ข่าว

อภิสิทธิ์หนุนเอกชนมาบตาพุดร้องศาลขอเดินหน้า

อภิสิทธิ์หนุนเอกชนมาบตาพุดร้องศาลขอเดินหน้า

22 ธ.ค. 2552

"มาร์ค" หนุนเจ้าของโครงการมาบตาพุดยื่นศาลขอเดินหน้าต่อ ชี้ 19 รายมีสถานะคล้าย 11 รายที่ศาลเพิ่งถอนคำสั่ง เผยมีแค่ 8 โครงการส่อเค้าล้มสูญหมื่นกว่าล้าน

(22ธ.ค.)  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.เรื่องการเเก้ไขปัญหานิคมอุตสหากรรมมาบตาพุดว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2 ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานฯได้มาให้ข้อมูลความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยองในที่ประชุมครม. ซึ่งคณะกรรมการฯกำลังเร่งกระบวนการที่เป็นที่ยอมรับทุกฝ่าย เพื่อดำเนินการให้ทุกโครงการเข้ากระบวนการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2

 คาดว่า ภายในสัปดาห์หน้า ครม.น่าจะได้พิจารณาทบทวน ประกาศของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กระบวนการจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) ไปจนถึงผลกระทบกับประชาชนให้สามารถเดินไปได้ โดยคณะกรรมการฯได้รายงานสถานะของโครงการที่แท้จริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยใน 65 โครงการจะมี 23 โครงการที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการก่อสร้างหรือขออนุญาตดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้ง 23 โครงการถือว่า อยู่ในขั้นตอนของการขออนุญาตตามปกติ ซึ่งการอนุญาตก็อาจจะใช้เวลามากขึ้นเป็นเรื่องปกติ ตามมาตรฐานกฎหมายใหม่ โครงการเหล่านี้ถือว่า ได้รับผลกระทบเล็กน้อยหรือไม่กระทบเลย

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อีก 42 โครงการที่เหลือนั้น มีการดำเนินการและเปิดประกอบกิจการแล้ว 11 โครงการ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 9 โครงการ และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 22 โครงการ หลังจากเอกชนไปดูคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดอนุญาต 11 โครงการให้ดำเนินการได้ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เมื่อนำไปเปรียบเทียบดูแล้วคิดว่า จะสามารถทำเรื่องขอเสนอข้อเท็จจริงไปยังศาลว่า อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกับ 11 โครงการนั้นอีกจำนวน 19 โครงการ แบ่งเป็นที่ดำเนินการอยู่ 4 โครงการ ก่อสร้างเสร็จแล้ว 8 โครงการและอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ ซึ่งเอกชนจะนำเสนอต่อศาลองทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาล

 ส่วนที่เหลืออีก 23 โครงการมี 15 โครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 1 โครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้วและ 7 โครงการที่ดำเนินการอยู่ ในส่วน 15 โครงการ หากมีการนำเสนอว่า การก่อสร้างที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม โดยที่ยอมรับความเสี่ยงว่า เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว จะได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการหรือไม่ ก็จะขอให้ศาลอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างต่อ และในทุกกรณีโครงการเหล่านี้ พร้อมที่จะทำตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายตกลงกัน

 อย่างไรก็ตาม คงเหลือเพียง 8 โครงการ ที่ไม่เห็นว่า มีช่องทางที่จะไปดำเนินการให้เข้าหลักเกณฑ์ ซึ่งมีมูลค่าประมาณหมื่นกว่าล้านบาท แต่หากรวมทั้งหมด 42 โครงการก็มีมูลค่าประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท หลังจากภาคเอกชนไปศึกษาคำวินิจัยและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็อาจแสวงหาลู่ทางในการแก้ปัญหาชั่วคราว แต่ทุกกรณีจะเข้าสู่มาตรา 67 วรรค 2 และตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา

 เมื่อถามว่า รัฐบาลจะช่วยเอกชนที่มีโอกาสอุทธรณ์ ได้ดำเนินการอุทธรณ์คำสั่งศาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของ 19 โครงการที่คิดว่า อยู่ในสถานะเดียวกับ 11 โครงการที่หลุดออกมาได้ ก็ต้องไปเสนอข้อเท็จจริงกับศาลเอง โดยให้เหตุผลกับศาลว่า ภายใต้เหตุผลที่ศาลให้กรณีที่ให้ 11 โครงการ ดำเนินการต่อ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นเช่นนั้น ก็อาจจะมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งชั่วคราว ในกรณีของบางโครงการ ซึ่งเอกชนคนจะยื่นคำร้องต่อศาลเอง และควรดำเนินการเป็นรายกรณี ซึ่งไม่ควรไปดำเนินการแบบเหมารวม เพราะศาลจะดูตามข้อเท็จจริงของแต่ละโครงการ

 เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดการถอนการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากโครงการเหล่านี้จัดทำข้อเท็จจริงไปเสนอต่อศาล หากมีการอนุญาตให้เดินหน้าในอีกบางส่วน หรือทั้งหมดปัญหามันจะเบาลงไปเยอะ เนื่องจากที่หนักจริงๆคือ 7 ราย ที่ถูกระงับการดำเนินการไปแล้ว ซึ่งก็กำลังไล่ดูว่า จะดำเนินการเรื่องความเสียหายอย่างไร

 เมื่อถามว่า 7 โครงการ นี้มีแนวโน้มที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้

 เมื่อถามว่า ตัวเลขความเสียหายที่ไม่แน่นอนจะกระทบกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจปี 2553 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความล่าช้าของโครงการอาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่ไม่ควรไปเหมารวมทั้งหมด แต่ที่สำคัญคือเราต้องเร่งทำกติกาของเราให้ชัดเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในแง่ของการ ลงทุนในอนาคตมากกว่า และยังไม่จำเป็นจะต้องมีการปรับเป้าหมายทางเศรษฐกิจใหม่ เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจยังมีทั้งบวกและลบ เราจึงจำเป็นต้องประเมินตามสถานการณ์ความเป็นจริงไปเป็นระยะ ๆ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่เขาต้องการให้แยกแยะสถานะโครงการต่าง ๆ ก่อน เพราะว่า วันนี้มีคนพูดกันไปเรื่อยว่ามูลค่าความเสียหาย 60-70 โครงการกว่าหลายแสนล้านบาท แต่ถ้าเราทำงานละเอียดและพร้อมรับภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงปัญหามันก็จะคลี่คลายลง

 เมื่อถามว่า 15 โครงการ ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างแต่ ยังไม่มีเหตุผลในการไปขอผ่อนผันกับศาลจะดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะมีเหตุผลเดียวที่จะผ่อนผันได้คือขอก่อสร้าง โดยที่การก่อสร้างจะไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเอกชนจะต้องตัดสินในว่า ระหว่างการอยู่เฉย ๆ กับการก่อสร้างต่อ โดยต้องยอมรับความเสี่ยงนั้น จะดำเนินการอย่างไร

 เมื่อถามว่า 7 ราย ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้เลยรัฐจะต้องเข้าไปเยียวยาด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่ากำลังพิจารณาอยู่ เพราะส่วนหนึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงพลังงาน อีกส่วนอยู่ในความดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ขณะนี้กำลังเร่งพิจารณาในส่วนของ 30 โครงการที่มีเหตุผลอาจจะไปร้องขอต่อศาลก่อน

 ภาคปชช.ดันตั้งองค์กรอิสระด้านสวล.แก้ปัญหามาบตาพุด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง สิทธิการเมือง และสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในกกรณี “ กลไกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67  วรรคสอง : การแก้ไขปัญหามาบตาพุด ” ซึ่งมี น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ เป็นประธานในที่ประชุม โดย นาง เรวดี ประเสริฐเจริญสุข สมัชชาองค์กรภาคเอกชนด้านคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวว่า ปัญฆาที่เกิดขึ้นเกิดจากความไม่เข้าใจของฝ่ายบริหาร ที่ยังมองเห็นความโน้มเอียงด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งไม่มีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.รับรองสิทธิชุมชนหรือการจัดการในโครงการต่างๆ นอกจากนี้ยังไม่ปฏิรูปกฎหมายที่ให้อำนาจภาครัฐในการจัดการทรัพยากรอีกด้วย

 ขณะที่นาย สัญชัย สูติพันธ์วิหาร อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อม ม.มหิดล กล่าวว่า การจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพควรจะมีเพียงองค์กรเดียวในระดับชาติเท่านั้น และควรเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่ที่ประชุมในสมัยประชุมหน้า เพื่อให้องค์กรที่เกิดขึ้นเป็นองค์กรอิสระที่แท้จริงและไม่ถูกแทรกแซงโดยภาครัฐและเอกชน โดยองค์กรดังกล่าวหากมีความเป็นอิสระ จะทำให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุล กับอำนาจรัฐ

 ด้าน น.พ.ปรเมษฐ์ กิ่งโก้ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง กล่าวว่า ปัญหาที่พบในมาบตาพุดคือ หน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบด้านสุขภาพในพื้นที่ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการในพื้นที่ อีกทั้งโครงการก็ไม่ให้ความร่วมมือในการแจ้งว่าสารที่จะถูกปล่อยออกมา เพื่อที่หน่วยงานสาธารณสุขจะได้วางแผนป้องกันอีกทั้ง ปัจจุบันมีโรงงานที่ส่งข้อมูลไม่ครบทำให้ทำงานได้อย่างยากลำบาก และโรงงานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มองเดี่ยวกับสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ แต่กลับรอเพียงให้ประชาชนเจ็บป่วยแล้วมารักษา แต่หน้าที่ของโรงงานคือการป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นด้วย

 นาย สุทธิ อัชฌาศัย ตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า หลังจากเกิดกรณีคำสั่งศาลเรื่องมาบตาพุด หลายฝ่ายก็พยายามหาทางออกในแบบของตัวเองบางฝ่ายตั้งมวลชนขึ้นมาสนับสนุนล่ารายชื่อ แสดงความต้องการให้โรงงงานดำเนินการต่อไป บางกลุ่มหาทางอออกด้วยการเสนอตัวเลขด้านเศรษฐกิจให้เห็นว่า มีผลกระทบและความเสียหายอย่างไร แต่ตัวเลขก็ยังไม่ตรงกัน ขณะที่บางกลุ่ม ก็พยายามกดดันชาวบ้านให้ถอนคดีที่ยื่นฟ้องไว้ที่ศาลปกครอง และขณะนี้มีชาวบ้านกว่า 10 รายที่ถอนฟ้องไปแล้ว ขณะที่อีกบางกลุ่มเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 67 อย่างไรก็ตามตนมองวว่าทางออกในระยะยาวของเรื่องนี้คือการปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง โดยตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาดูแลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

 “แต่วันนี้รัฐบาลยังไม่ได้ต้องการหาทางออกเรื่องดังกล่าวเพราะภาคประชาชนยังถูกกดดันจากฝ่ายเศรษฐกิจ จากประชาชนด้วยกัน และจากประชาชนที่ไม่เข้าใจปัญหาดังกล่าว แม้แต่ในวันนี้รัฐก็ยังออกมติที่ที่จะร้องให้ศาลปลดล็อกอีก 19 โครงการ เป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่า ต้องการปกป้องกลุ่มทุน แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นคำสั่งของศาล ”