
ปิดสถานศึกษา-บริการ "ผับ-บาร์-สนามม้า-มวย"14วัน
"บิ๊กตู่" ย้ำยังไม่ปิดประเทศ-ปิดเมือง ใช้มาตรการเข้มเพื่อชะลอ "โควิด-19" สู่ระยะที่ 3 เลื่อนหยุดสงกรานต์ 13-15 เม.ย. สธ.พบติดเชื้อเพิ่ม 30 ราย เกี่ยวข้องกลุ่มเก่าสนามมวย-ผับและกลุ่มใหม่ ทำยอดสะสมทะลุ 177 ราย
จากสถานการณ์ระบาดไวรัส โควิด-19 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)
อ่านข่าว-ประกาศปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ ดีเดย์พรุ่งนี้วันแรก
นายกฯกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้สถานบริการในเขตกทม.และปริมณฑล หยุดบริการเป็นเวลา 14 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม ซึ่งรวมถึงโรงหนัง สถานบันเทิง ผับ บาร์ ร้านนวดไทย นวดโบราณ ที่เป็นร้านที่เข้ากฎหมายว่าด้วยสถานบริการให้ปิดทั้งหมด นอกจากนี้ให้งดกิจกรรมอื่นๆ ทั้งคอนเสิร์ตและกิจกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ ที่ประชุมครม.ยังมีมติให้งดวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน โดยให้เลื่อนวันหยุดไปก่อน และจะให้ไปชดเชยในวันเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งงดกิจกรรมย้ายคนข้ามจังหวัด รวมถึงแรงงานต่างด้าว ตอนนี้รัฐบาลจะชะลอระยะที่ 3 ให้นานที่สุด โดยใช้มาตรการควบคุมโควิด-19
ทั้งนี้ จะลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคโดยจะปิดบางสถานที่ที่สามารถแพร่เชื้อได้ง่าย เช่น สถานศึกษา มหาวิทยาลัยและสถานที่มารวมกันเป็นกิจวัตรที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อง่าย ต้องปิดชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เช่น สนามมวย สนามกีฬา สนามม้า และเพิ่มมาตรการป้องกันสำหรับที่ที่ยังเปิดอยู่ เช่น ตลาด ห้างร้าน ร้านอาหาร สถานที่ราชการ รวมทั้งลดความแออัดทางการเดินทาง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จากการประชุมศูนย์บริหารจัดการโควิด-19 ได้นำเสนอเข้าครม.เพื่อลดการแพร่ระบาดจากกรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดอื่นๆ ทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจร่วมกัน โดย ครม.ได้เห็นชอบทั้งหมด 6 ด้านคือ ด้านการสาธารณสุข เวชภัณฑ์ ด้านข้อมูล การร้องเรียน ป้องกัน การเยียวยา ด้านการสาธารณสุขยังไม่มีการปิดเมืองหรือปิดประเทศ การห้ามเข้าออกโดยสมบูรณ์ แต่เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศไทย ผู้เข้าเมืองต้องมีมาตรการเข้มงวด เช่น มีใบรับรองแพทย์ ทำประกัน โดยใช้มาตรการเดียวกัน ทั้งบก น้ำ อากาศ ใช้แอพพลิเคชั่นติดตามตัวเพื่อให้สามารถติดตามได้ โดยจะห้ามข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เดินทางไปต่างประเทศ และเตือนประชาชนให้งดการเดินทางในประเทศ เขตต่อเนื่องที่มีการติดต่อโรค พัฒนาการกักกันผู้ที่มีความสงสัย
นอกจากนี้ จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ สถานที่ ชุดป้องกัน เครื่องมือ เวชภัณฑ์ โดยมีการจัดซื้อแล้ว เร่งผลิตเวชกรรมป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ โดยจะสำรวจอุปกรณ์ป้องกันเพื่อให้จัดหาได้เพียงพอ เร่งผลิตหน้ากากผ้า ส่งเสริมให้ประชาชนใช้เมื่อเข้าที่ชุมชน นำหน้ากากอนามัยที่ยึดได้มาใช้ พร้อมตรวจสอบการกักตุนการจำหน่ายสินค้าออนไลน์และการระบายสินค้า นอกจากนี้ให้ชะลอคนไทยในต่างประเทศเดินทางกลับประเทศไทย
มีรายงานว่า มีคำสั่งห้ามข้าราชการลาหยุดช่วงวันที่ 13-15 เมษายนนี้
งัดมาตรการคุมเข้มระบาด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการ ประกอบด้วย 1.ให้ผู้เดินทางมาจากประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง ถูกคุมไว้สังเกตตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน 2.พัฒนาระบบและกลไกการกักกันผู้ที่เป็นหรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัย 3.กำหนดมาตรการลดความเสี่ยงสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง เช่น มีใบรับรองแพทย์ มีประกันสุขภาพ มีที่พำนักที่สามารถติดต่อได้ในประเทศไทย หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่สามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้ รวมทั้งคนไทยที่พำนักอาศัยต่างประเทศ ให้ชะลอการเดินทางกลับประเทศไทยจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น 4.ห้ามข้าราชการ พนักงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ เดินทางไปต่างประเทศยกเว้นมีเหตุจำเป็น และเตือนประชาชนให้งดการเดินทางไปในประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง
สำหรับสาเหตุที่ต้องปิดสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น ขอให้เจ้าของสถานที่ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวทำบิ๊กคลีนนิ่ง โดย สธ.จะเข้าไปให้คำแนะนำว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความปลอดภัย ภายในระยะเวลา 14 วันดังกล่าว เราจะพิจารณาว่ามีการทำให้สถานที่สะอาดเพียงพอหรือไม่ และจะเปิดในเวลาที่เหมาะสมต่อไป เราเข้าใจถึงความเดือดร้อนของผู้เกี่ยวข้อง แต่เราพิจารณาเรื่องความปลอดภัยก่อน
ยันที่ประชุมครม.ไม่มีปิดกทม.
ขณะที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมครม.ภายหลังมีกระแสข่าวออกมาว่าจะมีการปิดกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า ไม่ได้พูดว่าจะมีการปิดกรุงเทพฯหรือชัตดาวน์กรุงเทพฯ แต่ได้พูดตรงกันกับที่นายกรัฐมนตรีแถลงคือ มีการปิดสถานบันเทิง ผับ สถานบริการ นวดแผนโบราณ โรงมหรสพในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม เป็นการชั่วคราว 14 วัน เพราะการปิดกรุงเทพฯ หรือชัตดาวน์กรุงเทพฯ นั้น หมายถึงไม่ให้คนเข้าและออกจากพื้นที่ของกรุงเทพฯ ซึ่งในที่ประชุมครม.ไม่ได้มีการพูดถึงในประเด็นนี้และไม่ได้มีมติในเรื่องนี้
ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงว่า ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ข้อ 35 (1) สถานที่ซึ่งผู้คนมีการรวมตัวเบียดเสียดใกล้ชิด และเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อง่ายทางปาก เช่น การตะโกน ส่งเสียงเชียร์ สัมผัสถูกเนื้อต้องตัว หรือใช้สิ่งของร่วมกัน โดยเริ่มจากสั่งปิดสถานที่ต่างๆ ดังนี้ 1.สนามมวย 2.สถานบริการ 3.กิจการอาบ อบ นวด 4.สถานที่อาบน้ำ อบไอน้ำ อบสมุนไพร 5.กิจการโรงมหรสพ และ 6.สถานที่ออกกำลังกายที่เป็นพื้นที่ปิด ตั้งแต่วันที่ 18-31 มีนาคม เป็นเวลา 14 วัน รวมถึงขอความร่วมมือจากทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ให้ยกเลิกกิจกรรมที่จัดให้คนจำนวนมากมารวมตัวกัน ตามมาตรการเว้นระยะระหว่างบุคคล 1-2 เมตร และที่สำคัญคือหมั่นล้างมืออย่างถูกวิธี
ติดเพิ่ม30รายยอดสะสม177
ที่กระทรวงสาธารสุข(สธ.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ. แถลงข่าวสถานการณ์ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า วันนี้มีผู้ป่วยรายใหม่ยืนยันเพิ่ม 30 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้ กลุ่ม 1 ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 14 คน ได้แก่ กลุ่มสนามมวย 11 คน, กลุ่มสถานบันเทิง 1 คน และกลุ่มผู้สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีรายงานมาแล้ว 2 คน และกลุ่ม 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 16 คน ได้แก่ กลุ่มผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ 9 คน, กลุ่มทำงานใกล้ชิดสัมผัสต่างชาติ 1 คน และรอผลสอบสวนโรคเพิ่มเติม 6 คน ทั้งนี้ยังมีรอยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 22 คน สรุปมีผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านแล้ว 41 คน อยู่ในโรงพยาบาล 135 คน เสียชีวิต 1 คน ผู้ป่วยสะสมในประเทศไทยขณะนี้ 177 คน สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 1 คน ที่รักษาตัวอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูรยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ เบื้องต้นให้ทางระบาดวิทยา ทำแผนที่สถานที่ว่ามีจุดไหนที่พบมาก เช่น สนามมวย ผับต่างๆ โดยเฉพาะย่านทองหล่อ ซึ่งจะมีการประกาศในเว็บไซต์ เพื่อให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไป ส่วนห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ก็มีการดูแล แต่ขณะนี้ยังไม่พบ และล่าสุดเราขยายการคัดกรองจากเดิมมาจากจีน แต่หากมีประวัติเข้าไปยังสถานที่แออัด ไปสนามกีฬา สนามมวย ผับบาร์ และมีอาการผิดปกติให้รีบแจ้งเลย จะตรวจให้ฟรี
“ใครที่ไปเชียร์กีฬา สนามมวย ร้านอาหาร ผับ บาร์ โดยเฉพาะ 2 สัปดาห์นี้ หากมีอาการผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์ทันที หรือพี่น้องประชาชนพบเห็นใคร หรือใครลงโซเชียลว่าไม่มีที่รักษา หรือมีปัญหาอะไร ให้แจ้งเรามาที่สายด่วน 1422 เราจะประสานเจ้าหน้าที่ไปทันที” ปลัดสธ.กล่าว และว่า ต้องขอขอบคุณนายกฯ ได้มอบหมายกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ร่วมมือกัน โดยจะมีการประสานกับทางโรงแรมในการเตรียมสถานที่ ห้องพัก ให้แก่ผู้ป่วยที่อาการดีขึ้น หากไม่มีที่พักก็สามารถเข้าพักได้ ขณะนี้เตรียมพร้อมอยู่ พร้อมย้ำว่ายังอยู่ระยะ 2 และพยายามควบคุมไม่ให้ผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งต้องช่วยกันโดยเฉพาะประชาชน หากป่วยต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ หากไปสถานที่แออัดชุมชนต้องสวมหน้ากากผ้า หากทำงานที่บ้านได้ควรทำ
ชี้ค้นเจอคุมได้จำนวนไม่เพิ่ม
ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค คาดการณ์สถานการณ์เดือนเมษายนว่า ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่เมื่อดูจากผู้ป่วยในเวลานี้ พบว่า 1 ใน 3 เป็นคนกลับจากต่างประเทศ จำนวน 2 ใน 3 พบในไทย โดยมีปัจจัยเสี่ยงร่วมเป็นเหตุการณ์ใหญ่ อย่าง เวทีมวย ที่มีคนไปชมการแข่งขันชกมวยจำนวนมาก เมื่อวันที่ 6 มีนาคม กับสถานบันเทิง ซึ่งสองปัจจัยนี้มีความสำคัญ โดยหากสามารถป้องกันติดตามคนที่มีโอกาสได้รับเชื้อมาตรวจและแยกกัก 14 วันจนหมดอาการ หรือหากมีอาการเข้าสู่ตรวจวินิจฉัยและรีบรักษา จำนวนผู้ป่วยก็จะไม่มาก และทั้งหมดนี้ก็จะต้องอาศัยความร่วมมือ ใครที่มีความเสี่ยงขอให้สังเกตตนเองและป้องกันการแพร่ระบาดต่อ
“แม้ว่าวันนี้พบผู้ป่วยจากสนามมวยเพิ่มอีก 11 ราย แต่ยังไม่เห็นคนรุ่นถัดไปที่รับเชื้อจากผู้อยู่ในสนามเดียวกันเมื่อ 6 มีนาคม หากสามารถสอบสวนค้นหาเจอ และสามารถควบคุมได้จำนวนผู้ป่วยก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะเดือนเมษายนอากาศจะร้อนมาก ประกอบกับมติครม.ที่จะออกมาสนับสนุน” นพ.โสภณกล่าว
พบกลุ่มร่วมพิธีมาเลย์ติดเชื้อ1
วันเดียวกัน นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เปิดเผยหลังพบผู้ติดเชื้อรายแรกว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ทางจังหวัดได้รับผู้ที่มีความเสี่ยงที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางจากประเทศจีน 1 คน เกาหลี 2 คน อิหร่าน 1 คน ซึ่งทั้ง 4 คน พบว่าไม่ป่วย และใกล้จะครบเวลากักตัว 14 วันแล้ว ส่วนผู้ที่เดินทางไปชุมนุมทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซียนั้น มีคนปัตตานีไปร่วม 30 คน จาก 132 คน และสามารถติดตามตัวมาได้แล้ว 19 คน ทุกคนเข้ามาคัดกรองแล้ว พบว่ามี 7 คนที่มีไข้ แต่มี 1 คน เป็นชาย อายุ 65 ปี ซึ่งมีไข้สูงตั้งแต่วันแรก และวันนี้(17มี.ค.) ทางสาธารณสุขยืนยันว่าพบเชื้อไวรัสซึ่งบุคคลนี้ได้เดินทางกลับจากชุมนุมทางศาสนาที่มาเลเซียตั้งแต่วันที่ 3-4 มีนาคม ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการกักกันวางมาตรการทันทีและได้ทำบัญชีสอบสวนโรคขยายผลว่ามีใครได้สัมผัสหรืออยู่ด้วยกันหรือไม่ พร้อมกับแจ้งให้บุคคลที่สัมผัสให้แยกและกักกันตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ถ้าพบว่าใครที่สัมผัสมีไข้ก็จะนำมากักกันขั้นเด็ดขาด และในส่วน 6 คนที่ยังอยู่ในช่วงรอผลนั้น คาดว่าน่าจะรู้ผลในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตามหลังจากมีผู้ป่วยติดเชื้อมาจากการไปชุมนุมทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย ขอชี้แจงว่า ทั้ง 19 คนได้ถูกกักตัวแล้วตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ส่วนผู้ที่ถูกสัมผัสจาก 19 คนหลังจากกลับมาจากชุมนุมตั้งแต่วันที่ 2-13 มีนาคมนั้น หากผู้ใดรู้ตัวว่าสัมผัสบุคคลทั้ง 19 คนขอให้แยกตัวแล้วให้กักตัวเองที่บ้าน 14 วันดูอาการ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปสู่บุคคลอื่น
แจงไลน์เดือดงานเลี้ยงวันเกิด
ขณะที่ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม และ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกรณีที่มีการจัดเลี้ยงวันคล้ายวันเกิด นางภัทรมน เพ็งส้ม เลขานุการรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ที่มี ส.ส.และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐไปร่วมจำนวนมาก ซึ่งขัดแย้งกับมาตรการรัฐในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ว่า งานดังกล่าวจัดที่บ้านพักซึ่งเป็นพื้นที่เปิดจัดโต๊ะในระยะห่างพอสมควรใช้เวลาอยู่ในงานไม่มากนัก และการรวมตัวกันก็ไม่มาก มีประมาณ 20-30 คน โดยผู้จัดงานรู้ถึงสถานการณ์ แต่เป็นการจัดงานภายในเฉพาะคนที่สนิทกัน อีกทั้งก่อนเข้างานมีการฉีดแอลกอฮอล์เจลด้วย อย่างไรก็ตามเดิมทีงานดังกล่าวจะจัดใหญ่กว่านี้แต่เจ้าของงานลดขนาดลงมาเพื่อเป็นการให้ความร่วมมือกับรัฐบาล
ส่วนที่มี ส.ส.บางส่วนไม่เห็นด้วย จนมีการตอบโต้กันเองในไลน์กลุ่ม ส.ส.พรรคพลังประชารัฐนั้น เป็นความเห็นของคนสองคน ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นไปมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในพรรคการเมืองขนาดใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้(16 มี.ค.) น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐส่งข้อความในแชทไลน์ ส.ส.พรรค เพื่อเตือนเพื่อน ส.ส.ภายในกลุ่มเกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยงวันเกิดภรรยาของนายทศพล เพ็งส้ม คณะทำงานกฎหมายของพรรค เหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอาจถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ได้ และรัฐบาลมีมาตรการขอความร่วมมือออกมาแล้ว ทำให้ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เข้าไปตอบว่าให้แจ้งเจ้าของงาน และแจ้งทุกงานบวชงานแต่ง งานวันเกิดทั่วประเทศ ควรงดกิจกรรมด้วยในพื้นที่ของ น.ส.ฐิติภัสร์ ส่วน น.ส.ฐิติภัสร์กล่าวปฏิเสธแสดงความคิดเห็น ระบุเพียงว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ขอลงพื้นที่ทำงานก่อน”
เสนอปิดประเทศ-กักตัวจากตปท.
ที่พรรคเพื่อไทย(พท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค แถลงถึงผลการประชุมคณะทำงานศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและติดตามการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ขอให้รัฐบาลยกระดับมาตรการยุติการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด โดยเปิดปฏิบัติการค้นหาผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ ระงับการเพิ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้าประเทศจากทุกช่องทางโดยขอเสนอมาตรการขั้นเด็ดขาดให้นายกรัฐมนตรีเลือก 2 มาตรการคือ ประกาศปิดประเทศ (ล็อกดาวน์) ไม่รับผู้เดินทางจากต่างประเทศ 14 วัน หรือประกาศให้ผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ต้องถูกกักตัวเฝ้าระวังสังเกตอาการ 14 วัน อย่างเคร่งครัด โดยรัฐบาลประสานเช่าโรงแรมต่างๆ ที่ขณะนี้มีผู้เข้าพักน้อยอยู่แล้ว เป็นที่พักระหว่างการเฝ้าสังเกตอาการ 14 วัน โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีทำทันทีรวมทั้งต้องปรับปรุงการทำงานของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพ ให้มีผู้รับผิดชอบแต่ละด้านชัดเจน ทั้งด้านการแพทย์ ด้านการควบคุมป้องกัน ด้านอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการสื่อสาร ปฏิบัติการเร่งด่วน ทั้งหมดนี้ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ จบเร็ว คนไทยปลอดภัย เศรษฐกิจฟื้นเร็ว จึงจะเป็นชัยชนะที่แท้จริงของคนไทยและประเทศไทย
หมอระวีหนุนเปิดสภาวิสามัญ
ส่วนความเคลื่อนไหวพรรคฝ่ายค้านล่าชื่อขอเปิดสภาสมัยวิสามัญ เพื่อถกปัญหาการระบาดโควิด-19 ล่าสุด นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า "ท่ามกลางภาวะสงครามชีวภาพที่ประเทศต้องการ การร่วมแรงร่วมใจจากนักการเมือง ประชาชน ทุกฝ่าย ผมขอเสนอทางออกดังนี้ ขอให้ทางสภาจัดการประชุมปรึกษาหารือขึ้นเป็นเวลา 1 วัน ตั้งแต่ 09.00-21.00 น. โดยให้ทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลส่งตัวแทนพรรคละ 1-3 คนเข้าอภิปราย คนละไม่เกิน 10 นาที โดยมีสัดส่วนฝ่ายค้านและรัฐบาลใกล้เคียงกัน ถ้ารัฐบาลส่งรัฐมนตรีมาร่วมชี้แจง กำหนดเวลาให้รัฐมนตรี 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะไม่ใช่การซักฟอกรัฐบาล แต่เป็นการเสนอความคิดเห็นต่อรัฐบาลเท่านั้น
สำหรับมาตรการที่ครม.มีมติ 15 มาตรการรับมือสถานการณ์แพร่ระบาดดังนี้
1.ให้ผู้เดินทางมาจากประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง ยังไม่ประกาศเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายถูกคุมไว้สังเกตตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน
2.พัฒนาระบบและกลไกการกักกันผู้ที่เป็นหรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัย
3.กำหนดมาตรการลดความเสี่ยงสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง เช่น มีใบรับรองแพทย์ มีประกันสุขภาพมีที่พำนักที่สามารถติดต่อได้ในประเทศไทย หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่สามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้ รวมทั้งคนไทยที่พำนักอาศัยต่างประเทศ ให้ชะลอการเดินทางกลับประเทศไทยจนกว่าสถานการณ์การระบาดของโรคในประเทศจะดีขึ้น
4.ห้ามข้าราชการ พนักงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นมีเหตุจำเป็นสำคัญและเตือนประชาชนให้งดการเดินทางไปในประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง
ส่วนมาตรการยับยั้งการระบาดภายในประเทศ ประกอบด้วย
1.เลื่อนวันหยุดสงกรานต์ (13-15 เมษายน)
2.ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัดเบียดเสียด แบ่งออกเป็น ปิดชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย สำหรับสนามมวย สนามกีฬา สนามม้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปิดชั่วคราว 14 วัน สำหรับ ผับ สถานบันเทิง สถานบริการ นวดแผนโบราณ และโรงมหรสพในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
3.กำหนดมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์
4.งดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติ สถาบันกวดวิชา และทุกสถาบัน หรือปรับวิธีการเรียนการสอนเป็นทางออนไลน์ ให้ปิดชั่วคราวตั้งแต่วันพุธที่ 18 มีนาคม 2563 เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และให้สถานศึกษาดำเนินการป้องกันโรคตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
5.งดกิจกรรมรวมคนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น การจัดคอนเสิร์ต การจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ กิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และกีฬา เว้นแต่เป็นกิจกรรมที่มีความจำเป็นสำคัญ
6.งดกิจกรรมที่มีการเคลื่อนย้ายคนข้ามจังหวัดของหน่วยงานที่มีคนจำนวนมาก ได้แก่ ค่ายทหาร เรือนจำ โรงเรียน หรือหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ของโรค เช่น การตรวจคัดกรองคนก่อนเคลื่อนย้าย รวมถึงจำกัดการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างด้าว
7.ให้สถานที่ทำงาน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ลดความแออัด โดยเหลื่อมเวลาทำงาน เหลื่อมเวลาพักรับประทานอาหาร และจัดที่นั่งให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยให้หน่วยราชการทุกหน่วยทำแผนการเหลื่อมเวลาการทำงานและรายงานผลการปฏิบัติต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)
8.ส่งเสริมให้ใช้ระบบอินเทอร์เน็ต เช่น ประชุมทางไกลเพื่อให้บุคลากรทำงานที่บ้านทดแทนภาวะปกติประชุมทางไกลผู้ถือหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ และส่งเสริมระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการซื้อขายออนไลน์สำหรับประชาชนทั่วไป โดยให้หน่วยราชการทุกหน่วยทำแผนการทำงานจากบ้านและรายงานผล
9.ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ ในสถานที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานที่ราชการ และรัฐวิสาหกิจ เช่น คัดกรองอุณหภูมิก่อนเข้าอาคาร การวางเจลล้างมือในจุดที่มีการใช้ร่วมกัน การทำความสะอาดพื้นผิวและห้องสุขา จำกัดจำนวนคนเข้าใช้บริการในแต่ละช่วงเวลา
10.ร้านค้า ร้านอาหาร ให้มีมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อ เช่น การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส ห้องสุขา การคัดกรองอุณหภูมิก่อนเข้าร้าน การดูแลสุขภาพและป้องกันการติดเชื้อของพนักงาน เช่น ใช้หน้ากากผ้า การจัดเจลล้างมือ การจัดการขยะ
11.ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อในระบบขนส่งสาธารณะภายในประเทศ และเพิ่มความถี่ของการเดินรถ
12.ส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปใช้หน้ากากผ้าเมื่อเดินทางเข้าสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก และเร่งผลิตหน้ากากผ้าให้เพียงพอ
13.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 เพื่อจำกัด ดูแล การเคลื่อนย้ายที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาด หรือกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการจำกัดพื้นที่เสี่ยงตามข้อมูลที่มีการแพร่ระบาด และแจ้งมาตรการที่จะดำเนินการต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) ทราบและให้ความเห็นชอบโดยเร็ว พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกวัน
14.ให้มีการกำหนดให้ชาวต่างประเทศ รวมทั้งคนไทยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ให้มีการใช้แอพพลิเคชั่นติดตามตัว
15.ให้เร่งดำเนินการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคในทุกอำเภอ เขต หมู่บ้าน ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยด่วนและให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยในการดำเนินการเฝ้าระวัง



