
พบซากปราสาทหินอายุราวนับพันปี อยู่กลางทุ่งนา
พบปราสาทหินอายุราวนับพันปี อยู่กลางทุ่งนา ในขณะที่เจ้าของที่นาไม่กล้าเผย
เมื่อเวลา13.00น.วันนี้นาย สุเทพ ดอกจันทร์ กำนันตำบลหนองขวาว ดร.สมพร หินคำ ได้เข้าตรวจสอบในกรณีที่มีชาวบ้านได้เข้ามาไถนาแล้วได้ไถถูกหินก้อนขนาดใหญ่อยู่บริเวณกลางทุ่งนาประกอบกับหินที่ไถถูกเป็นหินศาลาแลงและมีหลักปักเขตซึ่งไม่ใช่ของสำนักงานที่ดินแต่อย่างใดและบริเวณพื้นที่นาดังกล่าวอยู่ติดกับตำบลนารุ่ง ตำบลหนองขวาวและตำบลระแงงโดยได้เชิญกำนันทั้ง3ตำบลได้เดินทางมาตรวจสอบที่มาที่ไปของปราสาทหินดังกล่าวว่าว่าสร้างขึ้นมาเมื่อพ.ศ.ใดและลักษณะของหินที่ก่อสร้างนั้นเป็นหินชนิดใดโดยรอให้เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรเขามาตรวจสอบพร้อมกับจะได้แจ้งให้ได้ทราบอีกครั้ง
ทางด้าน ดร.สมพร หินคำ กล่าว่า ก่อนที่จะขุดพบปราสาทหินดังกล่าวได้มีพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่รอยต่อได้ใช้รถไถที่ขุดพบวัตถุโบราณโดยมีไหถ้วยชามสมัยโบราณได้นำไปเก็บไว้ที่บ้านแต่ไม่ระบุด้วยว่าได้นำมามีอะไรบ้างเกรงว่าเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรจะยึดเอาไว้และนำไปเป็นของหลวงเท่าที่ทราบมีชามและไหและหินที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามีอะไรซึ่งเจ้าของที่นาไม่สามารถเปิดเผยได้และปราสาทหินดังกล่าวมีมานานแล้วและพบมานานแล้วแต่เจ้าของที่นาไม่ยอมเปิดเผยเท่านั้นเอง
ทางด้านนาย สุเทพ ดอกจันทร์ กำนันตำบลหนองขวาวกล่าวว่าจริงๆแล้วปราสาทดังกล่าวอาจจะสร้างขึ้นมาหลายร้อยปีในจารึกพระเจ้าชัยวรทันที่7เพื่อบอกถึงความมุ่งหมายในการก่อสร้างสถานพยาบาลหรือที่เรียกว่า"อโรคยาศาล"(คำๆนี้ปรากฏอยู่ในจารึกบรรทัดที่7ค้านที่2จารึกในกลุ่มจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่7)ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรูปแบบและภารกิจจากหินทรายที่พบคงจะหมายถึงพระเจ้าชัยวรมันที่7ซึ่งครองราชย์ในช่วงพ.ศ.1724-1761 พร้อมกับมีกำแพงสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง12X12เมตร
อย่างไรก็ตามในระหว่างที่มีกำนันทั้งหมด3ตำบลและมีอดีตเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของจังหวัดสุรินทร์ร่วมเข้าตรวจสอบกับปราสาทหินที่ก่อสร้างอยู่ในกลางทุ่งนาที่เข้าพบก็ได้มีชาวบ้านที่ได้ทราบข่าวโดยบอกว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการขุดพบมานานแล้วแต่เจ้าของที่นาไม่กล้าเปิดเผยออกมาเกรงว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเข้ามาตรวจสอบประกอบกับได้มีชาวบานที่ได้ทราบข่าวที่ชอบวัตถุโบราณต่างได้แอบเข้ามาขุดนำไปขายซึ่งส่วนมากจะอยู่ในจำพวกที่ชอบของโบราณและการเข้ามาสำรวจวันนี้ทางกำนันตำบลหนองขวาวจะได้รายงานให้ทางอำเภอศีขรภูมิได้รับทราบพร้อมกับจะได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบที่มาที่ไปขององค์ปราสาทดังกล่าว
ภาพ: คำกอง กันนุฬา
ข่าว: รมิตา สิงหเสรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดสุรินทร์



