
ประชุมโลกร้อนทำให้โลกร้อนขึ้น
การประชุมเจรจาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งผู้แทนรัฐบาลจาก 192 ประเทศ เข้าร่วมประชุมตลอด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 7-18 ธันวาคม ที่ผ่านมา ปิดฉากลงแล้ว
ด้วยความล้มเหลว เพราะยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2555 ตามพิธีสารเกียวโตได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อธิบายว่า ในการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่เพื่อยกร่างมติ มีประเด็นที่เห็นไม่ตรงกันจำนวนมาก จนระดับผู้นำคิดว่า เป็นไปได้ยาก หากจะมาไล่หาข้อสรุปและยุติทีละประเด็น ค่อนข้างชัดเจนว่าข้อตกลงตรงนี้ที่จะมีผลผูกพันทางกฎหมายเกิดขึ้นไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ความยุ่งยากในการเจรจา หรือความยุ่งยากในการลดภาวะเรือนกระจกของบางประเทศ
ภาวะเรือนกระจก ก็คล้ายกับการที่เราสร้างเรือนกระจกขึ้นมากลางแจ้ง แสงแดดสามารถผ่านเข้ามาในเรือนกระจก แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นไม่สามารถระบายออกข้างนอกได้ ทำให้อุณหภูมิภายในเรือนกระจกสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปี ค.ศ.2007 คณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ อันประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 2,500 คนจากทั่วโลก มารวมตัวกันเพื่อทำงานสืบหาข้อเท็จจริง และแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน รายงานว่า มีความเป็นไปได้สูงกว่าร้อยละ 90 ว่าการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้นในรอบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา แน่นอนว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เป็นต้นเหตุใหญ่ของปัญหาโลกร้อน ก็คือคนกลุ่มเดียวกันที่ทำให้การประชุมเรื่องปัญหาโลกร้อนล้มเหลวนั่นเอง
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยอมรับว่า ข้อตกลงโคเปนเฮเกนยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาของนานาชาติได้ เพราะไม่ได้กำหนดเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่เหมาะสมอย่างจริงจัง สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาภาวะเรือนกระจกมากที่สุดในโลก คนอเมริกันปล่อยก๊าซชนิดนี้ปีละ 5.7 ล้านตัน หรือร้อยละ 24 ของปริมาณก๊าซทั่วโลก ขณะที่สหรัฐมีประชากรเพียงร้อยละ 5 ของประชากรทั้งโลก ตามมาด้วยประเทศจีนซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกติดต่อกันมาหลายปี ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศปีละ 3.4 ล้านตัน หรือร้อยละ 15 ของโลก
ฉะนั้น อุปสรรคสำคัญที่การประชุมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน กลับดูเหมือนทำให้โลกร้อนขึ้น เนื่องเพราะตัวการใหญ่คือประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ที่ยิ่งมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเพียงใด การปล่อยก๊าซเร่งโลกร้อน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญก็จะยิ่งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เอง ก็มีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศปีละ 172 ล้านตัน หรือคนละ 2.8 ตันต่อปี ความสำเร็จในการประชุมครั้งนี้ หากจะพึงมี ก็อาจเป็นการลงขันกันระหว่างประเทศร่ำรวยเพื่อช่วยประเทศพัฒนารับมือกับปัญหาภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งก็คงเป็นการจ่ายเพื่อรักษาสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของโลกต่อไปนั่นเอง



