอื่น ซึ่งในวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ที่จำเลยอ้างว่าติดรับเสด็จฯ นั้น กลับไม่ปรากฏบันทึกการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยกับพวกตามบันทึกของเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุรามาแต่อย่างใด เชื่อว่าจำเลยร่วมกันจับกุมโจทก์ในวันที่ 16 มิถุนายน 2548 จริง ประกอบกับโจทก์มีภาพวิดีโอบันทึกรถยนต์ของจำเลยกับพวกที่เข้าออกโรงแรมในวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ซึ่งโจทก์เป็นเพียงประชาชนธรรมดา ไม่กล้าที่จะไปปั้นแต่งพยานหลักฐานเท็จ เพื่อเอาผิดเจ้าพนักงานที่เป็นตำรวจ ขณะที่จำเลยที่ 3, 4 และ 5 นำสืบต่อสู้ว่าปฏิบัติหน้าที่ที่ สน.พญาไท โดยเข้าเวรหลัก ได้ร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุมไว้ ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ได้ร่วมจับกุมในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ประกอบกับโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยที่ 3, 4 และ 5 ร่วมกระทำผิดอย่างไร
จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1, 2, 7, 8, 10 และ 11 มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 6 และ 9 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จ จำคุกคนละ 4 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3, 4 และ 5
หลังทราบคำพิพากษาดังกล่าว พ.ต.ท.สมิง กล่าวว่า จะใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัวต่อศาล และจะอุทธรณ์สู้คดีต่อไป



