
ตรวจแลปค้นหา "โควิด-19" ไม่ใช่ปัจจัยพิชิตโรค 100%
กรมวิทยฯ เผยตรวจแลปค้นหาโควิด-19 ไม่ใช่ปัจจัยพิชิตโรค 100%
อธิบดีกรมวิทย์ ไขข้อข้องใจ ตรวจแลปค้นหาเชื้อโควิดทั้งประเทศ..ไม่ยืนยันติดเชื้อ เหมือนเอาเงินไปเททิ้ง มั่นใจแบบผิดๆ ยกญี่ปุ่น ตรวจน้อยคุมโรคอยู่หมัด เพราะมาตรการกักตัว 14 วัน ตรวจทุกคนแต่ออกทำกิจกรรมเหมือนเดิมไม่เกิดประโยชน์ แนะโหลดแอพทำแบบประเมินความเสี่ยงติดเชื้อ
การปั่นกระแสเรียกร้องให้ตรวจแลปคัดกรองโรคโควิด-19 ฟรี !!! ให้กับประชาชนคนไทยทุกคน โดยไม่ต้องจำกัดวงเฉพาะกลุ่มเสี่ยง มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ หรือมีอาการบ่งชี้เข้าข่ายต้องสงสัย วันนี้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ออกมา ให้คำอธิบายเรื่องมาตรฐานห้องแลป การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทางห้องปฏิบัติการ
เริ่มต้นจากวิธีการตรวจค้นหาโรคโควิด-19 ซึ่งจะต้องตรวจด้วยการขูดเก็บเนื้อเยื่อบุคอ เนื้อเยื่อหลังโพรงจมูก เพื่อเก็บสารคัดหลั่ง วัตถุประสงค์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาโรค ตรวจหาภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และตรวจเพื่อการศึกษาวิจัยค้นหาวัคซีนในการป้องกันโรค
สำหรับการแปลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อค้นหาเชื้อโควิด-19 นพ.โอภาสอธิบายว่า จากวันที่ได้รับเชื้อจนถึงวันที่มีอาการ คือ ระยะฟักตัวของโรค 0-14 วัน หากผู้เข้ารับการตรวจยังไม่มีอาการ การอ่านแปลผลค่อนข้างยาก และตรวจพบค่อนข้างน้อย โดยส่วนใหญ่จะตรวจพบ 100% ต่อเมื่ออาการ อีกทั้งการตรวจทางแลปต้องทำควบคู่ร่วมกับการตรวจอาการ จึงจะแปลผลได้เที่ยงตรง
ยืนยันว่าตรวจฟรีทุกรายที่มีอาการ เพื่อควบคุมโรค การตรวจด้วยวิธีเจาะเลือดหลังรับเชื้อ 7 วัน ผลอาจยังไม่ขึ้น ผลที่ออกลบแปลไม่ได้ว่าติดเชื้อหรือไม่ เพราะอาจอยู่ในระยะฟักตัว ดังนั้นผู้ที่โชว์ผลตรวจเป็นลบ จึงยังวางใจไม่ได้และไม่ควรแปลผลเข้าข้างตัวเอง "การตรวจทุกคนจึงไม่ใช่การยืนยันได้ว่าติดเชื้อหรือไม่ เรื่องมันไม่ง่ายอย่างที่คิด นี่คือเหตุผลของการตรวจเฉพาะคนที่จำเป็นต้องตรวจ ซึ่งเราตรวจให้ฟรี"
"การตรวจหาเชื้อหรือตรวจหาภูมิคุ้มกัน ที่องค์การอนามัยแนะนำ ประเทศจีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ นำไปใช้ คือตรวจทางเดินหายใจเป็นหลัก ประเทศที่ตรวจเยอะที่สุด คือ เกาหลีใต้ แต่ไม่ใช่การตรวจทั้งประเทศ เป็นการตรวจเฉพาะ 2 เมืองที่มีการแพร่ระบาด ขณะที่ประเทศที่ตรวจน้อยแต่ควบคุมได้ดี คือ "ญี่ปุ่น" ซึ่งตรวจน้อยมากแต่ยังควบคุมโรคได้ดี เพราะใช้วิธีกักตัว 14 วัน ดังนั้นการตรวจมากหรือน้อย ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ชี้วัดการควบคุมโรคได้ดี ควรตรวจให้เหมาะสมและตรงกลุ่ม เรื่องน้ำยาตรวจหาเชื้อยืนยันว่าไม่ได้เป็นปัญหา เพราะมีสำรองเป็นล้านชุด พร้อมใช้งานได้ภายใน 6 เดือน
เช่นเดียวกับชุดตรวจภูมิคุ้มกันจากเลือด ซึ่งต่างประเทศเสนอเสนอขายในราคา 500 บาทต่อชุด แต่ขณะนี้มีความพยายามผลิตในประเทศ ซึ่งจะเคาะราคาไม่ให้เกินชุดละ 200 บาท และตั้งเป้าการผลิตให้ได้ 100,000 ชุดต่อเดือน เพื่อนำไปใช้จังหวัดเสี่ยงสูง มีประชากรจำนวนมาก เป็นจังหวัดท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี ส่วนจังหวัดเล็กความเสี่ยงต่ำ เช่น แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ อำนาจเจริญ อาจยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ"
เมื่อถูกตั้งคำถามถึง สถานการณ์การพบผู้ป่วยในไทยกว่า 100 ราย จำเป็นต้องตรวจประชากรทุกคนให้ครอบคลุมหรือไม่ นพ.โอกาส ระบุว่า การตรวจในระยะฟักตัว ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนเอาเงินไปทิ้งเล่น โดยมาตรฐานในการยังเป็นการตรวจหาเชื้อทางบริเวณเดินหายใจ ส่วน แรพพิทเทส WHO แนะนำให้ตรวจเพื่อเป็นข้อมูลในการศึกษาเชิงระบาดวิทยา ศึกษาอัตราการติดเชื้อ หรือใช้ในกรณีสอบสวนการติดเชื้อในคนหมู่มาก เช่น กรณีสนามมวย สถานบันเทิง
ถ้าพ่อแม่ติดเชื้อ อยากรู้ว่าเด็กติดเชื้อหรือไม่ต้องตรวจหาเชื้อ เพราะเด็กมีโอกาสติดเชื้อ สำคัญที่ว่าจะตรวจแบบไหน ตรวจเก็บเชื้อจากทางเดินหายใจในระยะฟักตัว หรือรอให้มีอาการแล้วตรวจ ซึ่งแนะนำให้รอดูอาการแล้วไปตรวจ จะเจ็บตัวน้อยที่สุด เพราะการตรวจต้องขูดเนื้อเยื่อออกไปซึ่งจะเจ็บมากในกลุ่มเด็กเล็ก
"ขณะนี้ รพ.รามาธิบดี ตรวจให้คนเยอะมาก ตรวจให้กับคนที่อยากตรวจทั้งที่ไม่มีข้อบ่งชี้ ผลการตรวจเป็นหมื่นรายออกมาเป็นลบทั้งหมด สะท้อนถึงเหตุผลที่เรา ตรวจให้กับคนที่จำเป็นต้องตรวจ ฟรี คนไม่จำเป็นไม่เสี่ยง ไม่มีอาการ ตรวจไปก็ไม่ช่วยอะไร บางสถานการณ์การกักตัวอย่างเดียว เมื่อพ้นกำหนดไม่เป็นก็คือไม่เป็น การตรวจแลปไม่ได้ช่วย 100% และไม่ใช่ยาวิเศษ แม้จะตรวจทุกคนแต่ยังทำกิจกรรมทุกวันก็ไม่เกิดประโยชน์"
ปิดท้ายด้วย คำแนะนำ ขอให้ประชาชนทุกคน เข้าไปดาวน์โหลดแอพพิเคชั่น แบบประเมินความเสี่ยง ที่จัดทำโดย รพ.ราชวิถี และสถาบันการศึกษาต่างๆ หากทำแบบประเมินแล้วผลคือเสี่ยงโควิด-19 ให้รีบเข้ารับการตรวจ ซึ่งขณะนี้มีสถานที่ตรวจ 40 แห่ง ครอบคลุมทั้ง รพ.รัฐและเอกชน รองรับ 4,000-5,000 เคสต่อวัน จะเพิ่มศักยภาพตรวจ 10,000 เคส ต่อวันเพื่อรองรับการแพร่ระบาดเฟส 3



