
วุฒิฯถกวัยรุ่นตั้งครรภ์พบตัวเลข10ขวบท้อง60ราย
วงสัมมนาวุฒิถก ตั้งครรภ์ในวัยรุ่นชี้แนวโน้มเด็กหญิงท้องอายุลดลงเรื่อยๆ 10 ขวบท้องถึง 60 ราย ส่งผลปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม ระบุแก้ปัญหาไม่สำเร็จเหตุ หน่วยงาน-เอ็นจีโอไม่ประสานงานกัน ขณะที่ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมชี้อุปสรรคจากการเมืองไม่นิ่ง ประวีณ พยั
(21ธ.ค.) คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณาสุข วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง “การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” โดยพ.ญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะอนุกมธ.ศึกษาปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ กล่าวว่า ปัญหาจากการที่วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเพิ่มขึ้น ซึ่งผลสำรวจระหว่างปีพ.ศ.2544-2552 พบว่าการตั้งครรภ์ในสตรีวัยรุ่นเพิ่มขึ้นจาก10%มาเป็น40% และมีแนวโน้มอายุลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะการสำรวจในระหว่างปีพ.ศ.2544-2550 พบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 คลอดบุตรจำนวน 55,648 คน และเด็กหญิงอายุ 10 ปีมีการตั้งครรภ์จำนวนสูงถึง 60 คน ซึ่งในความเป็นจริงเชื่อว่าน่าจะมีตัวเลขมากกว่านี้เพราะตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการสำรวจในโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น
“ตัวเลขที่ออกมาดูเหมือนว่าจะสะท้อนภาพดีเกี่ยวกับภาวะโภชนาการในไทย เพราะการที่เด็กอายุ 10 ปีสามารถตั้งครรภ์ได้แสดงว่าสภาวะการโภชนาการที่ดีมาก ซึ่งปกติแล้วเด็กผู้หญิงจะมีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุ 13 ปี แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจนักถ้าเด็กหญิงที่ตั้งครรภ์มีอายุน้อยลงขนาดนี้เพราะทำให้มีปัญหาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจตามมากอีกจำนวนมาก” พ.ญ.พรพันธุ์ กล่าว
พ.ญ.พรพันธุ์ กล่าวว่า ตัวเลขที่ออกมานี้จะนำมาซึ่งปัญหาอีกมาก เช่น เรื่องสุขภาพของแม่เนื่องจากการตั้งครรภ์ในกรณีที่มีอายุน้อยจะคลอดยากเพราะเชิงกรานยังไม่ขยายตัวเต็มที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตทั้งแม่และทารก ยังไม่นับโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่จะตามมาอีกมาก หรือ ในกรณีถ้าคลอดได้เด็กที่ออกมาจะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 2,500 กรัม ส่งผลให้เมื่อเด็กโตไปเข้าสู่วัยกลางคนจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าปกติ ซึ่งตามเกณฑ์ปกติแล้วเด็กที่คลอดอออกมาควรมีน้ำหนักประมาณ 3,000 กรัมถึงจะปลอดภัย
นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผอ.กองอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้ว่าตัวเลขของการตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นก็จริงแต่ส่วนใหญ่เป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นการตั้งครรภ์ที่เป็นร้อยละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด โดย 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ จนนำไปสู่การทำแท้งในวัยรุ่นถึง 28.5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้อัตราการเจริญพันธุ์รวมของสตรีไทยมีแนวโน้มลดต่ำลงถึง 1.5% ส่งผลให้สังคมไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหา “เด็กเกิดน้อย แต่ด้อยคุณภาพ “ ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจะส่งผลต่ออัตราประชากรในอนาคต
ขณะที่ น.ส.ธัญญา ใจดี ผู้ประสานงานฝ่ายวิจัยและข้อมูลมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) กล่าวว่า ทางออกของปัญหานี้ภาครัฐจะต้องมีรณรงค์เพื่อแก้ไขค่านิยมในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นใหม่ โดยสร้างความหมายใหม่ของคำว่า ชายชาตรี คือ การเคารพตัวเองและมีความรับผิดชอบ ที่สำคัญต้องมีการสอนเรื่องเพศวิถีอย่างจริงจัง ควรมีการสอนให้เยาวชนไทยรู้ถึงเรื่องเพศวิถีให้ถูกต้องมากขึ้นเพื่อป้องกันการท้องไม่พึงประสงค์ ทั้งนี้การตั้งท้องในเด็กอายุน้อยลงเรื่อยๆ จนเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนทำงานในเรื่องเพศและเยาวชนในชุมชน ขณะที่โรงเรียนแก้ปัญหาโดยการไล่ออกหรือขอให้ออก ส่วนรายที่พ่อแม่จับให้แต่งงานกันก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่คือเด็กเลี้ยงเด็กซึ่งจะไม่มีคุณภาพนำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด
ด้านน.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผอ.ศุนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงมาตรการในการป้องกันแก้ไข และการให้ความช่วยเหลือ ว่า ยอมรับว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะต่างคนต่างทำงานไม่ได้มีการบูรณาการร่วมกันทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งเอ็นจีโอ สังคมยังเกิดช่องว่างในการศึกษา พ่อแม่บางคนก็ไม่มีความรู้ที่จะสอนลูกในเรื่องเกี่ยวกับเพศศึกษา นอกจากนี้การเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญจะต้องเป็นหลักในการแก้ไขปัญหา แต่สถานการณ์การเมืองไม่นิ่ง ผลัดเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยๆ หรือแม้แต่ครม.ก็มีแต่ครม.เศรษฐกิจ ไม่มีครม.สังคม ขณะที่ปัญหาสังคมนับวันจะเติบโตไปเรื่อยๆ ก็ถือเป็นอุปสรรค เพราะไม่มีมาตรการหรือวางแผนที่รองรับปัญหาได้ทันที โดยเฉพาะกับสื่อที่ทันสมัยและเสี่ยงต่อปัญหาสังคมจะพัฒนาออกมาเรื่อยๆ
ขณะที่นายประวีณ พยับวิภาพงศ์ รองผอ.สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน กล่าวว่า ปัญหาเรื่องเพศเหล่านี้จะต้องแก้ไขโดยวิธีธรรมชาติ ตนไม่เห็นด้วยกับการห้ามไม่ให้เด็กวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ โดยบอกว่าให้รอวัยอันสมควรก่อน ตนเห็นว่ามีเพศสัมพันธ์ได้แต่ต้องสอนให้รู้จักวิธีป้องกัน จะต้องให้การศึกษาเรื่องเพศศึกษาทั้งในและนอกสถานการศึกษา ถุงยางอนามัยจะต้องมีให้บริการนอกจากโรงแรมแล้ว จะต้องมีตามหอพัก อพาตเมนท์ และที่สำคัญเราจะต้องฉีกความอายยอมรับความจริงว่าอาชีพขายบริการมีเกือบทุกประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศไทยก็เช่นกัน ควรจะมีสถานบริการที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะลดคดีข่มขืนแล้ว ยังสามารถควบคุมโรคและเพื่อจัดสวัสดิการให้ผู้บริการเหล่านี้ด้วย



