
รัฐจัดให้แพ็กเกจสู้โควิด อัดฉีด 1.8 แสนล้านพยุงเศรษฐกิจ
โควิด-19 ประเทศไทยเราเองไม่เพียงการรับมือในแง่ของการดูแลป้องกัน ตรวจคัดกรอง ตลอดจนรักษาเยียวยา แต่ปัญหาที่ตามมาคู่กันซึ่งร้ายแรงไม่แพ้กันเลยคือ "ปัญหาทางเศรษฐกิจ"
คนไทยหากเปิดใจจะเห็นว่ารัฐบาลเองก็ไม่นิ่งนอนใจ หลายกระทรวงกำลังออกมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลเยียวยาในหลากหลายรูปแบบอยู่เวลานี้
กระทรวงการคลัง
รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมีมติครั้งสำคัญ กับ “แพ็กเกจพยุงเศรษฐกิจ” ที่่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หลายคนจับตามอง โดย อุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการเพื่อดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งผู้ประกอบการและประชาชน โดยยึดหลัก “ทันการณ์ ตรงเป้าหมาย และชั่วคราวตามจำเป็น”เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ รวมถึงแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ครม.ได้มีมติเห็นชอบ เรื่อง มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนาต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงทางอ้อม ระยะที่ 1 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
มาตรการทางการเงิน
1.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 วงเงินไว้ 150,000 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2% ระยะเวลา 2 ปี วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย
2.มาตรการพักเงินต้น ลดดอกเบี้ย และขยายระยะเวลาการชำระหนี้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ดำเนินการโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้น
3.มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถอำนวยสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
4.มาตรการเสริมจากสำนักงานประกันสังคม โดยเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 30,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% ระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้กู้แก่ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคม
มาตรการทางภาษี
1.มาตรการคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย จาก 3% เหลือ 1.5% โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน 2563 รอบปีภาษี 2563
2.มาตรการลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการให้นำไปลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า
3.มาตรการส่งเสริมการจ้างงานที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยให้นำรายจ่ายค่าจ้างมาหักลดหย่อนได้ 3 เท่าในการคำนวณภาษีเงินได้
4.การเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศให้เร็วขึ้น หากเป็นผู้ที่ยื่นแบบชำระภาษีทางอินเทอร์เน็ตจะคืนให้ภายใน 15 วัน ส่วนการยื่นที่สำนักงานสาขาของสรรพากรจะคืนให้ภายใน 45 วัน
นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น 1.มาตรการบรรเทาการจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ, การคืนเงินประกันค่ามิเตอร์ไฟฟ้า 2.กองทุนประกันสังคม ให้ลดการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง 3.มาตรการบรรเทาภาระค่าธรรมเนียม ค่าเช่า ค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าเช่าพื้นที่ราชพัสดุ และ 4.มาตรการช่วยเหลือตลาดทุน โดยให้ผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) สามารถนำไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เพิ่มอีก 2 แสนบาท สำหรับเงินลงทุนระยะเวลาตั้งแต่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2563 จากเดิมหักลดหย่อนได้ 2 แสนบาท โดยอาจจะพิจารณาขยายเวลาให้อีกหากมีความจำเป็น
++
กระทรวงพลังงาน
คนไทยยังจะมีอีก 4 แพ็กเกจจากกระทรวงพลังงาน โดย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ระบุว่าเป็นการนำมาตรการไฟฟ้ามาช่วยลดผลกระทบจากโควิด-19 ของประชาชนและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงนี้ ได้แก่
1.คืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า สำหรับประชาชน และผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดเล็ก ในบิลค่าไฟฟ้าเดือนมีนาคม 2563 วงเงินรวม 3 หมื่นล้านบาท มีทั้งหมด 21.5 ล้านราย
2.ลดค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 โดยลดค่าไฟฟ้าจากค่าเฉลี่ยปัจจุบัน 3.64 บาท/หน่วย เหลือ 3.50 บาท/หน่วย
3.มาตรการขยายระยะเวลาชำระค่าไฟฟ้า ในช่วงเดือนเมษายน และพฤษภาคม ออกไป 6 เดือน ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 คือ บ้านพักอาศัย ประเภท 2 กิจการขนาดเล็ก และประเภทที่ 5 ธุรกิจโรงแรม
4.นำเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าวงเงิน 4,000 ล้านบาท มาใช้ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง เช่น ขุดลอกคูคลอง ผันน้ำ เป็นต้น
กระทรวงพาณิชย์
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ ระบุในการประชุมการขับเคลื่อนมาตรการช่วยผลไม้ไทย สู้ภัยโควิด-19 ถึง 9 มาตรการในการลงนามร่วมกันในการบริหารจัดการผลไม้เพื่อป้องกันราคาตกต่ำ ได้แก่
1.เร่งรัดตรวจรับรองสวนผลไม้ ตามมาตรฐาน GAP เพื่อผลักดันการส่งออก รวมถึงหาแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนเข้ามาช่วยเสริม
2.ตั้งศูนย์บริหารจัดการผลไม้ในแต่ละภูมิภาค 3.กระจายทั้งในและต่างประเทศผ่าน ตลาดค้าปลีก-สายการบิน ให้ขึ้นเครื่องฟรี 20 กิโลกรัม - การโรดโชว์ส่งเสริมการขายบริโภคผลไม้ไทย
4.ขายผลไม้บนแพลตฟอร์มออนไลน์
5.จัดเทศกาลผลไม้ในหลายพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาค 6.ด้านสภาพคล่อง ช่วยผู้ส่งออกชดเชยดอกเบี้ย 3% เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมให้มีการส่งออกมากยิ่งขึ้น รวมถึงสหกรณ์การเกษตร ที่รวบรวมผลไม้ในประเทศ จะช่วยดอกเบี้ย 3% เป็นเวลา 10 เดือน เพื่อช่วยให้การรวบรวมผลไม้ไปกระจายได้ดียิ่งขึ้น
7.ดูแลล้งที่รับซื้อผลไม้ ไม่ให้มีการกดราคา และย้ำให้ติดป้ายแสดงราคาชัดเจนเป็นธรรม
8.ด้านระบบโลจิสติกส์ ขอความร่วมมือให้การบินไทยเสริมในเรื่องของคาร์โก้เพื่อให้การส่งออกผ่านระบบเครื่องบินไปยังต่างประเทศสะดวกคล่องตัว 9.คาบเกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ ที่จะจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังผลกระทบจากสินค้าการเกษตรที่เกิดจากโควิด-19
++
กระทรวงการอุดมศึกษาฯ
แม้จะไม่เกี่่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรง แต่อย่างที่บอกว่าโควิด-19 ลามไกลไปทั่ว ล่าสุดวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ระบุถึงการออกประกาศกระทรวงฯ ขอความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวง ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจในช่วงนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.ให้หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษาพิจารณาลดค่าเช่าพื้นที่แก่ผู้ประกอบการรายย่อยลง
2.ให้สถาบันอุดมศึกษาพิจารณาลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ของสถาบันอุดมศึกษาที่เรียกเก็บจากนักศึกษาในภาคการศึกษาที่จะถึงนี้เป็นกรณีพิเศษ
3.ให้สถาบันอุดมศึกษาพิจารณาปรับลดค่าตอบแทน ค่าเบี้ยประชุม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการบริหารลง เพื่อนำงบประมาณดังกล่าวไปเพิ่มการจ้างงานนักศึกษาและบุคคลทั่วไป ในกิจการของสถาบันอุดมศึกษา
4.ให้สถาบันอุดมศึกษาพิจารณาการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงภาวะวิกฤติ
5.ให้อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค รวมทั้งเขตอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์ประเทศไทย และเมืองนวัตกรรมอาหาร พิจารณาปรับลดค่าบริการต่างๆ ที่เรียกเก็บจากเอสเอ็มอี, สตาร์ทอัพ และประชาชนทั่วไปเป็นกรณีพิเศษ
6.ให้หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษา พิจารณากำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป
โดยให้หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษาพิจารณาความช่วยเหลือตามความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมทั้งรวบรวมมาตรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว แจ้งมายังสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม



