ข่าว

ศาลนัดไต่สวนเพิ่ม2นัดปีหน้าคดียึดทรัพย์ทักษิณ

ศาลนัดไต่สวนเพิ่ม2นัดปีหน้าคดียึดทรัพย์ทักษิณ

23 ธ.ค. 2552

“สุรเกียรติ์" ขึ้นศาลเป็นพยานคดียึดทรัพย์ทักษิณ 7.6 หมื่นล้าน ยันค้านแม้วออกเงินกู้เพิ่ม 4,000 ล้านให้พม่าพัฒนาโทรคมนาคมมาตลอด หวั่นถูกครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เหตุ "ทักษิณ" เป็นเจ้าของชินคอร์ป แฉอดีตนายกฯ สั่งกระทรวงการคลังจี้เอ็กซิมแบงก์ยืดหยุ่นปล่อ

 เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 22 ธันวาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมองค์คณะ รวม 9 คน ไต่สวนพยานอัยการ คดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัว อันเป็นการทับซ้อนประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม รวมทั้งทรัพย์สินที่มีชื่อบุคคลในครอบครัว และบุคคลใกล้ชิดรวม 22 ราย ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท ที่ได้จากการขายหุ้นในเครือบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตกเป็นของแผ่นดิน
ศาลไต่สวน "สุรเกียรติ์" คดี7.6หมื่นล.

 คดีดังกล่าวอัยการนำพยาน 2 ปากเข้าไต่สวน คือนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และนายกล้านรงค์ จันทิก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอดีตเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

 ขณะที่ นายสุรเกียรติ์ เบิกความตอบข้อซักถามอัยการประเด็นที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จำนวน 4,000 ล้านบาทให้แก่ประเทศพม่าที่นำเงินส่วนหนึ่งนำมาซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์โทรคมนาคม บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ต่อมาเดือนตุลาคม 2546 รมว.ต่างประเทศของพม่า ได้มีหนังสือขอความช่วยเหลือเรื่องขอรับสินเชื่อแบบเครดิตไลน์จำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ จัดซื้อเครื่องจักร วัสดุก่อสร้างและสาธารณูปโภค จึงได้รายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรีทราบ และให้ความเห็นชอบ เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และวงเงินขอกู้มีจำนวนมาก ซึ่งต่อมา ครม.มีมติอนุมัติให้เอ็กซิมแบงก์ดำเนินการ โดยได้แจ้งให้ผู้นำประเทศพม่าทราบในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองพุกาม ประเทศพม่า และได้พูดคุยระดับทวิภาคีของ 2 ประเทศ ให้ปฏิญญาความร่วมมือใน 5 เรื่อง คือ การค้า-ลงทุน การเกษตร-อุตสาหกรรม การเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่ไม่มีความร่วมมือเรื่องกิจการโทรคมนาคม

ยันไม่เห็นด้วย"แม้ว"ปล่อยกู้พม่าเพิ่ม

 นายสุรเกียรติ์ เบิกความต่อว่า ต่อมา รมว.ต่างประเทศของพม่าทำหนังสือขอเพิ่มวงเงินกู้อีก 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐเศษ โดยระบุว่าจะนำไปพัฒนาโครงการโทรคมนาคม ซึ่งกรมเอเชียตะวันออก รายงานให้พยานทราบและสั่งให้ตรวจสอบ จากนั้นได้ทำความเห็นเสนอว่า ไม่สมควรอนุมัติเพิ่ม เนื่องจากอาจถูกครหา เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ และขณะนั้นหลายประเทศได้ทำการแซงชั่นประเทศพม่า อีกทั้งรัฐบาลได้อนุมัติเงินกู้ให้แล้ว 3,000 ล้านบาท ยังไม่ได้ไปเริ่มโครงการตามที่ตกลงไว้แล้วจะขอกู้เพิ่มอีกเป็นการไม่เหมาะสม จึงรายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบแล้วแต่ครั้งแรกยังไม่ได้ตอบว่าอะไร

 ต่อมาเมื่อมีการประชุมวินสเตท ที่ จ.ภูเก็ต ก็ได้แจ้งความเห็นดังกล่าวให้พม่าทราบ ซึ่งทางพม่าตอบกลับมาด้วยวาจาว่าถ้าไม่ให้เพิ่ม 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ขอเพิ่มวงเงินกู้จากที่อนุมัติ 3,000 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาทได้หรือไม่ ซึ่งต่อมาได้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมา อ้างว่า วงเงินที่ขอเพิ่มจะนำมาซื้อยางมะตอย และวัสดุก่อสร้างจากไทยจำนวน 1 แสนตัน พร้อมกับทำหนังสือสอบถามว่าจะอนุมัติให้หรือไม่ จึงทำหนังสือตอบกลับไปอย่างเป็นทางการทูตเพื่อไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่นว่า ทางการไทยยินดีช่วยเหลือ แต่ขอให้ดำเนินโครงการในวงเงิน 3,000 ล้านบาทก่อน แต่ทางการไทยไม่อยากให้ลงทุนเรื่องโทรคมนาคม เกรงจะถูกครหา เมื่อรายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณทราบ ได้สอบถามพยานว่า กระทรวงการต่างประเทศว่าอย่างไร ซึ่งพยานตอบว่าไม่เห็นด้วย แต่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบกลับมาว่า งั้นพบกันครึ่งๆ เมื่อพม่าขอมา 5,000 ล้านบาท ก็ให้ไป 4,000 ล้านบาทแล้วกัน

แฉแม้วสั่งให้ยืดหยุ่นปล่อยกู้พม่า

 ส่วนการเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณานั้น นายสุรเกียรติ์เบิกความว่า กระทรวงการคลัง ได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้ ครม.ทำความเห็นชอบ โดยเสนอ ครม. รวม 2 ครั้ง เนื่องจากการเสนอครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพยานเข้าร่วมการประชุม แต่ในวันนั้นประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศขยายเวลาแซงชั่นประเทศพม่า พยานจึงเสนอที่ประชุมว่าหากพิจารณาเรื่องเงินกู้ให้พม่าในเวลานั้นจะไม่เหมาะสม ควรถอนเรื่องนี้และทอดระยะเวลาไปก่อน ซึ่ง ครม.ก็เห็นด้วย

 ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2547 ได้เสนอเรื่องนี้ให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง และมีมติเห็นชอบในหลักการให้เอ็กซิมแบงฏืปล่อยกู้พม่าจำนวน 4,000 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังนำงบประจำปีมาสนับสนุนเอ็กซิมแบงก์ในเรื่องส่วนต่างของดอกเบี้ยจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 3 ที่ประเทศพม่าขอลดโดยอ้างเหตุว่า ประเทศลาวและกัมพูชาได้รับกู้จากไทยในอัตราร้อยละ 2 ก่อนลดอัตราดอกเบี้ยให้พม่า พยานได้เสนอเรื่องให้ พ.ต.ท.ทักษิณทราบ ว่า เหตุที่คิดดอกเบี้ยลาวและกัมพูชา ในอัตราร้อยละ 2 ดังกล่าว เพราะเป็นการนำงบประมาณไปให้กู้ไม่ใช่การกู้โดยผ่านธนาคารซึ่งจะมีต้นทุนการจัดหาเงินมาให้กู้ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่าให้กระทรวงการคลังพิจารณาแจ้งเอ็กซิมแบงก์ให้ยืดหยุ่นในการปล่อยกู้พม่าเท่าที่จะทำได้

ยันเพิ่งรู้พม่าซื้อกิจการโทรคมนาคม

 ทั้งนี้ นายสุรเกียรติ์ยังเบิกความว่า เมื่อ ครม.มีมติให้ปล่อยกู้พม่าแล้ว พยานไม่ทราบว่าพม่าจะนำไปลงทุนพัฒนากับเอกชนรายใดบ้าง เพราะในการเจรจาความร่วมมือกับพม่าได้พูดคุยเฉพาะเรื่องวงเงิน ส่วนรายละเอียดเอ็กซิมแบงก์ซึ่งขึ้นตรงต่อกระทรวงการคลังจะเป็นผู้เจรจากับพม่าตามข้อตกลงให้เป็นไปตามปฏิญญา 5 เรื่อง และจะรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะนั้นคือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ส่วนพยานเมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศครบ 4 ปีแล้ว ย้ายมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้รายงานให้ทราบ ส่วนจะมีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ และพนักงาน บริษัท ชินแซทฯ ไปประชุมที่ประเทศพม่าด้วยหรือไม่นั้น พยานจำไม่ได้ แต่สามารถตรวจสอบได้จากบันทึกผู้ร่วมเดินทางที่สำนักนายกรัฐมนตรีจะต้องจัดทำ แต่ยอมรับว่า นายพานทองแท้เคยมีชื่อเป็นผู้ติดตามไปต่างประเทศหลายครั้ง

 นายสุรเกียรติ์เบิกความตอบคำถามทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า พยานทราบเรื่องที่รัฐบาลพม่านำเงินกู้ประมาณ 300 ล้านบาทสั่งซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมกับ บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ ในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และพยานไม่ทราบว่าตั้งแต่ปี 2540 บริษัท ชินแซทฯ จะได้เข้าไปลงทุนในประเทศพม่ามาก่อนหรือไม่ หรือจะมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไว้ก่อนหรือไม่ พยานไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม พยานเห็นว่าการเสนอเรื่องปล่อยกู้พม่าไม่ได้เร่งรัดลุกลี้ลุกลน การอนุมัติทำไปตามขั้นตอนที่หารือมาโดยตลอด หากจะกระทำทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจครอบครัว น่าจะอนุมัติให้เต็มจำนวน 5,000 ล้านบาทไปเลยหรือไม่ พยานไม่ทราบ แต่การให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องนอกกรอบความร่วมมือก็สามารถทำได้เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทูต และก่อนหน้านี้รัฐบาลในสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยปล่อยกู้พม่า ซึ่งพยานก็เป็น ครม.ในสมัยนั้นด้วย

"กล้านรงค์"ยันไม่เคยมีเรื่องกับ "แม้ว"

  ต่อมาอัยการนำนายกล้านรงค์ จันทิก อดีต คตส. ขึ้นเบิกความสรุปว่า เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนและมีนายแก้วสรร อติโพธิ นายบรรเจิด สิงคะเนติ และบุคคลอื่นๆ เป็นอนุกรรมการไต่สวน โดยพยาน นายแก้วสรร และนายบรรเจิด เคยถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ร้องคัดค้านการเป็นอนุกรรมการไต่สวน แต่ที่ประชุม คตส.พิจารณาแล้วสั่งยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่า พฤติการณ์คัดค้านไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยพยานยืนยันว่าไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับ พ.ต.ท.ทักษิณ การตรวจสอบให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงทุกอย่าง ซึ่งในการตรวจสอบพยานได้นำเอกสารการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะดำรงตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่ปี 25240 กระทั่งพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเดือนกันยายน 2550 และของคุณหญิงพจมาน คู่สมรส รวม 12 ครั้งมาพิจารณา ประกอบหลักฐานในชั้นไต่สวนพบว่ามีทรัพย์สินมากผิดปกติ มาจากผลประโยชน์ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจครอบครัวรวม 5 เรื่อง ได้แก่

 1.การออก พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมการเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม ที่ทำให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) คู่สัญญาสัมปทาน บริษัท เอไอเอส ต้องเสียหายจัดเก็บรายได้ลดลง เพราะเอไอเอสนำค่าสัมปทานรายได้ไปหักเป็นภาษี 2.การแก้ไขสัญญาการจัดเก็บรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบบัตรเติมเงิน จากที่ เอไอเอส ต้องจ่ายในอัตราก้าวหน้า 20-30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2533-2558 เหลือจ่าย 20 เปอร์เซ็นต์ตลอดอายุสัมปทาน ทำให้ทีโอทีเสียประโยชน์รวม 6 หมื่นล้านบาท 3.การแก้ไขสัญญาลงทุนโครงข่ายสัญญาณร่วมกัน หรือโรมมิ่ง ซึ่งเดิม เอไอเอสต้องลงทุนสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่กลับใช้เครือข่ายของบริษัท ดีพีซี ซึ่งจากการตรวจสอบ บริษัท ดีซีพี มีบริษัท เอไอเอส เป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นการทำให้เอไอเอสได้ลดค่าใช้จ่ายลงทุน 1 หมื่นล้านบาท จึงมีรายได้เพิ่มขึ้น

 4.การละเว้นหรืออนุมัติช่วยเหลือกิจการดาวเทียม ด้วยการไม่ส่งดาวเทียมไทยคม 4 เป็นดาวเทียมสำรองไทยคม 3 กลับส่งดาวเทียมไอพีสตาร์ ซึ่งใช้ประโยชน์ในกิจการต่างประเทศมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ขัดกับสัญญาที่ให้ยิงดาวเทียมเพื่อใช้ในกิจการของประเทศ และ 5.การให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า 4,000 ล้านบาท จากนโยบายดังกล่าวทำให้หุ้นของ บริษัท ชินคอร์ป มีมูลค่าสูงขึ้น ไม่เป็นไปตามกลไกตลาดทำให้ผู้ถือหุ้นของ บริษัท ชินคอร์ป ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวได้รับประโยชน์ โดยคตส.ได้นำคำชี้แจงทั้งหมดของผู้ถูกกล่าวหามาพิจารณาแล้วแต่เห็นว่า ฟังไม่ขึ้นจึงได้ส่งให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ

 นอกจากนี้ นายกล้านรงค์ ตอบคำถามซักค้านประเด็นความสัมพันธ์กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และการไปร่วมเดินขบวนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณว่า เดิมทีได้ชมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ที่นายสนธิจัดรายการออกอากาศทุกวันศุกร์ตอนกลางคืน ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล บางเรื่องพยานไม่เห็นด้วย แต่บางเรื่องพยานเห็นด้วย เช่นเรื่องการทำบุญที่วัดพระแก้ว ว่าจะเป็นการมิบังควรหรือไม่ และเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเอกชนที่จะมีการขายหุ้นให้แก่คนใกล้ชิด ต่อมารายการถูกถอด จึงต้องไปดูรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่สวนลุมพินี ต่อมามีการเดินขบวนซึ่งไม่ทราบว่าจะไปไหนจึงลุกเดินตามคนอื่นไป หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปฟังอีกและไม่ได้ใช้ข้อมูลที่นายสนธิปราศรัยมาเป็นแนวทางสอบสวนเรื่องต่างๆ

ศาลนัดสอบพยานเพิ่ม12และ14 ม.ค.

 ภายหลังนายกล้านรงค์เบิกความเสร็จสิ้นแล้ว อัยการแถลงหมดพยานที่จะนำเข้าไต่สวน ศาลฎีกาฯ จึงได้นัดสอบพยานเพิ่มอีก 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 12 และ 14 มกราคม 2553 พร้อมเรียกเอกสารสำคัญจากหลายหน่วยงาน รวมถึงพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ เอกสารเกี่ยวกับการมีชื่อถือหุ้นในบริษัท วินมาร์ค จาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับหุ้นชินคอร์ป เอกสารจากบริษัท ไทยคม ธนาคารกรุงไทย บริษัท จัสมินอินเตอร์ บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด เอกสารและพยานจากกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ไอซีที) ในกรณีจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของกิจการโทรคมนาคม และเอกสารจากมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กรณีการแปลงสัญญาโทรคมนาคม

ทนาย "ทักษิณ" มั่นใจพยานหลักฐาน

 ด้านนายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า แม้ศาลจะมีการเรียกเอกสารและพยานบุคคลเพิ่มเติมก็เป็นเรื่องของศาลที่จะมีการพิจารณาประกอบ ซึ่งจะแจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้ประสานงานทราบ แต่ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ยื่นไปแล้ว และที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังแสดงความห่วงใยในการต่อสู้คดีอยู่บ้างเพราะต้องเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยให้ทีมทนายสู้คดีอย่างเต็มที่ ซึ่งทีมทนายมั่นใจในพยานหลักฐานที่ได้นำสืบไปแล้ว โดยข้อมูลที่ คตส.ไต่สวนเป็นเรื่องของการคิดตามหลักคณิตศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงยืนยันว่าหุ้นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานมีจำนวน 48 เปอร์เซ็นต์ มีก่อนดำรงตำแหน่ง ซึ่งภายหลังได้ขายให้บุตรไปแล้ว

 ส่วนการยืนยันการเป็นเจ้าของ บริษัท วินมาร์ค นั้น ทีมทนายได้มีหนังสือรับรองจากเศรษฐีชาวตะวันออกกลางซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง ยื่นเป็นหลักฐานต่อศาลเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้หากการไต่สวนคดีเสร็จสิ้นแล้วจะขอใช้สิทธิยื่นคำแถลงปิดคดี อย่างไรก็ตามถ้าศาลมีคำพิพากษาให้มีการยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าคดีเป็นที่สิ้นสุด แต่ผลของคดีไม่เกี่ยวข้องไปถึงคดีอาญาอื่นๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกฟ้องอยู่ในขณะนี้