
2ฮีโร่ซีเกมส์สร้างชื่อให้ศรีสะเกษกลับบ้านเงียบ
2 เยาวชน ฮีโร่ สร้างชื่อให้ศรีสะเกษ - ประเทศ กลับบ้านอย่างเงียบเหงา ไร้เงาผู้ใหญ่ต้อนรับ ครวญให้ความสำคัญเยาวชนบ้าง เชื่อกำลังใจจากผู้ใหญ่เป็นแรงหนุนสู่ความสำเร็จได้
(21ธ.ค.) บรรยากาศที่บ้านเลขที่ 38 บ้านโพธิ์สว่าง หมู่ 8 ต.ปรือใหญ่ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ นายสุเทพ อ้อมชมพู อายุ 18 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ นักกีฬามวยปล้ำเหรียญทองกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25 ที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ได้เดินทางกลับมาถึงบ้านเกิดแล้วตั้งแต่ เวลา 03.00 น.ของวันที่ 19 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้นมีเพียง นายประคอง นางวิลัยจันทร์ อ้อมชมพู สามี ภรรยา พร้อมเพื่อนบ้านในหมู่บ้าน ที่ให้การต้อนรับการกลับมาและได้ร่วมกันผูกข้อมือรับขวัญนายสุเทพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น แต่ในระดับจังหวัด กลับไม่มีการจัดพิธีต้อนรับ เหมือนกับนักกีฬาเหรียญทองรายอื่น
นายสุเทพ กล่าวว่า ได้เข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์เป็นครั้งแรก ซึ่งในตอนแรกสมาคมมวยปล้ำคาดหวังว่าจะได้เหรียญทอง 1-2 เหรียญเท่านั้น ซึ่งตนไม่ได้อยู่ในนั้นด้วย แต่การได้เหรียญทองมาในครั้งนี้ถือว่าเป็นที่เหนือความคาดหมาย และแม้ว่าได้วางแผนในอนาคตไว้ว่าอยากจะเป็นตำรวจ แต่ก็จะเล่นกีฬามวยปล้ำรับใช้ชาติต่อไปก่อน จนกว่าร่างกายจะเล่นไม่ไหว
ส่วนคนดังที่ไม่มีใครรู้จักอีกคน คือ นายสุรศักดิ์ ป้องศร อายุ 18 ปี นักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับเอเชีย ในเทศกาลประกวดหนังสั้นความยาว 3 นาที ซึ่งเขาเป็น 1 ใน 18 คนที่เป็นตัวแทนเยาวชนไทยไปร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่างประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มเอเชียตะวันออก ในศตวรรษที่ 21 (JENESYS) ในระหว่างวันที่ 3 - 12 ธันวาคม 2552 รวม 10 วัน โดย สถานเอกอัครราชฑูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและ ผู้สูงอายุ และ มูลนิธิหนังไทย ร่วมกันสนับสนุน และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหาร ตลอดการเดินทางทั้งหมด
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การประกวดหนังสั้น มีผู้ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 600 เรื่อง จากตัวแทนเยาวชน 6 ประเทศประกอบด้วยไทย ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และญี่ปุ่น ซึ่งตนได้ส่งหนังสั้นเข้าประกวดเรื่อง เสียดายเวลา เป็นหนังสั้นที่สื่อถึงเรื่องราวของคนที่สูญเสียครอบครัวไป เมื่อถึงเวลาจะหวนกลับคืนก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้ เรื่องนี้ตนต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันวัยรุ่นให้เวลาส่วนใหญ่กับเพื่อน และแฟนมากกว่าครอบครัว หนังเรื่องนี้จึงอยากจะสื่อให้วัยรุ่นหันกลับมาใส่ใจคนในครอบครัวบ้าง
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า การได้รับรางวัลชนะเลิศ อันดับที่ 1 ในการประกวดครั้งนี้รู้สึกดีใจอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าจะได้ รู้สึกคุ้มค่ากับกำลังกาย กำลังสมองที่ตนทุ่มเทไปเยอะ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆที่มาช่วยเป็นตัวละครและเป็นกำลังใจให้ ทั้งกลุ่มต้นกล้าลำดวน และ เพื่อนจากศูนย์ข่าวเยาวชนไทย เพื่อน ๆนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 จังหวัดศรีสะเกษ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การได้รับรางวัลชนะเลิศหนังสั้น ทำให้เป็นที่รู้จักในญี่ปุ่น เพราะได้ออกรายการทีวี และลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดกลับไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ก็ภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งที่รัก และอยากฝากให้ผู้ใหญ่ในจังหวัดหรือระดับประเทศ ขอให้เห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชนบ้างเพราะจะช่วยเป็นแรงหนุนให้ได้ทำงานที่สร้างสรรค์ การแสดงออกในทางที่ถูกที่ควร
“ถ้าผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จนี้ เยาวชนก็จะรู้สึกท้อแท้ได้ แต่หากได้รับแรงหนุนและกำลังใจจากผู้ใหญ่เชื่อว่าเด็กและเยาวชนบ้านเราจะสามารถสร้างสรรค์งานใหม่ ๆขึ้นมาได้สำเร็จอีกหลายชิ้นแน่นอน” นายสุรศักดิ์ กล่าว



