
เขียนเรื่องรถไฟในช่วงที่ไม่มีใครนึกถึงดีกว่า
ช่วงนี้เรื่องราวของรถไฟดูเหมือนจะเงียบหายไปในสายลมอีกครั้งหนึ่ง และก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาสู่ความสนใจสาธารณะอีกครั้งเมื่อไหร่
แต่ไหนๆ ก็จะเข้าสู่ช่วงปีใหม่ ซึ่งก็คงจะมีข่าวเรื่องการจองตั๋วรถไฟที่แน่น และก็คงจะมีภาพข่าวความหนาแน่นของผู้โดยสารที่สถานีรถไฟ ก็เลยอยากจะพูดถึงเรื่องรถไฟสักหน่อย
ผมคิดว่าการแก้ปัญหาเรื่องของการบริหารจัดการรถไฟนั้น จะต้องคิดกันในสองเรื่องหลัก กล่าวคือ เรื่องของการปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารจัดการรถไฟ และในเรื่องของการวางแผนพื้นที่ทั้งประเทศซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการรถไฟ
ในประการที่หนึ่ง เมื่อพูดถึงการบริหารจัดการรถไฟนั้น เรามักจะเข้าใจกันในภาพง่ายๆ ว่า จะให้รัฐหรือเอกชนทำดี ในความหมายของการไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ดำรงอยู่ หรือการให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการ
ผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญในตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่ตัวแบบว่าเราจะบริหารจัดการรถไฟอย่างไรในภาพรวม แต่ส่วนที่จะต้องมีให้ได้ก็คือ เครือข่ายภาคประชาชนที่คอยจับตาและบริหารตรวจสอบการดำเนินกิจการรถไฟ
ยิ่งเมื่อเราเห็นแล้วว่า ที่ผ่านมาสหภาพการรถไฟฯ มักจะตอบคำถามสังคมไม่ค่อยได้ในเรื่องของคุณภาพและความมุ่งมั่นในการให้บริการประชาชนในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา (สหภาพอ้างว่าปกป้องผลประโยชน์ลูกจ้าง และผลประโยชน์ประเทศชาติ หรืออาจจะมองว่าหมายถึงประชาชน แต่สหภาพไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการแสดงออกซึ่งการปรับปรุงการให้บริการกับประชาชนเป็นเรื่องแรก) เราก็ยิ่งจะต้องมีเครือข่ายภาคประชาชนที่ตรวจสอบการให้บริการรถไฟ คือตรวจสอบทั้งผู้บริหารและสหภาพไปพร้อมๆ กัน
การตรวจสอบของเครือข่ายภาคประชาชนนั้น สามารถทำได้หลายทาง เช่น การทำแบบสอบถามกับผู้โดยสาร การมีเว็บไซต์เพื่อติดตามผลการบริการ เป็นต้น
ในประการที่สอง การพัฒนาและปรับปรุงการรถไฟฯ นั้นเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ เพราะรถไฟนั้นเป็นเทคโนโลยีสมัยโบราณที่เขาเลิกใช้กันไปแล้ว เพราะต้นทุนสูง รถไฟที่เราฝันจะมีนั้นเป็นรถไฟในอีกยุคหนึ่งคือรถไฟที่แพงกว่ารถยนต์ เรื่องนี้ต้องไม่หลงประเด็น ในแง่ว่าการปรับปรุงรถไฟนั้นไม่สามารถทำให้รถไฟราคาถูกกว่ารถทัวร์ หรือรถยนต์ได้ ทั้งตัวเทคโนโลยีเอง และการบริหารจัดการ รวมถึงการลงทุน อย่าลืมว่า รถทัวร์และรถยนต์นั้นผู้ให้บริการไม่ต้องแบกภาระถนน (หรือค่าผ่านทางก็ไม่แพงมาก) และถนนนั้นมีคนใช้ได้หลายอย่างพร้อมกัน ขณะที่รถไฟมีรางของตนเอง และต้องการการลงทุนสูง มีคนใช้ได้น้อย
รถไฟจะเหนือกว่ารถยนต์ก็ต่อเมื่อรถไฟวิ่งด้วยความเร็วที่สูงกว่า (ดังนั้นไม่ใช่รถไฟหวานเย็นที่ใช้กันตอนนี้) เพราะจะเป็นรถไฟที่วิ่งผ่านเมืองหลักสองเมือง ซึ่งเมืองเหล่านี้เรามีอยู่มาก แต่เราละเลยพัฒนา ซึ่งเมืองเหล่านี้ก็คือหัวเมืองหลักในยุคอาณาจักรของเรา ที่วางตามลุ่มน้ำหลัก อาทิ นครสววรค์ พิษณุโลก สุโขทัย ประจวบคีรีขันธ์ ขอนแก่น นครราชสีมา ซึ่งเมืองเหล่านี้จะใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณห้าชั่วโมง หรือถ้าบินก็จะเสียเวลาการเดินทางไปกลับสนามบินและพิธีกรรมการบินที่วุ่นวาย
ดังนั้นรถไฟความเร็วสูงย่อมได้เปรียบ และเป็นทางเลือกจากรถทัวร์ที่ถูกกว่า และจากเครื่องบินที่อาจแพงกว่า หรือเท่ากัน แต่ยุ่งยากเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ต้องจ่ายแท็กซี่ไปกลับสนามบิน ขณะที่รถไฟขึ้นในเมืองได้ แต่การจะพัฒนาเรื่องนี้จะผลักให้เป็นเรื่องของการรถไฟฯ อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองการวางแผนพัฒนาพื้นที่ในภาพรวมให้ออกก่อน แล้วมองว่ารถไฟเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ซึ่งถ้ามองเป็นระบบเช่นนี้เราจะพบกับการวางแผนพัฒนาภูมิภาคแนวใหม่ ที่ต้องมีกลไกการวางแผนที่ดีกว่า จังหวัด สภาพัฒน์ และการรถไฟฯ แต่อาจจะต้องมีการสร้างองค์กรใหม่ในการวางแผนพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับการทำงานขององค์กรปกครองท้องถิ่นของจังหวัดเหล่านั้น
ไม่รักไม่เขียนถึงหรอกครับ...



