
เปิดกลยุทธ์ "ห่างเพราะรัก" สิงคโปร์จัดเต็มสู้โควิด-19
โดยทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ คมัชัดลึก
เมื่อเดือนที่แล้ว วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 คนสิงคโปร์ทั่วประเทศรู้สึกตื่นตระหนกหลังรัฐบาลประกาศมีผู้ติดเชื้อเป็นอันดับ 3 ของโลก จำนวน 75 ราย ถ้าไม่นับ เรือสำราญไดมอนด์ ปรินเซส เรือไดมอนด์ ถือว่าเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก”จีน” !?!
ผ่านไป 1 เดือน สถิติ 16 มีนาคม สิงคโปร์หล่นมาอยู่อันดับที่ 27 มีผู้ติดเชื้อ 226 คน ยิ่งไปกว่านั้นคือยังไม่มีผู้เสียชีวิตเลยสักราย ทำให้หลายคนสงสัยว่าเกาะเล็ก ๆ ประมาณเท่า “เกาะภูเก็ต” ของไทย แต่มีประชากรอาศัยอยู่แออัดถึง 5.6 ล้านคน ทำไมป้องกันการระบาดของเชื้อร้ายตัวนี้ได้ดีเกินคาด
หนึ่งในปัจจัยของความสำเร็จ ไม่ใช่แค่รณรงค์ให้สวมหน้ากากอนามัย แต่มุ่งเน้นเป้าหมายไปที่การเว้นระยะห่าง ( social distancing ) ไม่อยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นหรือเว้นระยะ “ห่างเพราะรัก” หมายถึงป้องกันตัวเองไม่ไปใกล้ชิดสัมผัสกับคนรอบข้างโดยไม่จำเป็น เพราะนี่คือการแสดงออกว่า รักตัวเอง รักครอบครัว รักเพื่อร่วมงาน รักคนรอบข้าง เลยต้องขออยู่ห่าง ๆ
เนื่องจากเชื้อร้ายโควิด – 19 ตัวนี้ เป็นสายพันธุ์ใหม่ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคุณสมบัติทำให้ผู้ติดเชื้อกลายเป็น “พาหะโดยไม่รู้ตัว” เพราะหลายคนติดเชื้อแต่ไม่ป่วย ดังนั้นวิธีป้องกันดีสุดคือ “ห่างเพราะรัก” ไม่ต้องไปใกล้ชิดกับใครทั้งสิ้นโดยไม่จำเป็น ลดการสัมผัสแม้กระทั่งกับสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท เช่น สามี ภรรยา ลูก พ่อ แม่ เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง ฯลฯ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อคนเหล่านี้ไปสัมผัสอะไรมาบ้าง หรืออาจติดเชื้อแบบไม่รู้ตัวมาแล้วก็ได้
รวมถึงความร่วมมือของบริษัทจำนวนมากในสิงคโปร์ ที่ออกระเบียบฉุกเฉินให้พนักงาน “ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ” แต่ให้ทำงานอยู่บ้านแทน หรือที่เรียกว่า work from home เป็นมาตรการลดการเดินทาง ลดการอยู่ติดใกล้ชิดบุคคลอื่น ตอนนี้หลายประเทศเริ่มทำตามโดยขอให้ประชาชน “เว้นระยะห่างสังคม” หรือ “ social distancing” ซึ่งกำหนดระยะว่าควรห่างกัน 1 – 2 เมตรขึ้นไป เพื่อลดโอกาสที่จะไปสัมผัสเอาสารคัดหลั่งพวกน้ำมูก น้ำลาย ฯลฯ
ที่น่าสนใจคือคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือร่วมใจ “ห่างเพราะรัก” โดยไม่ต้องย้ำเตือน
เนื่องจากเป็นนโยบายจากหน่วยงาน 3 พันธมิตรไตรภาคี คือ กระทรวงแรงงาน ( MOM ) สหภาพสภาการค้าแห่งชาติ ( NTUC ) และสหพันธ์นายจ้างแห่งชาติสิงคโปร์ ( SNEF ) ที่ส่งเอกสารคำแนะนำอย่างรายละเอียด “วิธีเว้นระยะห่างจากสังคม” ให้ทุกบริษัทปฏิบัติตาม (Advisory on social distancing measures at the workplace)
โดยสรุปได้ดังนี้ 1 สนับสนุนให้นายจ้างสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานปลอดภัย ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกันมาก และให้พนักงานฝึกรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการสังเกต “สุขอนามัยตัวเอง” และกักตัวอยู่บ้านทันทีหากรู้สึกไม่สบาย
2 มาตรการ “ทำงานจากที่บ้าน” หรือ Work from home นั้น นายจ้างควรสนับสนุนและหากต้องการประชุม ควรใช้ระบบประชุมออนไลน์ผ่านวิดีโอ และช่วยเหลือพนักงานที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว ฯลฯ รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ไอทีที่จำเป็นให้ด้วย
3 มาตรการ “ห่างเพราะรัก” หรือ ลดระยะเวลาและความใกล้ชิดทางร่างกาย (Reduce duration and proximity of physical interactions) กำหนดให้ผู้จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกัน เช่น นั่งประชุมร่วมกันนั้น ไม่ควรทำเป็นห้องใหญ่ แต่ควรแบ่งเป็นห้องเล็ก ๆ หลายห้อง และนั่งหรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร
4 มาตรการสับหลีกเวลา (Stagger working hours) ให้นายจ้างลดปรับเปลี่ยนช่วงเวลารวมตัวกันของพนักงาน เช่น เวลาทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดความแออัดตอนรอหรือตอนอยู่ในลิฟต์ช่วงเวลาเร่งด่วนก่อนเข้าทำงานหรือเลิกทำงาน เช่น จากเดิมเข้าทำงาน 9 โมงเช้า ให้เปลี่ยนเป็นแบ่งกลุ่มเข้ามาทำงานได้ตั้งแต่ 7.30 – 10.30 น. ยิ่งไปกว่านั้นยังควรสับหลีกเวลาพักกลางวันด้วย
5 ให้เลื่อนหรือลดกิจกรรมที่ไม่สำคัญ เช่น งานเฉลิมฉลอง งานประชุมสัมมนา ต้องไม่ควรเกิน 250 คน โดยจัดให้อยู่ห่าง 1 เมตรและให้คัดกรองอุณหภูมิร่างกาย หลีกเลี่ยงการจับมือ
ทีมรายงานพิเศษ คมชัดลึก



