ข่าว

เทงบ1.7หมื่นล้านพยุงเศรษฐกิจสู้ไวรัส

เทงบ1.7หมื่นล้านพยุงเศรษฐกิจสู้ไวรัส

18 มี.ค. 2563

รัฐสั่งแจกหน้ากากอนามัยให้โรงพยาบาลจากวันละ 7 แสนเป็น 1 ล้านชิ้น พร้อมลดค่าน้ำ-ไฟลง3% ด้าน "ศักดิ์สยาม" ไฟเขียวยกเว้นค่าธรรมเนียมเปลี่ยนตั๋วเดินทาง หลังยกเลิกสงกรานต์เม.ย.นี้

           วันที่ 17 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติงบกลาง 17,310 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง โดยในส่วนของการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโควิด-19  แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ส่วนราชการ 9,002 ล้านบาท โดยกระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรร 5,488 ล้านบาท  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้รับ 1,551 ล้านบาท กรมควบคุมโรค 520 ล้านบาท สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 3,260 ล้านบาท ขณะกระทวงพาณิชย์ได้รับการจัดสรร 108 ล้านบาท สำหรับชดเชยโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยทั้ง 11 โรงงาน ที่ต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นมาก

 

 

 

 

 

           “รัฐบาลทำเต็มที่กับการจัดสรรหน้ากาอนามัยให้เพียงพอ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับโรงงงานทั้ง 11 แห่ง เพื่อปรับไลน์การผลิตให้มากขึ้น จากเดิม 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน เป็น 1.76 ล้านชิ้นต่อวัน โดยจำนวนที่เพิ่มขึ้น 560,000 ต่อวันนั้น เราจะจัดสรรให้หน่วยงานทางการแพทย์ โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จากเดิมที่ได้รับการจัดสรร 7 แสนชิ้นต่อวัน เป็น 1 ล้านชิ้นต่อวัน โดยเป็นของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 500,000 ชิ้นต่อวัน โรงพยาบาลนอกสังกัด 70,000 ชิ้น โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย 100,000 ชิ้น โรงพยาบาลเอกชน 200,000 ชิ้น โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร 80,000 ชิ้น และจัดสรรตามมาตรการกักกันตัว 50,000 ชิ้นต่อวัน ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดเตียงสำหรับดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ไว้ทั้งหมด 6,063 เตียง” น.ส.รัชดา ยืนยัน

           สำหรับส่วนที่ 2 นั้น น.ส.รัชดา บอกว่า เป็นส่วนของโครงการการจ้างงานอีก 2,700 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน อัตราค่าจ้างไม่เกิน 9,000 บาทต่อเดือน

           “สำหรับหน้ากาอนามัยที่ยึดมาจากผู้ที่โก่งราคา ของกลางในส่วนดังกล่าวเราจะนำมาจัดสรรให้โรงพยาบาล อย่างไรก็ตามสุดท้ายหากศาลมีคำสั่งว่าต้องคืนของกลาง รัฐบาลจะจ่ายเป็นเงินให้แทนเพื่อให้เราสามารถจัดสรรหน้ากากอนามัยให้หน่วยงานที่ต้องการก่อน ขณะที่ปัญหาการกักตุนและขายสินค้าเกินราคา วันนี้กระทรวงพาณิชย์ รายงาน ครม. ว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อป้องกันและปราบปราบการกักตุนและขายสินค้าเกินราคา โดยแบ่งเป็นทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจ ประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด เจ้าหน้าที่ปกครอง ตำรวจ กอ.รมน.จังหวัด” น.ส.รัชดา กล่าว

ไฟเขียวลดค่าไฟฟ้า-น้ำประปา

           ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยมาตรการด้านไฟฟ้า (การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) จะลดค่าไฟฟ้าร้อยละ 3 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน–มิถุนายน 2563) คาดว่าจะใช้งบประมาณรวม 5,160 ล้านบาท แบ่งเป็น การไฟฟ้านครหลวง ประมาณ 1,600 ล้านบาท และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคประมาณ 3,560 ล้านบาท โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานดำเนินการลดค่าไฟฟ้าในอัตราร้อยละ 3 และพิจารณาใช้เงินคืนรายได้เพื่อให้การไฟฟ้ามีฐานะการเงินตามเกณฑ์ที่กำหนด มาเป็นแหล่งเงินในการสนับสนุนการลดค่าไฟฟ้า

           นอกจากนี้ขยายระยะเวลาการชำระค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการเฉพาะอย่าง (ธุรกิจโรงแรม และกิจการให้เช่าพักอาศัย) โดยไม่คิดดอกเบี้ย ตลอดระยะเวลาการผ่อนผันโดยไม่มีการงดจ่ายไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว และผ่อนผันได้ไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบบิล สำหรับใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2563 ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่

ลดค่าน้ำประปาอัตราร้อยละ3

           ส่วนการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก รวม 22.17 ล้านราย วงเงิน 32,700 ล้านบาท แบ่งเป็น การไฟฟ้านครหลวง จำนวน 3.87 ล้านราย วงเงิน 13,000 ล้านบาท และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 18.30 ล้านราย วงเงินประมาณ 19,700 ล้านบาท สามารถใช้สิทธิขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าที่วางไว้ตามขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า ทั้งนี้ผู้วางหลักประกันการใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบสิทธิและแจ้งความประสงค์ พร้อมยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อขอคืนเงินประกันผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจะออกประกาศการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า โดยการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเร่งกำหนดแนวทางปฏิบัติและรายละเอียดในการดำเนินการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต่อไป

           ด้านมาตรการด้านน้ำประปา (การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค) ลดค่าน้ำประปาในอัตราร้อยละ 3 ให้ผู้ใช้น้ำทุกประเภท เป็นระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่รอบการใช้น้ำเดือนเมษายน–มิถุนายน 2563 คาดว่าจะใช้งบประมาณรวม 330 ล้านบาท แบ่งเป็น การประปานครหลวง 130 ล้านบาท การประปาส่วนภูมิภาค 200 ล้านบาทพร้อมขยายระยะเวลาการชำระค่าน้ำประปา สำหรับผู้ใช้น้ำที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจโรงแรมและกิจการให้เช่าพักอาศัย โดยไม่คิดดอกเบี้ย สามารถผ่อนชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน ของแต่ละรอบใบแจ้งค่าน้ำประปา สำหรับรอบการใช้น้ำเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2563 รวม 30,900 ราย แบ่งเป็น การประปานครหลวง จำนวน 900 ราย และการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 30,000 ราย

เร่งคืนค่ามีเตอร์ไฟได้ปลายมี.ค.

           ขณะเดียวกัน คืนเงินประกันการใช้น้ำให้ผู้ใช้น้ำประเภทที่ 1 ที่พักอาศัย รวม 5.7 ล้านราย วงเงิน 2,834 ล้านบาท แบ่งเป็น การประปานครหลวง จำนวน 2 ล้านราย วงเงิน 1,034 ล้านบาท และการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 3.7 ล้านราย วงเงิน 1,800 ล้านบาท ทั้งนี้ผู้วางเงินประกันการใช้น้ำสามารถตรวจสอบสิทธิและแจ้งความประสงค์เพื่อขอคืนเงินประกันผ่านช่องทางต่างๆ

            นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึง มาตรการการคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้ประชาชน ว่าเรื่องนี้ทางการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้หารือกันแล้ว คาดว่าน่าจะดำเนินการได้ปลายเดือนมีนาคมนี้ ประชาชนจะสามารถยื่นขอการคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟได้ โดยกรอกแบบฟอร์มที่การไฟฟ้าในพื้นที่ของตัวเอง หรือทางออนไลน์ ซึ่งจะมีการแจ้งรายละเอียดในภาพรวมอีกครั้ง

           รายงานข่าวแจ้งว่าการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้ผู้ใช้ไฟทุกประเภทรวมทั้งมีมาตรการขยายการชำระค่าไฟฟ้าสำหรับกิจการเฉพาะอย่างโรงแรม ที่พักอาศัยโดยไม่มีดอกเบี้ยตลอดระยะเวลาผ่อนผันไม่เกิน 6 เดือน โดยพรุ่งนี้ กกพ.จะมีการประชุมเพื่อลงรายละเอียด และจะแถลงพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) อีกครั้ง

ยกเว้นค่าธรรมเนียมตั๋วโดยสาร

           ส่วนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และระบบขนส่งมวลทุกประเทศที่จะต้องมีการจองตั๋วเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนนั้น ให้ผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้าสามารถเปลี่ยนวันเดินทางได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด

           นอกจากนี้ได้สั่งการให้กรมทางหลวง (ทล.) ไปพิจารณาการยกเลิกตามประกาศของครม.ที่ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางของทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สาย 7 และสาย 9 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร หรือย้ายไปให้มีผลที่ ครม.จะประกาศใหม่ เพื่อไม่ให้ประชาชนมีการเดินทาง

           นายมาโนช สายชูโต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่าหลังจากรัฐบาลส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะมีการเลื่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 2563 ไปเดือนกรกฎาคมปีนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ในส่วนแนวทางของบขส.เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว โดยในส่วนของประชาชนผู้เดินทางที่มีความประสงค์จะขอเลื่อนตั๋วจากช่วงเดือนเมษายนเป็นเดือนกรกฎาคมนั้น สามารถดำเนินการได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ขณะที่ผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะยกเลิกการเดินทางโดยคืนตั๋วที่จองไว้นั้นก็จะได้รับเงินคืนเต็มจำนวน

           ทั้งนี้ในส่วนของบขส.ในช่วงที่มีการเปิดจองตั๋วเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พบว่ามียอดการจองตั๋วเกือบ 100% ของจำนวนที่นั่งที่มีแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีที่ผ่านมา บขส.มียอดการใช้บริการเฉลี่ยวันละ 120,000 คน ขณะที่ปกตินอกเทศกาลจะมีประชาชนเดินทางเฉลี่ยวันละ 60,000 คน

รฟท.-บินไทยพร้อมคืนเงิน 

           นายสุภัทร์ วรวัฒนนุทัย รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการโดยสาร รักษาการแทนผู้อำนวยการฝ่ายบริการโดยสาร การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า  เบื้องต้นที่ประชุมเห็นควรให้คืนเงินค่าโดยสารเต็มจำนวน โดยไม่หักค่าธรรมเนียมคืนตั๋วให้ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วโดยสารก่อนวันที่ 17 มีนาคม และไม่ต้องการเดินทางต่อ โดยสามารถขอคืนตั๋วได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่ง ส่วนผู้ที่ต้องการเลื่อนการเดินทางสามารถเลื่อนการเดินทางออกไปได้มากกว่า 1 ครั้ง จากระเบียบเดิมที่ให้เลื่อนการเดินทางได้เพียงครั้งเดียว

           นอกจากนี้ รฟท.จะยกเลิกขบวนรถโดยสารเที่ยวพิเศษช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบด้วย ขบวนรถพิเศษที่ให้บริการเสริมวันที่ 10-11 เมษายน และ 15-16 เมษายน รวมขาไปและกลับ 12 ขบวน แต่จะยังเตรียมพร้อมไว้รองรับหากความต้องการเดินทางยังมีจำนวนมาก ส่วนขบวนรถเที่ยวปกติยังคงเปิดให้บริการตามตารางเดินรถเดิม โดยข้อสรุปทั้งหมดจะถูกเสนอให้ผู้ว่าการ รฟท.พิจารณาอนุมัติภายในวันนี้ จากนั้นจะมีการออกเป็นประกาศ รฟท.ภายในวันพฤหัสบดีนี้ และประชาชนสามารถไปขอคืนเงินได้ทันที แต่ขอความร่วมมือประชาชนที่ต้องการขอเงินคืนให้ทยอยดำเนินการเพื่อความสะดวกของทุกฝ่าย

           นายวิวัฒน์ ปิยะวิโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในส่วนของการบินไทย หากผู้โดยสารคนใดจองตั๋วล่วงหน้าที่จะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ แต่ครม.ประกาศให้ยกเลิกช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อไม่ให้คนเดินทางนั้น ผู้โดยสารสามารถมายกเลิก เปลี่ยนวันเวลาที่จะเดินทางได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมเดินทางแต่อย่างใด

 

 

 

 

ยันอาหารมีเพียงพอและส่งตปท.

           ขณะที่นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการสะสมสินค้ากลุ่มอาหารของประชาชนในช่วงนี้ โดยมีการเข้าไปสะสมสินค้ากลุ่มอาหารจำนวนมากตามห้างค้าปลีกขนาดใหญ่และร้านสะดวกซื้อต่างๆ จนสินค้าที่วางขายหมดในเวลาอันรวดเร็วนั้น การไปซื้อสินค้าพร้อมกันทำให้พนักงานเติมสินค้าไม่ทัน แต่กำลังการผลิตของโรงงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมอาหารประเทศไทยยังมีเพียงพอและเหลือเฟือ โดยพิจารณาจากอัตราการใช้กำลังการผลิตในช่วงปีที่ผ่านมากว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตที่มีทั้งหมดเท่านั้น สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารยังสามารถรองรับได้ เพราะยังเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกจนเต็มศักยภาพการผลิต ดังนั้นขอยืนยันว่าปัญหาการขาดแคลนสินค้ากลุ่มอาหารในประเทศไทยไม่เกิดขึ้นแน่นอน

           “คนไทยและนักท่องเที่ยวบริโภคอาหารรวมกัน คิดเป็นมูลค่าปีละประมาณ 2 ล้านล้านบาท ปีนี้แม้มีสถานการณ์นักท่องเที่ยวมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง การบริโภคอาหารในกลุ่มนักท่องเที่ยวลดลงตาม ผู้ประกอบการก็สามารถปรับมาขายคนในประเทศได้แต่ค่าบริการจะลดลงไปบ้าง บวกกับมีการตื่นสะสมสินค้ากลุ่มอาหารของประชาชนเพิ่มมากขึ้น จึงเชื่อว่ายอดบริโภคสินค้ากลุ่มอาหารในประเทศ จะยังคงอยู่ในระดับประมาณ 2 ล้านล้านบาทเช่นเดิม หรือเสมอตัวเท่าๆ กับปีที่ผ่านมา” นายวิศิษฐ์ กล่าว

           นายวิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า การส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารในภาพรวมที่มียอดแต่ละปีประมาณ 1 ล้านล้านบาท ปกติส่งออกเติบโตร้อยละ 3-5 มาโดยตลอด ปีนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นอานิสงส์ด้านบวกและส่งผลดีต่อเกษตรกรในประเทศที่เดิมมีผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า แต่ขณะนี้แนวโน้มเงินบาท เริ่มอ่อนค่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยเริ่มกลับมาดีขึ้น รายได้ของอุตสาหกรรมอาหารส่งออกและเกษตรกร ก็มีโอกาสที่จะปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

           “ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตยังไม่ทันผลิตสินค้ากลุ่มอาหารเพื่อส่งออกต่างก็ทราบว่าจะขาดทุน แต่ปีนี้สถานการณ์ดีขึ้นและยังมีโอกาสลุ้นว่าอาจจะทำกำไรได้อีกด้วย” นายวิศิษฐ์ กล่าว