ข่าว

แปลงวิกฤติ"โควิด-19"เป็นโอกาสรถรางไฟฟ้าเชียงใหม่

แปลงวิกฤติ"โควิด-19"เป็นโอกาสรถรางไฟฟ้าเชียงใหม่

18 มี.ค. 2563

แปลงวิกฤติ"โควิด-19"เป็นโอกาส หอฯเชียงใหม่จี้รัฐเร่งคลอดรถไฟฟ้า3สาย 

       แปลงวิกฤติ“โควิด-19” เป็นโอกาสของรัฐบาลในการเร่งก่อสร้างโครงการระบบขนส่งมวลชนเมืองเชียงใหม่ หลังสภาหอการค้าออกมาเรียกร้องให้เร่งปักหมุดก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 สายพร้อมกันประกอบด้วย สายสีแดง สายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน หวังช่วยเติมเม็ดเงินในระบบช่วยฟื้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับคืนมาส่งผลต่อการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ในระยะยาว ขณะผู้ว่าฯรฟม."ภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ"ยืนยันความพร้อมหากรัฐบาลไฟเขียว

แปลงวิกฤติ"โควิด-19"เป็นโอกาสรถรางไฟฟ้าเชียงใหม่

สมชาย เอื้อวงษ์ชัย กรรมการเลขาธิการหอการค้าเชียงใหม่

 

     "ในภาวะที่กำลังวิกฤติจากโควิด-19 โดยเฉพาะเชียงใหม่ที่มีรายได้หลักจากท่องเที่ยว ช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวจีนรายได้ลดวูบเลย ดีที่มีฝรั่งมาช่วยไว้ ตอนนี้ทั้งฝรั่งทั้งจีนไม่มีเลย ไม่รู้จะเป็นเช่นนี้อีกนานแค่ไหน ถ้าเรามีสิ่งที่มาเติมมันทำให้รู้สึกว่ายังมีความหวัง โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยสร้างงานสร้างรายไได้ ชาวบ้านจะได้มีงานทำ  ภาคธุรกิจก็จะมองถึงการซื้อขายที่ดิน ธุรกิจการก่อสร้างรวมไปถึงการวางแผนรวมที่ชัดเจนขึ้น อย่างที่ผมบอกไปทำเส้นเดียวได้ประโยชน์น้อยจากร้อยเปอร์เซนต์ได้แค่ยี่สิบเปอร์เซนต์ ถ้าเราทำทีเดียว 3 เส้นมนัก็จะได้ทั้งระบบ เพราะว่าระบบขนส่งสาธารณะของเชียงใหม่เป็นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ"

      บางช่วงบางตอนที่"สมชาย เอื้อวงษ์ชัย"กรรมการเลขาธิการหอการค้าเชียงใหม่กล่าวถึงการจัดระเบียบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ระหว่างการเสวนาหัวข้อ“Red Line Chiang Mai จากรถไฟฟ้ามหานครสู่รถไฟฟ้าเมืองภูมิภาค”ในงานสัมมนาสื่อมวลชน (Press Seminar) โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องดอยหลวง โรงแรมแคนทารีฮิลล์ จังหวัดเชียงใหม่ จัดโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)เมื่อเร็ว ๆ นี้

     โดยเขาชี้ว่าสายสีแดงมุ่งเป้ารับนักท่องเที่ยวหรือผู้มาร่วมประชุมจากสนามบินไปยังศูนย์ประชุมนานาชาติ หากแต่ความเป็นจริงนั้นผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปยังศูนย์ประชุมฯนั้นจะต้องแวะเข้าที่พักก่อน ซึ่งโรงแรมที่พักส่วนใหญ่อยู่ในเมืองเป็นเส้นทางของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ขณะที่สีเขียวจะเชื่อมกับสายสีน้ำเงินที่ไปเชื่อมกับสถานีรถไฟและมีจุดหมายปลายที่อ.บ้านทิ จ.ลำพูน ซึ่งเป็นจุดที่มีการก่อสร้างสนามบินแห่งที่สอง หากรถไฟฟ้าทั้งสามเส้นทางเสร็จพร้อมกันรับรองว่าเชียงใหม่กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง

      "ตอนนี้ท่องเที่ยวต้องยอมรับนิ่งสนิทไม่่ใช่เฉพาะเชียงใหม่หรือประเทศไทยแต่มันเป็นภาพรวมของโลกเลยว่าวิกฤติโควิด-19 ไม่มีใครคาดคิด เราต้องร่วมมือร่วมใจแก้วิกฤติตรงนี้  ตอนนี้เราอยู่ในสองทางคือได้กับเสีย บางทีในระยะสั้นถ้าเราระวังมากเราก็เสียการท่องที่ยว แต่ถ้าไม่ระวังบางครั้งอาจใหญ่กว่าแล้วถ้าเกิดเข้าสู่ระยะที่ 3 มันจะไปกันใหญ่  ถ้าเกิดเรายอมเจ็บตัวตอนนี้ทุกอย่างเรายอมหยุด แต่ต้องเงินในระบบยังไงให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ ช่วงวิกฤตินี้จึงเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐเร่งระบบโครงการพื้นฐานทำเลยตอนนี้จะได้ประโยชน์สูงสุด" 

      สมชายย้ำว่าหากเป็นไปได้หากให้เลื่อนมาปักหมุดเริ่มโครงการในปี 2564 เพื่อจะได้แล้วเสร็จก่อนปี 2570 โดยให้ดำเนินการพร้อมกันทั้งสามสายเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เนื่องจากทางภาคเอกชนและประชาชนมีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่อยู่ที่ีรัฐบาลจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร 

     ขณะที่ ภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการรฟม.แจงรายละเอียดรถไฟฟ้าสายสีแดงว่ารฟม.ได้รับมอบนโยบายจากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ในการพัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรในเขตเมืองทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนเมืองหลักในภูมิภาค ซึ่งโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี เป็นหนึ่งในโครงการระบบขนส่งมวลชนในเมืองภูมิภาคที่ รฟม. ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินโครงการ 

     โดยมีรูปแบบเป็นระบบรถรางไฟฟ้า (LRT/Tram) ทางวิ่งผสมระดับดินและใต้ดิน มีแนวเส้นทางตามแนวเหนือใต้ ระยะทางรวมประมาณ 16 กิโลเมตร มีจำนวนสถานีทั้งหมด 16 สถานี แบ่งเป็นสถานีระดับพื้นดิน 9 สถานี และสถานีใต้ดิน 7 สถานี ได้แก่ สถานีโรงพยาบาลนครพิงค์ สถานีศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ สถานีสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี สถานีศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ สถานีแยกหนองฮ่อ สถานีโพธาราม สถานีข่วงสิงห์ สถานีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สถานีขนส่งช้างเผือก สถานีมณีนพรัตน์ สถานีประตูสวนดอก สถานีแยกหายยา สถานีแยกท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ สถานีท่าอากาศยานเชียงใหม่ สถานีบ้านใหม่สามัคคี และสถานีแม่เหียะสมานสามัคคี 

      รถไฟฟ้าสายนี้จะมีอาคารจอดแล้วจร (Park & Ride) จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณจุดเริ่มต้นโรงพยาบาลนครพิงค์ รองรับรถยนต์ส่วนบุคคลประมาณ 1,600 คัน และรถจักรยานยนต์ 800 คัน และบริเวณที่ว่างข้างสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ รองรับรถยนต์ส่วนบุคคลประมาณ 1,200 คัน และรถจักรยานยนต์ 2,800 คัน มีศูนย์ซ่อมบำรุงของโครงการตั้งอยู่บริเวณแยกหนองฮ่อ ขนาดพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ โดยมีกรอบวงเงินลงทุนโครงการรวมประมาณ 27,000 ล้านบาท

    ปัจจุบันการดำเนินงานอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษารายละเอียดความเหมาะสม ออกแบบ และจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา ซึ่งตามแผนงานเมื่อการศึกษาออกแบบแล้วเสร็จคาดว่าจะสามารถนำเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการจากคณะรัฐมนตรีประมาณกลางปี 2564 และเริ่มก่อสร้างภายในปี 2565 โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2570 ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์จะเป็นการเพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐาน มีความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงสามารถลดการใช้รถยนต์โดยรวมบนท้องถนน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ได้อีกด้วย

     “ในส่วนของปัญหาการดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดงที่กังวลนั้น มี 2 เรื่อง คือ 1. การจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและการส่งมอบพื้นที่ 2. การรื้อย้ายสาธารณูปโภคใต้ดิน แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามแผน เพราะได้รับความร่วมมือจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในส่วนของการทำความเข้าใจกับผู้ที่ถูกเวนคืน รวมไปถึงการอนุรักษ์เมืองระดับโลก ซึ่งทุกอย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”ผู้ว่าฯรฟม.กล่าวย้ำ 

   

      สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าในเมืองภูมิภาคอื่น ๆ ได้แก่ โครงการระบบขนส่งมวลชน จ.ภูเก็ต ช่วงท่าอากาศยานฯ – ห้าแยกฉลอง และโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีเขียว ช่วงตลาดเซฟวัน – สถานคุ้มครองฯ บ้านนารีสวัสดิ์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการ ซึ่งโครงการดังกล่าว จะให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) สัญญาสัมปทาน 30 ปี โดยมีมูลค่าโครงการ 27,000 ล้านบาทนั้น แบ่งเป็น ค่าเวนคืนที่ดิน และค่างานโยธา ที่รัฐบาลจะลงทุนประมาณ 80% ของมูลค่าโครงการฯ หรือวงเงิน 17,000 ล้านบาท

     โดยเอกชนลงทุนค่างานระบบรถไฟฟ้า 20% ของมูลค่าโครงการฯ หรือวงเงิน 5,000 ล้านบาทอัตราผลตอบแทนการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) จะอยู่ที่ประมาณ 13% ขณะที่ ปริมาณผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการนั้น คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 16,000 คนในปีแรกที่เปิดให้บริการ โดยชั่วโมงเร่งด่วนจะมีผู้โดยสาร 1,200 คน/ชั่วโมง และเพิ่มขึ้นเป็น 42,300 คนในปี 2600 ในส่วนของอัตราค่าโดยสารนั้น เบื้องต้นจะเริ่มต้นที่ 15-30 บาทต่อคนต่อเที่ยว

     ส่วนจ.พิษณุโลกสายสีแดง ช่วงม.นเรศวร – เซ็นทรัลฯพิษณุโลก คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้รฟม. ดำเนินกิจการรถไฟฟ้าฯ จ.พิษณุโลกด้วย ซึ่งหากการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าในเมืองภูมิภาคแล้วเสร็จก็จะทำให้การเดินทางมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมด้วย