
พท.ยื่นกมธ.สอบสธ.ใช้งบตรวจสุขภาพบ่อขยะสระบุรี
ชาวสระบุรี ร้อง พรรคเพื่อไทย ตรวจสอบงบตรวจสุขภาพของสาธารณสุข ที่อ้างบ่อกำจัดขยะสระบุรีปล่อยสารพิษกระทบชาวบ้าน ทั้งที่คดียังไม่มีข้อสรุป ขณะที่ ทีมโฆษกเพื่อไทย ยื่นกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร สอบทันที
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ทีมโฆษกพรรคเพื่อไทย นำโดย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนายสิงห์ทอง บัวชุม คณะทำงานโฆษกฯ เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีชาวบ้าน 3 ตำบล ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของการสนับสนุนงบประมาณกว่า 250 ล้านบาท ที่กระทรวงสาธารณสุข เตรียมจัดสรรให้กับกลุ่มบุคคลที่อ้างว่า มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากสารพิษที่เกิดจากบ่อกำจัดขยะ
ภายหลังการลงพื้นที่ นายสิงห์ทอง บัวชุม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จในพื้นที่และหลักฐานทางการแพทย์ พบว่าบริษัทเบตเตอร์ เวิล์ด กรีน จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ปล่อยมลภาวะจนเกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน ตามที่ศาลปกครองวินิจฉัยยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวไปก่อนหน้านี้ แต่ประเด็นที่ชาวบ้านติดใจ คือการใช้งบประมาณก่อสร้างสถานที่รักษาพยาบาล ว่าเป็นจริงหรือไม่ และมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยได้ยื่นเรื่องดังกล่าวให้กระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว
ขณะที่ นางวิรัญชนา ธันวรักษ์กิจ ตัวแทนกลุ่มชาวบ้าน 3 ตำบล กล่าวถึงการยื่นหนังสือให้พรรคเพื่อไทยตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวว่า ตนเองพร้อมชาวบ้าน 3 ตำบล ได้เคยคัดค้านการอนุมัติงบประมาณ 250 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพของประชาชน เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินการตรวจสอบสุขภาพไม่น่าเชื่อถือ
“ชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบมากถึง 250 ล้านบาท และปกติการเข้ารับการรักษาพยาบาลชาวบ้านก็ใช้บัตร 30 บาทอยู่แล้ว ทำไมต้องจัดสรรเงินให้มากขนาดนี้ ที่ผ่านมาสาธารณสุขยืนยันว่ายังไม่ได้อนุมัติงบประมาณดังกล่าว แต่กลับมีการก่อสร้างสถานที่รักษาพยาบาลของผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษในพื้นที่ ไหนจะค่าใช้จ่ายเอาเลือดและปัสสาวะชาวบ้านไปตรวจที่ห้องแล็บ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะได้รับการตรวจสอบด้วยเช่นกัน เพราะส่อเค้าว่ามีการใช้งบประมาณที่ไม่เกิดประโยชน์และไม่น่าจะโปร่งใส”นางวิรัญชนา กล่าว
ด้าน นายเอกรินทร์ เหลืองวิริยะ รองกรรมการผู้จัดการบริษัทเบตเตอร์ เวิลด์ฯ กล่าวว่า การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา จึงยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แน่ชัดว่า ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเกิดจากการประกอบกิจการโรงงานฯ ซึ่งหมายความว่าโรงงานมิได้เป็นผู้สร้างผลกระทบตามที่กลุ่มบุคคลเพียงกลุ่มเดียวกล่าวอ้างให้บริษัทฯ เสื่อมเสียชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลปัญหาด้านสุขภาพให้กับประชาชนในพื้นที่แล้ว จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีการตั้งของบประมาณสนับสนุนสูงถึง 250 ล้านบาทมาดำเนินการซ้ำซ้อนอีก



