ข่าว

ทูตจีนยื่นช่วยไทยสู้โควิด

ทูตจีนยื่นช่วยไทยสู้โควิด

20 มี.ค. 2563

จีนหนุนอุปกรณ์แพทย์-ยารักษาโรค "บิ๊กตู่" ถกสธ.-หมอผู้เชี่ยวชาญ ยกระดับต่างชาติทุกประเทศเข้าไทยต้องมีใบรับรองแพทย์-ประกันสุขภาพ มอบอำนาจผู้ว่าฯ ปิดพรมแดน คาดโทษคุมไม่ได้ย้ายทันที พบผู้ป่วยเพิ่มอีก 60 ยอดสะสมพุ่ง 272 ราย

สถานการณ์การระบาดเชื้อไวรัส โควิด-19 ในประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก กว่า 30 รายติดต่อกัน 5 วัน ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณถึง 60 รายแล้ว

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความว่า ลงเรือลำเดียวกัน ดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ประเทศจีนยินดีให้ความช่วยเหลือประเทศไทยในการต่อสู้กับโรคระบาดอย่างเต็มที่ 

ประเทศไทยและประเทศจีนเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่มีทัศนียภาพที่เชื่อมโยงกัน ปีนี้เป็นปีครบรอบ 45 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ในช่วงการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประเทศจีนและประเทศไทยได้เอาชนะความยากลำบาก ดูแลและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แสดงให้เห็นถึงการร่วมกันฝ่าวิกฤติ ร่วมทุกข์ร่วมสุข 

 

 

 

การร่วมแรงร่วมใจของมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างสองประเทศ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความห่วงใยไปยัง สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และพระราชทานเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้แก่ฝ่ายจีน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนอันมีค่าที่มอบให้แก่ฝ่ายจีน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรและทุกแวดวงสังคมไทยต่างก็ได้แสดงความห่วงใยและสนับสนุนฝ่ายจีน ช่วงระยะนี้การระบาดของโรคในประเทศไทยรุนแรงมากขึ้น ประชาชนจีนรู้สึกเห็นอกเห็นใจ แม้ว่ากำลังเผชิญกับภารกิจต่อต้านการแพร่ระบาดในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นเดียวกัน ฝ่ายจีนยินดีที่จะช่วยเหลือฝ่ายไทยในรูปแบบต่างๆ เท่าที่จะทำได้

ช่วงไม่กี่วันมานี้ นายหยาง ซิน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ พล.อ.ประยุทธ์ และได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เพื่อแนะนำมาตรการของจีนในการช่วยเหลือประเทศไทยต่อสู้กับโรคระบาด และรัฐบาลจีนจะให้ความช่วยเหลือฝ่ายไทยในการจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ อาทิ ชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากาก N95 และชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ประสานงานกับผู้ประกอบการให้จำหน่ายยาสำหรับรักษาไวรัสให้แก่ฝ่ายไทย ผู้ประกอบการจีนจะส่งออกเวชภัณฑ์มายังประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการสูงสุดของฝ่ายไทย กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจจีนในประเทศไทยและองค์กรมิตรภาพระหว่างประชาชนของจีนต่างก็รวมตัวกันบริจาคเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้แก่ฝ่ายไทย 

อุปทูตหยาง ซิน กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ประชาชนชนชาวจีนจะคอยอยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทย ด้วยความร่วมมืออย่างจริงใจและความพยายามร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ทั้งสองฝ่ายจะสามารถเอาชนะโรคระบาดและฟื้นฟูการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายจีนได้ให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ กับฝ่ายไทยในการต่อสู้กับโรคระบาด ทีมของนายจง หนานซาน ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินหายใจของจีนคอยสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับทีมผู้เชี่ยวชาญของไทยเกี่ยวกับแผนการวินิจฉัยและการรักษาโรค อีกทั้งหน่วยงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการแพทย์และยาเวชภัณฑ์ของทั้งสองประเทศได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการพัฒนายารักษาโรคโควิด-19 โดยเฉพาะวัคซีน เชื่อว่าภายใต้ความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย ในที่สุดแล้วจะสามารถเอาชนะโรคระบาดนี้ไปได้โดยเร็ววัน

บิ๊กตู่ถกสธ.-ทีมแพทย์เชี่ยวชาญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยกเลิกภารกิจที่ทำเนียบและเดินทางไปที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เพื่อร่วมประชุมกับผู้บริหารสธ.และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาทิ นพ.ยง ภู่วรวรรณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นต้น เพื่อรับทราบแผนดำเนินงานและสถานการณ์โดยใช้เวลากว่า 2 ชม.

นายกฯ แถลงตอนหนึ่งว่า สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้รัฐบาลได้ประกาศมาตรการไปแล้ว 6 มาตรการ ซึ่งเป็นการให้อำนาจแก่ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งสามารถกำหนดมาตรการเพิ่มเติมจากกรอบใหญ่ที่ให้ไป เช่น การปิดสถานที่ต่างๆ วันนี้ให้ไปในเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถ้าจะปิดในต่างจังหวัดก็ได้ ถ้าเป็นสถานที่ที่เข้าข่ายที่มีความเสี่ยง ผับต่างๆ ซึ่งตอนนี้ทราบว่าจังหวัดที่มีข่าวเรื่องผับใหญ่ก็ปิดไปแล้วก็มีอำนาจในการปิดตรงนี้ การปิด 14 วัน เมื่อจะเปิดใหม่ต้องไปสอบตรวจว่ามีความปลอดภัย ความพร้อมเพียงพอหรือไม่ ถ้ายังไม่ก็สามารถขยายอีกได้

ดังนั้น 14 วันนี้ อยากขอร้องไปยังข้าราชการระดับพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ว่าฯ คณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัด ประจำพื้นที่ต้องทำงานอย่างเด็ดขาด และต้องรายงานผลการปฏิบัติทุกมาตรการที่รัฐบาลออกไปแล้วให้ทราบทุกวัน ตั้งแต่สนามบินต้นทาง สนามบินในประเทศมาสู่ในเรื่องของการคัดกรอง คัดแยก ซึ่งต้องมีการรายงานมาทุกวันเพื่อให้ทราบและติดตามสถานการณ์ และปรับมาตรการต่างๆ ให้เพิ่มขึ้น

เข้าไทยต้องมีใบรับรองแพทย์

“วันนี้เรากำลังสกัดกั้นการนำเชื้อเข้ามาในประเทศ ถึงบอกว่าการเข้ามาต้องมีใบรับรองแพทย์ ประกันสุขภาพ โดยทุกคนที่เข้าประเทศไทยต้องมี ซึ่งเดิมเฉพาะ 4 ประเทศบวก 2 เขตปกครองพิเศษ แต่ทุกวันนี้ทุกประเทศที่เข้ามา เพื่อสกัดกั้นการเข้ามาให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อจะควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ และติดตามด้วยแอพพลิเคชั่น” นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่าเพื่อนบ้านประเทศไทยเริ่มประกาศปิดพรมแดน ในส่วนของไทยจะมีมาตรการเพิ่มหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้บอกแล้วต่างประเทศที่จะเข้ามาต้องมีใบรับรองแพทย์ ส่วนรอบบ้านเรา จะปิดช่องทางพรมแดนหรือไม่อยู่ที่อำนาจผู้ว่าฯ เพราะได้ให้อำนาจไปแล้ว และให้รายงานมา เมื่อถามว่าหากเป็นคำสั่งหรือมติจากรัฐบาลจะเข้มแข็งและน่าเชื่อถือมากกว่าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “หากผู้ว่าฯ ทำไม่ได้ก็ย้ายผู้ว่าฯ จะยากตรงไหน”

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีหนุ่มไทยเดินทางจากสเปนโพสต์เฟซบุ๊กว่าสนามบินสุวรรณภูมิไม่มีการคัดกรองผ่านสบายออกมาได้หลายร้อยคนว่า สเปนไม่ได้อยู่ใน 4 ประเทศที่มีการประกาศเป็นเขตโรคติดต่ออันตราย แต่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการประกาศให้เฝ้าระวัง ซึ่งขณะนี้มาตรการในไทยขอความร่วมมือให้มีการคัดกรองตั้งแต่ประเทศต้นทาง ผู้เดินทางทุกคนต้องมีใบรับรองแพทย์ที่มีอายุการใช้งาน 3 วัน จึงสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินได้ และเมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วก็จะถูกคัดกรองภายในสนามบินสุวรรณภูมิอย่างเข้มข้น การที่มองไม่เห็นเจ้าหน้าที่ประจำจุดยืนวัดอุณหภูมิ เพราะสนามบินมีเครื่องอุปกรณ์สแกนวัดไข้ที่ติดไว้ตามจุดต่างๆ โดยที่ประชาชนไม่ได้สังเกต การเดินออกมาจากสนามบินได้เพราะไม่มีไข้

“ยืนยันมาตรการคัดกรองไม่ได้หละหลวม การ์ดไม่เคยตก และประชาชนที่เดินทางเข้ามาไทยต้องกักตัวเอง 14 วัน เพื่อเฝ้าระวังโรค ถ้ามีไข้ ไอ จาม เป็นหวัด ให้รีบพบแพทย์ทันที และจะต้องถูกติดตามตัวจากเจ้าหน้าที่โดยแอพพลิเคชั่น AOT" นายอนุทินกล่าว

ถกแพทย์มหาวิทยาลัยอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียกประชุมติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นพ.ปิยสกล สกลสัตยาทร อดีตรมว.สาธารณสุข และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา พร้อมคณบดีคณะแพทยศาสตร์จากหลายมหาวิทยาลัย ร่วมหารือพร้อมนำเสนอผลการศึกษา และให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 และรับฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ภายหลังใช้เวลาหารือประมาณ 2 ชั่วโมง ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา เปิดเผยสั้นๆ ว่า นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะของเหล่าคณบดีคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งโดยหลักจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมา โดยให้ฟังรายละเอียดความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีต่อไป

ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการหารือว่า วันนี้เราพูดคุยกันถึงเรื่องเทคโนโลยีใหม่เพื่อดูแลผู้ป่วยให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในเวลาที่ต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้าน รวมทั้งหารือเรื่องการดูแลผู้ป่วยให้ได้คุณภาพ โดยการร่วมมือระหว่างคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม จะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในเรื่องของมาตรการที่ศูนย์กระทรวงสาธารณสุข

ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวโน้มการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยจะมีมากขึ้นไปอีกแค่ไหน นพ.สุขุม กล่าวว่า ถ้าสังเกตไทม์ไลน์ของผู้ป่วยกลุ่มใหม่จะเป็นกลุ่มชนชั้นกลาง และกลุ่มผู้มีฐานะ ที่ไปเที่ยวในผับและสถานที่เฉพาะ ส่วนคนไข้ใหม่ทั่วไปยังมีจำนวนไม่มาก ขณะนี้กำลังติดตามอยู่เป็นระยะๆ

ไม่จำเป็นอย่าออกจากบ้าน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ว่า รัฐบาลได้เพิ่มมาตรการป้องกันคนเข้าประเทศ จากเดิมที่กำหนดคุมเข้มในผู้ที่เดินทางมาจาก 4 ประเทศโรคระบาดอันตราย เป็นให้ทุกประเทศที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทยต้องมีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ติดเชื้อ มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพจำนวน 1 แสนดอลลาร์ขึ้นไป เมื่อมาถึงในส่วนคนไทยต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัว ซึ่งมาตรการนี้ทุกประเทศแทบจะเข้ามาไม่ได้เลย ส่วนคนไทยในต่างประเทศที่ประสงค์เดินทางกลับจะมีทีมไทยแลนด์เข้าไปช่วยหากรมธรรม์ประกันสุขภาพให้

“ขอความร่วมมือไม่จำเป็นไม่ต้องออกจากบ้าน แม้ว่ารัฐบาลไม่ได้ประกาศเคอร์ฟิว แต่ขอให้ลดกิจกรรมทางสังคม ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น รับผิดชอบต่อสังคม โดยสถานการณ์การแพร่บาดนี้กว่าจะสิ้นสุดอย่างน้อยก็เป็นปี ท่านนายกรัฐมนตรีหัวใจของท่านมีแต่ประชาชน ตื่นมาเมื่อเช้าก็ยกเลิกทุกวาระงานเพื่อไปกระทรวงสาธารณสุขทันที” นางนฤมลกล่าว

พบผู้ป่วยเพิ่ม60รายรวม272

ขณะที่ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ว่า พบผู้ป่วยเพิ่ม 60 ราย รวมยอดสะสม 272 ราย กลุ่มที่หนึ่งมีประวัติสัผัสผู้ป่วยเกี่ยวข้องกับสถานที่ 43 ราย สนามมวย 12 ราย เป็นผู้ชม ญาติ ผู้ดูแลค่ายมวย เซียนมวย เจ้าหน้าที่สนามมวยทั้งลุมพินีและราชดำเนิน และผู้ใกล้ชิดสนามมวยจิตรเมืองนนท์ และเป็นผู้ป่วยจากสถานบันเทิง 14 ราย มีทั้งดีเจ พนักงานทำความสะอาด พ่อครัว พนักงานเสิร์ฟ พิธีกร รองผู้จัดการร้าน และคนที่เข้าไปเที่ยว พูดได้ว่าติดกันทั้งผับ โดยพบในผับย่านเดียวกัน คือทองหล่อ สวนหลวง รามคำแหง และสุขุมวิท นอกจากนี้มีผู้สัมผัสผู้ป่วย 12 ราย เป็นเพื่อนร่วมงาน ภรรยา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน พนักงานคาร์โก ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง กินอาหารและดื่มเหล้าร่วมวง และผู้ที่เดินทางไปประกอบกิจกรรมทางศาสนาในมาเลเซีย 5 ราย 

ส่วนผู้ป่วยรายใหม่กลุ่มที่ 2 ในแต่ละวันพบจำนวนไม่มาก มีจำนวน 17 ราย กลับจากต่างประเทศ 9 ราย เช่น ไต้หวัน ฝรั่งเศส อินเดีย อิตาลี เยอรมนี อิหร่าน โดยบางรายไปมากกว่าหนึ่งประเทศ ขณะที่อีกกลุ่มเป็นผู้ทำงานใกล้ชิดสัมผัสต่างชาติ ครูพี่เลี้ยง พนักงานเช็กอิน เพื่อนที่พักร่วมคอนโดมิเนียม แลผู้อาศัยในสถานที่แออัดใกล้ชิดคนจำนวนมาก เทรนเนอร์ในสถานที่ออกกำลังกาย และผู้สื่อข่าว 1 ราย ในส่วนของผู้ป่วยหนักคงที่ 3 ราย

“จากข้อมูลของ สธ.ได้รับรายงานผู้ป่วยรายใหม่ เป็นผู้ที่ทำงานในสถานบันเทิง ครบทุกตำแหน่ง หรือพูดได้ว่าเป็นทั้งผับ ครบทุกตำแหน่ง และคนในครอบครัว โดยตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม พบผู้ป่วย 52 ราย สำหรับสนามมวยเริ่มพบเมื่อวันที่ 14 มีนาคม มีผู้ป่วยแล้ว 52 ราย รวมกัน 2 สถานที่ มีผู้ป่วยเกินกว่า 100 ราย ทำให้ผู้ป่วยสะสมในไทยมีมากกว่า 200 ราย โดยเฉพาะกรณีสนามมวย ตรวจพบว่าผู้ติดเชื้อเป็นผู้ชมจากต่างจังหวัดจึงมีโอกาสนำเชื้อไปติดคนใกล้ชิดในภูมิลำเนา และยังพบว่าบางคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงยังคงออกไปสถานที่ที่ผู้คนแออัด สถานบันเทิง ร้านอาหารไม่กักตัวเอง ซึ่งเป็นอันตรายตต่อการแพร่โรค จึงทยอยดำเนินการตามกฎหมาย ประชาชนพบเห็นไม่ต้องโพสต์บ่น ขอให้แจ้งข้อมูลให้ดำเนินการตามกฎหมาย" 

นพ.สุวรรณชัย ระบุว่า กรณีสนามมวยและสถานบันเทิง จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้สธ.และรัฐบาลแนะนำให้หลีกเลี่ยงสถานที่คนแออัดมีความเสี่ยงสูง ระหว่างนี้สธ.จะทยอยดำเนินการตรวจกลุ่มผู้เสี่ยงสัมผัสโรคในสนามมวยและสถานบันเทิงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อสอบสวนและค้นหา ดังนั้นเราจะพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มทุกวันไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น 3 ใน 4 ยังอยู่ในวงจำกัดสัมพันธ์กับสนามมวยและสถานบันเทิง และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีอาการไม่มากแต่ประชาชนต้องไม่ประมาทแต่ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป

สธ.-กห.ถกแผนรับมือระยะ3

เวลา 09.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัด สธ. ร่วมเป็นประธานการประชุมเพื่อฝึกร่วมจำลองสถานการณ์เตรียมความพร้อมรับการพัฒนาของสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเป็นการฝึกซ้อมแผน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่สธ. ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึง พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ ผู้บัญชาการสำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คนอย่างพร้อมเพรียง

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การประชุมวันนี้เพื่อทดสอบแนวทางการบูรณาการและการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ในภาวะวิกฤติกรณีที่มีผู้ป่วยจำนวนมากในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในส่วนของทหารมีความพร้อมเรื่องโรงพยาบาลทหารและโรงพยาบาลสนามที่มีทุกจังหวัด ขึ้นอยู่กับพื้นที่และจำนวนผู้ป่วย ซึ่งคาดว่าจะต้องตั้งไว้ในค่ายทหารหรือมณฑลทหารบกก่อน แต่หากมีสถานที่เอกชนที่มีความพร้อมมากว่าก็จะขยับออกไป วันนี้จะสามารถประเมินสถานการณ์ได้ และรู้ถึงขีดความสามารถว่าต้องเตรียมการรองรับอะไร นอกจากนี้ สนามบินในกทม.ก็ปรับพื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนามได้ด้วยเช่นกัน แต่ทุกอย่างต้องให้สธ.เป็นผู้พิจารณา

ด้าน นพ.พิศิษฐ์ กล่าวว่า ถือเป็นวันที่ห้าที่มีผู้ป่วยเกินกว่า 30 รายติดต่อกัน อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นส่วนใหญ่ การฝึกวันนี้เป็นการเตรียมรองรับสถานการณ์จริง เช่นกรณีเตียงของผู้ป่วยที่มีอยู่ในทุกสถานพยาบาลของภาครัฐและเอกชนทุกสังกัดรวมถึงกองทัพ โดยขณะนี้มีคนป่วยเข้ามาทุกวันและไม่ทราบว่าแต่ละวันจะมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งยังมีหลายระดับ เทียบจากผู้ป่วย 100 คน มีอาการหนักมากที่ปัจจุบันมี 5 เปอร์เซ็นต์ต้องใช้ห้องพิเศษ กลุ่มผู้ป่วยที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ 15 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนักมาก 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องวางแผนว่าจะนำผู้ป่วยกลุ่มนี้ไปไว้ที่ไหน อาจจะต้องมีโรงพยาบาลสนาม หรือเปิดโรงพยาบาลเฉพาะทาง 

ป่วยอาการไม่หนักไว้รพ.รอง

“ทางเครือข่ายของ สธ.มีความพร้อมในระดับหนึ่ง ถ้าเกินขีดความสามารถก็ต้องอาศัยโรงพยาบาลของกองทัพ โรงพยาบาลภาคเอกชน ตลอดจนถึงโรงพยาบาลสนามที่ตั้งขึ้นมาและจัดให้เป็นพื้นที่จำกัดบริเวณ ดังนั้นการฝึกวันนี้จะทำให้เราเห็นว่าเราจะประสบปัญหาอะไรบ้างเพื่อนำไปสู่การแก้ไข ทั้งนี้ สธ.ได้วางกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นพื้นที่ทำงานร่วม เพื่อให้เกิดการทำงานที่เสริมประสิทธิภาพ หากกรุงเทพฯ เต็มขีดความสามารถก็จะกระจายไปตามจังหวัดปริมณฑล”

ผู้สื่อข่าวถามว่าจำนวนเตียงและห้องพักเพียงพอต่อผู้ป่วยหรือไม่ นพ.พิศิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีผู้ป่วยหนักมาก 3 ราย ที่จะต้องใช้ห้องและเครื่องมือพิเศษ แต่ผู้ป่วยที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยที่อยู่ระดับกลางเพื่อป้องกันไม่ให้ไปแพร่กระจายเชื้อในจุดอื่น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งหากผู้ป่วยมีจำนวนมากจะมีการแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 ระดับคือ ระดับหนักมากที่ต้องดูแลพิเศษ ระดับปานกลาง และระดับไม่หนักมาก อาจจะกำหนดเป็นพิเศษที่ให้ผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่หนักมากอยู่ร่วมกัน โดยกำหนดพื้นที่ว่าจะนำไปไว้ที่ไหน อาจจะเป็นโรงพยาบาลรอง ที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือเต็มรูปแบบ หรือโรงพยาบาลกองทัพที่เราวางไว้หลายจุด ในส่วนของ สธ.จะมีอยู่ในแผนว่ามีกี่จุด และในส่วนของเหล่าทัพ ตำรวจ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลกาชาด และโรงพยาบาลในมหาวิทยาลัยว่ามีกี่จุด เพราะคนที่มีอาการหนักต้องอยู่โรงพยาบาลใหญ่ที่มีเครื่องมือและทีมแพทย์พร้อม

แผนผู้ป่วยระดับพันคนขึ้นไป

เมื่อถามว่า ขณะนี้ผู้ป่วยขนาดกลางยังเหลือพื้นที่รองรับหรือไม่ นพ.พิศิษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้เราไม่ได้แยกผู้ป่วยหนักและเบา หากโรงพยาบาลไหนตรวจเจอผู้ป่วยก็ให้รับคนไข้และยังไม่มีระบบการส่งต่อ แต่การฝึกวันนี้จะกำหนดระบบการส่งต่อ เช่น หากไปตรวจที่สถาบันบำราศนราดูร โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ต้องดูแลผู้ป่วยหนัก หากอาการไม่หนักก็ต้องส่งต่อไปที่อื่น และในวันนี้ (19 มี.ค.) หากแผนดำเนินการเรียบร้อย ในวันที่ 20 มีนาคม ก็จะจัดส่งทันที แต่ปัจจุบันเรามีผู้ป่วยสะสมประมาณ 200 กว่าคน และกลับบ้านได้แล้ว 30 กว่าคน ส่วนที่เหลืออาการไม่หนักจะกระจายอย่างไร ทั้งนี้ยืนยันว่าผู้ป่วยทุกรายได้ให้อยู่โรงพยาบาลทั้งหมด จะไม่มีการส่งกลับบ้าน เพียงแต่ว่าโรงพยาบาลที่ส่งไปจะเป็นโรงพยาบาลขนาดไหน และดูแลไม่ให้ไปแพร่เชื้อต่อ

สำหรับเตียงผู้ป่วยปัจจุบันมีเพียงพอ เพียงแต่เตรียมเอาไว้หากมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่อัตรากว่า 30 รายต่อวัน แต่เมื่อสถานการณ์ไปถึงจุดหนึ่งอาจขึ้นหลักพัน ซึ่งต้องปรับตัว โดยกำหนดแผนเบื้องต้นไว้ว่าหากพบผู้ป่วย 1,000 คนจัดการอย่างไร และระดับ 2,000-3,000 คน หรือมากกว่า 5,000 คนจะทำอย่างไรต่อไป หากเราบริหารได้เช่นนี้จะไม่เกิดปัญหาคนไข้ล้นเตียง ทางโรงพยาบาลใหญ่จะดูเคสหนักเท่านั้น สำหรับบุคลากรทางการแพทย์เรามีอัตรากำลังตามแผนที่มีอยู่ ซึ่งทั้งนี้อาจจะพัฒนาจิตอาสาที่มีความรู้ทางการแพทย์มาดูแลผู้ป่วยที่อาการไม่หนัก โดยเตรียมเสนอนายกฯ ต่อไป

เข้มหลังตร.“อุตตม”ติดเชื้อ

ส่วนกรณีตำรวจติดตามของนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง มีผลตรวจติดเชื้อไวรัส ทำให้นายอุตตมต้องกักตัว 14 วันตามหลักมาตรฐานปลอดภัย ซึ่งตำรวจนายดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ติดตามรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะตึกบัญชาการ และบริเวณโดยรอบ เพื่อป้องกันและสร้างความเชื่อมั่น ทั้งนี้ นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ดำเนินการดังนี้ 1.สอบสวนเพื่อค้นหาผู้สัมผัส ผู้อยู่ใกล้ชิด 2.เมื่อคืนวันที่ 18 มีนาคม ได้พ่นยาฆ่าเชื้อทั้งที่ตึกไทยคู่ฟ้า ตึกบัญชาการทั้ง 5 ชั้น และสถานที่ทำงานในพื้นที่ต่างๆ 3.วันที่ 19 มีนาคม ให้หัวหน้าส่วนงานที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่ตึกบัญชาการในวันประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ทั้งจากหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาล และจากหน่วยงานภายนอกให้รายงานข้อมูลบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยเพื่อแยกกลุ่ม และผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ให้หยุดงานไปเฝ้าระวังที่บ้าน 14 วัน โดยทำเนียบรัฐบาลจะดำเนินการตามมาตรการที่เข้มข้นเพื่อป้องการการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องต่อไป พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการยกระดับการรักษาความปลอดภัย และห้ามมิให้ผู้ติดตามที่ไม่มีหน้าที่ขึ้นตึกบัญชาการ ตึกไทยคู่ฟ้า และสถานที่จัดประชุมในทำเนียบรัฐบาล

ปัดข่าวห้ามแรงงานเขมรกลับ

วันเดียวกัน นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดกรมการจัดหางาน(กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกระแสข่าวว่าสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกคำสั่งด่วนถึงสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ที่กรุงเทพฯ ให้แจ้งข่าวการห้ามเดินทางกลับประเทศแก่แรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยมากกว่า 2 ล้านคน ว่า ตามหลักการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงนั้น แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยนั้นจะติดต่อกระทรวงการต่างประเทศของไทย จากนั้นถึงประสานมายังกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้รับรายงานเป็นเอกสารและยังไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บริหารกระทรวงแรงงานถึงข้อสั่งการดังกล่าวว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

“แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยในระบบนั้น มีหลายประเทศ แต่ที่เป็นกลุ่มใหญ่ๆ มี เมียนมาร์ กัมพูชา ลาว เวียดนาม และแรงงานระดับฝีมือจากจีน ญี่ปุ่น รวมแล้วประมาณ 3 ล้านคน” อธิบดีกกจ.กล่าว พร้อมระบุว่า ในส่วนแรงงานกัมพูชาที่มาทำงานในไทยไม่ถึง 2 ล้านคน

ปิดรพ.ครูมีขรก.ไปสนามมวย

วันเดียวกัน นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ในฐานะโฆษกศธ. เปิดเผยว่า ตามที่นายอำนาจ สายฉลาด ข้าราชการ สำนักงานลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางไปสนามมวยลุมพินี จึงมีความกังวล รวมถึง นายปัญญา ศรีสำราญ ข้าราชการสำนักงานลูกเสือ ยุวกาชาดฯ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายอำนาจ จึงมีความวิตกกังวลอย่างมากว่าจะติดเชื้อไวรัสจึงเดินทางไปตรวจสุขภาพที่ โรงพยาบาลครูของสำนักงานเลขาธิการ สกสค. และขณะนี้ได้สั่งการให้ข้าราชการทั้ง 2 ราย กักตัวเอง 14 วัน เพื่อสังเกตอาการอยู่ที่บ้านแล้ว และในวันนี้พ่นฉีดยาที่สำนักกิจการลูกเสือ และในวันเสาร์-อาทิตย์จะทำการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทุกตึกภายใน ศธ.ด้วย

ด้านนายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวว่า เนื่องจากมีผู้ไปสัมผัสสนามมวย และคนที่มาตรวจเดินทางกลับมาจากต่างประเทศด้วย จึงขอให้ปิดโรงพยาบาลครูของ สกสค. ตั้งแต่วันที่ 19-31 มีนาคม เพื่อทำความสะอาดและฉีดพ่นยา และให้เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสกับคนไข้กักตัวเอง 14 วัน เพื่อสังเกตอาการด้วย

“พิธา”เสนอหลัก5ข้อสู้โควิด

วันเดียวกัน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เสนอใช้ C-O-V-I-D แก้วิกฤติโควิด-19 โดยใช้หลักการ 5 ข้อ คือ “Check point–จุดตรวจคัดกรองโรค” ที่ควรตั้งจุดตรวจคัดกรองเชิงรุกอย่างกว้างขวางเข้าถึงง่ายที่สุด ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยกระจายจุดตรวจย่อยทั้งในและนอกกรุงเทพฯ “One Voice–สื่อสารเสียงเดียว” การสื่อสารในช่วงการบริหารจัดการวิกฤติโดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวลือที่จะสร้างความสับสนและตื่นตระหนก ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรวมศูนย์การสื่อสารอย่างเป็นทางการไว้ที่แหล่งเดียวหรือคนเดียว “Vaccine–พัฒนาวัคซีน” ทุ่มงบวิจัยวัคซีน ซึ่งผลที่ประเทศไทยจะได้รับไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจที่เราจะมีลูกค้าหลายล้านคนจากทั่วโลก “Isolation–การแยกตัว” หรือการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เป็นมาตรการหลักที่รัฐบาลทั่วโลกใช้เพื่อชะลออัตราการแพร่ระบาด 

“Data–บูรณาการข้อมูล” รัฐบาลไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการบริหารจัดการวิกฤติโดยระบุตัวตนของผู้ป่วยและสามารถให้คนที่มีความเสี่ยงสูงกักตัวเองอยู่ในบ้านและติดตามความเคลื่อนไหวผ่านโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังทำเว็บไซต์แผนที่แสดงจุดจำหน่วยหน้ากากอนามัยแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ประชาชนหาซื้อหน้ากากอนามัยได้ง่ายขึ้น และสุดท้ายจะลามไปถึงเศรษฐกิจ ที่เราคงต้องคิดแล้วว่า ถ้าผลของโควิด-19 จะอยู่กับพวกเราไปอีก 1 ปี เราจะรับมือกันอย่างไร ใช้งบประมาณแค่ไหน วางทัพกันอย่างไร ถ้าเราผ่านวิกฤตินี้กันไปได้ เราลงทุนในแผนสู้กับโรคระบาดในครั้งนี้ จะไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแน่นอน โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

เครือข่ายปชช.เสนอ7ข้อปิดปท. 

ขณะที่เครือข่ายประชาชนเพื่อลดการระบาดของเชื้อโควิด-19 จำนวน 48 องค์กร ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องมาตรการปิดประเทศ ปิดเมือง ปิดบ้าน และประกาศภาวะฉุกเฉินระยะสั้น เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อหยุดการแพร่กระจายของโรค ดังนี้ 1.ประกาศเข้าสู่ระยะที่ 3 2.ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมไม่ให้มีการรวมตัวกันของประชาชนเกินกว่า 5 คนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ 3.สนับสนุนแพทย์ทุกหน่วยงานรองรับการดูแลเป็นรูปธรรม 4.สิทธิในการป้องกันโรค การคัดกรองการรักษาพยาบาลให้เป็นสิทธิของประชาชนที่เท่าเทียมกัน 5.ให้กระทรวงพาณิชย์ประกาศมาตรการกำกับค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน 6.ลดการเคลื่อนที่ของประชาชนห้ามการเดินทางเข้าและออกจากประเทศเป็นเวลา 3 สัปดาห์ 7.จัดสรรงบประมาณให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเพียงพอรวมทั้งสนับสนุนกิจกรรรมและโครงการที่เพิ่มการสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชนทั้งในเขตเมืองและชนบท