
ลดอุณหภูมิการเมือง
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาชั่วข้ามคืนกับแนวความคิดของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี หลังตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีพร้อมเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หาก ต่อสาย เพื่อขอเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
คนใกล้ชิดที่ตามติด พล.อ.สุรยุทธ์ มานาน ถอดรหัส "นาย" ที่พยายามสื่อออกมา
ชัดเจนว่า ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ สื่อออกมาไม่ได้หมายความว่าจะเป็น “ตัวกลาง” ในการเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือได้รับ “ใบสั่ง” จากใครให้มาเป็นตัวเคลียร์ปัญหา
แต่ความหมายที่สื่อออกมาเพื่อ "ลดกระแสความร้อนแรงทางการเมือง" พร้อมที่จะพูดคุย แต่หากพูดคุยถึงปัญหาความขัดแย้งต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าใจผิดคิดว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องการจะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยหรือเปล่า
ซึ่งก็รวมทั้ง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รวมถึงรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เพราะเงื่อนไขที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกผ่านทาง นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาส่วนตัวว่ามีเงื่อนไข 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ต้องนำรัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้ 2.ยุบสภา และ 3.ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ โดยแลกกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง
แล้วถามว่า เหตุใด พล.อ.สุรยุทธ์ ถึงได้เลือกออกมาแสดงความคิดเห็นในจังหวะนี้?
คำถามนี้ แม้แต่คนใกล้ชิดติดตามกันมานาน ก็ไม่สามารถตอบได้ว่า "นาย" คิดอย่างไร
เพียงแต่ให้ข้อสังเกตว่า การออกมาของ พล.อ.สุรยุทธ์ นั้น น่าจะเป็นบวกต่อบ้านเมืองมากกว่าที่จะเป็นการให้ร้าย หรือเพิ่มดีกรีความรุนแรงซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่
เพราะนับแต่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้ายึดอำนาจจนถึงวันนี้ก็เกือบ 3 ปีเต็มแล้วที่การสื่อสารระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับกลุ่มคนที่ไม่ใช่เสื้อแดงถูกตัดขาดจากกัน
ขณะเดียวกัน สถานการณ์บ้านเมืองก็ไม่ได้เป็นไปตามที่หลายคนหวังไว้ แต่กลับสร้างปัญหาความวุ่นวายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ คอยหนุนหลัง
และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อ้าแขนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และที่ปรึกษาส่วนตัว ยิ่งทำให้สถานการณ์ไม่เฉพาะแต่ภายในประเทศ แต่กลับทำให้สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา สะบั้นลง
การแก้ไขปัญหาจะต้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ยิ่งเดินไปสู่เส้นทางที่ยุ่งยากมากขึ้น เมื่อหลักการที่รัฐบาลถืออยู่นั้นปฏิเสธเงื่อนไขของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างสิ้นเชิง
เมื่อรัฐบาลออกมาแนวทางนี้ บรรดาขุนทัพทั้งหลาย ตั้งแต่ รมว.กลาโหม-ผบ.เหล่าทัพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ก็เดินไปในทิศทางเดียวกัน
เห็นได้จากงานระดมทุนงานศิลปะที่มี พล.อ.เปรมจัดขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี ค่ำคืนวันที่ 21 ธันวาคม นายทหารที่เพิ่งเอ่ยนามทั้งหมดก็เดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
ป๋า-ขุนทัพ-รัฐบาล สายสัมพันธ์ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย
ท่าทีที่บอกว่าพร้อมเปิดกว้างในการเจรจานั้น ในรูปแบบจริงๆ ใช่เป็นการเปิดกว้าง พร้อมที่จะพูดคุย ประสาคนไทยด้วยกัน ประสารุ่นพี่ รุ่นน้อง มาด้วยกัน หาใช่การรับหน้าเสื่อเคลียร์ทุกคดีไม่
ขณะเดียวกันภาพที่แสดงออกมาให้เห็นสายสัมพันธ์ ป๋า-เหล่าทัพ-รัฐบาล นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่า พร้อมแล้ว ไม่ว่าศึกใหญ่แค่ไหน หรือใครคิดจะเริ่ม...อีกครั้ง
ทีมข่าวความมั่นคง



