ข่าว

ชวน "เด็กรุ่นใหม่" เรียนรู้การทำนา

ชวน "เด็กรุ่นใหม่" เรียนรู้การทำนา

22 ธ.ค. 2552

เสน่ห์ของเทคโนโลยีคือ ไม่เคยหยุดนิ่ง มนุษย์จึงยอมจำนนและตกเป็ทาสอย่างไม่รู้ตัว จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง เห็นได้ชัดจากอาชีพ "ทำนา" ในปัจจุบัน ที่มีเป้าหมายหลักคือการเพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุด ส่งผลให้การทำนาแบบพึ่งพาตัวเองและธรรมชาติเป็นเพียงอดี

  ที่บ้านหนองบัวฮี ต.หนองบัวฮี อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เป็นอีกชุมชนหนึ่งซึ่งประชากรมีอาชีพทำนาและได้รับผลกระทบดังกล่าว จนเป็นบ่อเกิดของกิจกรรรม “การสืบสานปณิธานชาวนาทฤษฎีใหม่” ที่จัดกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องของการเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และภาคภูมิใจในวิถีของบรรพบุรุษ โดยนำเรื่องของ “พันธุ์ข้าวพื้นเมือง” มาใช้ขยายผลแนวคิดของการพึ่งพาตนเองอย่างพอเพียง ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.

 คิด แก้วคำชาติ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา เล่าว่า กิจกรรมนี้ได้นำเรื่องของการปลูกข้าวทฤษฎีใหม่ที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลผลิตสูง ซึ่งมีความแตกต่างจากรูปแบบการทำนาของชุมชนที่พวกเขาคุ้นเคย มาสร้างความท้าทายและดึงดูดความสนใจให้แก่เด็กๆ ผ่านกระบวนการทำนาทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว แล้วนำมาวิเคราะห์ผลที่ได้ และเก็บข้อมูลการทำนารูปแบบใหม่เพื่อเปรียบเทียบผลที่ได้และค่าใช้จ่ายของการทำนาในปัจจุบัน

 “แนวคิดเรื่องการปลูกข้าวทฤษฎีใหม่ เริ่มตั้งแต่การแกะเมล็ดข้าวเพื่อคัดเลือกพันธุ์แล้วนำไปปลูก ต่อด้วยการเช็กต้นข้าว นับต้นข้าว การแตกกอ แล้ววิเคราะห์หาสาเหตุร่วมกันกับความแตกต่างที่เกิดขึ้น ซึ่งเราใช้ข้าวพื้นบ้าน 3 สายพันธุ์มาให้เด็กได้เรียนรู้ ซึ่งเป้าหมายของกิจกรรมก็คือ ต้องการให้เด็กเป็นคนสร้างการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการปลูกข้าวของชุมชน โดยเริ่มต้นจากครอบครัวด้วยการให้เด็กไปขอที่นาแปลงเล็กๆ เพื่อให้พ่อแม่เห็นว่าการปลูกข้าวแบบไม่ใช้ปุ๋ยและยา ผลผลิตที่ได้ก็ออกมาดีเหมือนกันขณะที่ต้นทุนถูกกว่า” ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายเยาวชนฯ กล่าว

 ด้าน สุรพงษ์ ด้วงทอง ผอ.โรงเรียนหนองบัวฮีวิทยาคม กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการปลูกจิตสำนักให้แก่เด็กๆ ในเรื่องการดำรงชีวิตตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการที่เด็กได้เรียนรู้การทำนาแบบเกษตรทฤษฎใหม่ จะส่งผลดีต่อตัวเองและครอบครัวในอนาคต เพราะเป็นหลักที่จะช่วยให้เด็กๆ สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

 ในขณะที่ "น้องต้น" ชาญยุทธ ดุจดา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหนองบัวฮีวิทยาคม เล่าถึงความแตกต่างระหว่างการทำนาที่บ้านกับที่แปลงนาสาธิตของโรงเรียนว่า ที่บ้านจะใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าหญ้า แต่นาของโรงเรียนใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ทำขึ้นมาใช้เอง และใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ขยายพันธุ์เก็บไว้ใช้เอง ความแตกต่างที่เห็นชัดเจน คือ ข้าวที่โรงเรียนจะมีขนาดเมล็ดที่ใหญ่และมีจำนวนเมล็ดต่อรวงมากกว่า ทั้งค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามากด้วย

 ส่วน วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้จัดการแผนงานฐานทรัพยากรอาหาร สสส. เผยว่า ถ้าเยาวชนมีโอกาสเรียนรู้อาชีพทำนาก็จะได้เห็นถึงคุณค่าของการทำงานที่มากกว่าเรื่องของการแสวงหาเงินตรา เพราะข้าวเป็นเรื่องของวิถีชีวิต ได้เรียนรู้ในอาชีพที่เป็นมรดกของปู่ย่าตายาย ได้รับการถ่ายทอดทักษะภูมิปัญญาแง่มุมต่างๆ ในด้านของจิตใจ จนเกิดความภาคภูมิใจที่จะมาสืบทอดอาชีพมีเกียรตินี้ต่อไป