
เพื่อไทยประเมินผลงานรัฐเหลวทุกด้าน
เพื่อไทยตัดหน้าแถลงประเมินผลงานรัฐบาลอัดบริหารประเทศเหลวทุกด้านให้สอบตก ทำประเทศเสียหายจากคอรัปชั่นกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท "ชี้อภิสิทธิ์ไร้สภาวะผู้นำ นำประเทศเสื่อมเสียเพื่อนบ้านดูถูก และอาจนำไปสู่สภาวะสงคราม
(21ธ.ค.) เวลา10.00 น.นายยงยุทธ์ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายปานปรีย์ พหิทธานุกร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันแถลงถึงผลงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปี
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สื่อหลักพาดหัวข่าวว่า 1 ปีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีแต่ทรงกับทรุด นพ.ประเสริฐ ประสาททองโอสถ วิจารณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า 1 ปีของรัฐบาลประสบความล้มเหลว ในขณะที่ความเห็นของสื่อมวลชนที่ตนมองว่ามีมุมมองที่ค่อนข้างคมนั้นระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นพรตในลัทธิเต๋า เป็นพรตในลัทธิเซ็น คือสูงสุดกลับคืนสู่สามัญ กระบวนท่าสูงสุดคือไร้กระบวนท่า หมายความว่า การบริหารราชการสูงสุดของรัฐบาลคือการไม่ต้องบริหาร นอกจากนี้สื่อมวลชนบางฉบับยังระบุว่า รัฐบาลมีความสามารถในการแจก แถม ให้ แต่ความสามารถในการสร้างรายได้ สร้างความสมานฉันท์นั้นไม่มี แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มุ่งแต่ใส่ร้ายป้ายสีหรือกระแทกแดกดันรัฐบาลแต่อย่างใด
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการในส่วนที่เราคาดหวังจะเห็นว่าประเทศจะเป็นไปในแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ คณะรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจไม่ได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้เหมาะกับหน้าที่ การทุจริตคอรัปชั่นประชาชนก็ยังตั้งข้อสงสัยอยู่ สำหรับนโยบาย 99 วันของรัฐบาลจนบัดนี้ 1 ปีแล้วก็ยังไม่มีให้เห็น โดยเฉพาะการยกเลิกเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันไม่มีการดำเนินการใด ๆ จนถึงขณะนี้ ยังไม่รวมนโยบายการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การสร้างความสมานฉันท์ การแก้ปัญหายาเสพติด
ทั้งนี้ฝ่ายค้านรับรู้ถึงข้อจำกัดในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล เราก็เห็นใจ แต่รัฐบาลมักจะอ้างแต่ว่าการเมืองเป็นปัญหาหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การบริหารจัดการเศรษฐกิจนั้นเราอยากเห็นยการจัดการที่ดีกว่านี้ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่มากกว่านี้
นายปานปรีย์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลสร้างหนี้ให้กับประเทศไปแล้ว 530,597 ล้านบาท เงินกู้จากพรก. 4 แสนล้านบาทนั้นนำไปปิดหีบงบประมาณเพียง 5 หมื่นล้านบาท จึงมีเงินเหลือไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 350,000 ล้านบาท แต่ล่าสุด ณ วันที่ 11 ธ.ค. 2552 มีการเบิกจ่ายไปแค่ 21,392.96 ล้านบาท ซึ่งเป็นการไปเพิ่มทุนธนาคารของรัฐ 14,500 ล้านบาท จึงเหลือไปใช้ในการลงทุนแค่ 6,892.96 ล้านบาท เท่ากับว่ารัฐบาลใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปแค่ 5% จึงไม่ได้มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้
นอกจากนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จเพราะรัฐบาลไม่มีความพร้อม หลายโครงการเป็นโครงการที่รัฐบาลหยิบขึ้นมาทำเป็นการเฉพาะหน้า ในขณะที่โครงการที่มีความพร้อมในการดำเนินการอยู่แล้วและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่น โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้า รัฐบาลกลับละเลยหรือตัดออกไปจากนโยบาย ในขณะที่กระทรวงสำคัญด้านเศรษฐกิจที่มีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศเช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงไอซีที และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังไม่เร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายปานปรีย์ กล่าวด้วยว่า เรื่องการลดภาษีนั้นรัฐบาลควรจะพูดให้ชัดว่าจะมีแนวทางอย่างไร ไม่ใช่พูดอย่างเดียวแต่ไม่ดำเนินการ รวมทั้งนโยบายรัฐสวัสดิการนั้น ต้องใช้งบประมาณขนาดไหน ตนไม่แน่ใจว่าจะเป็นแนวทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้อง เพราะรัฐบาลจะไปหารายได้ที่ไหนมาอุดหนุนรัฐสวัสดิการ เพราะเงินคงคลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ณ. เดือนต.ค. 2552 เงินคงคลังอยู่ที่ 274,600 ล้านบาท แต่เป็นเงินกู้(ในรูปตั๋วเงิน) ถึง 245,100 ล้านบาท
ดังนั้นเงินคงคลังที่เป็นเงินสดจะมีอยู่จริงแค่ 29,500 ล้านบาทเท่านั้น สำหรับนโยบายจำนำข้าวที่เปลี่ยนมาเป็นประกันรายได้นั้น เกษตรกรได้รับผลกระทบถ้วนหน้า เพราเมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะประกันรายได้แต่กระทรวงพาณิชย์กลับไปตั้งโต๊ะรับซื้อข้าว ทำเหมือนยังใช้ระบบจำนำอยู่ เพื่อดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น จึงสวนทางกับนโยบายประกันรายได้ของรัฐบาล
ส่วนการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบรัฐบาลไม่ได้ศึกษารายละเอียดให้ดี ไม่เข้าใจเหตุที่คนไปเป็นหนี้ว่าเกิดจากอะไร การลงทะเบียนไม่ชัดเจนว่ากลุ่มใดที่จะได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนในเมืองเป็นหลัก หนี้จริงหนี้ปลอมมั่วกันไปหมด ที่สำคัญ กรณีที่สำนักงานเศรษฐกิจการคล้งประเมินว่า การลงทุน 65 โครงการมาบตาพุดมีมูลค่า 2.3 แสนล้านบาทที่ถูกระงับไป ส่งผลให้จีดีพีปี 2553 ลดลงถึงร้อยละ 0.5
“ สรุปว่า 1 ปีของรัฐบาลย่ำอยู่กับที่ ไม่เดินไปไหน บางกรณียังเดินถอยหลังด้วย ถือว่าล้มเหลว นโยบายที่ประกาศไว้ไม่ได้ทำหรือทำบ้างแต่ไม่สำเร็จ ของเก่าไม่ทำแต่ของใหม่ก็ยังพูดไปเรื่อย และถ้าดูข้อมูลจากไอเอ็มเอฟและเอดีบีที่ได้รับความเชื่อถือนั้น ยังบอกว่าการฟื้นตัวของไทยในปี 2553 ต่ำสุดในภูมิภาค และจีดีพีขยายตัวเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้ว ตัวเลขของไทยติดลบมากที่สุดทั้งๆที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาน้อยที่สุด” นายปานปรีย์กล่าว
นายวิทยา บูรณะศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การดำเนินการทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้เน้นผลประโยชน์ต่างตอบแทนทำให้นำไปสู่ความแตกแยกของส.ส.ที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้กระทั่งในพรรคการเมืองยังมีตัวอยู่พรรคใจยังไปอยู่พรรคอื่น ดังนั้นการลงมติเกิดผลกระทบมาก กระบวนการเข้าสู่อำนาจของนายอภิสิทธิ์ นำไปสู่ปัญหาและสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นและทำให้เกิดกระบวนการงูเห่าเกิดขึ้น เกิดการทรยศต่อประเพณีทางการเมือง ดังนั้นประเพณีการเข้าสู่อำนาจของนายกฯทำให้เกิดประเพณีทางการเมืองแบบใหม่
นอกจากนี้สิ่งที่เกิดในรัฐบาลชุดนี้คือใช้อำนาจเกินขอบเขต มีการละเลยการบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐานกับประชาชน แบ่งแยก แบ่งขั้ว โยนความรับผิดชอบให้ฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งรัฐบาลไม่เคยกระทำในเรื่องความสมานฉันท์ทั้งที่รัฐบาลเขียนเอาไว้ชัดในนโยบาย แต่รัฐบาลทำลายความปรองดองและสร้างความแตกแยกในประเทศและลามไปถึงต่างประเทศตั้งแต่รมว. โฆษก รัฐบาลนี้ผลักให้ประชาชนต้องเลือกข้าง
นายวิทยา กล่าวว่า รัฐบาลนี้ยังวิพากษ์การดำเนินการกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้านรัฐบาลดำเนินการนโยบายความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านแบบตอบโต้ สิ่งสำคัญคือนายอภิสิทธ์ ไร้ภาวะความเป็นผู้นำ แทรกแซงประเทศเพื่อนบ้าน เช่นการแทรกประเทศพม่า ไม่เคยมีนายกฯของไทยคนใดที่สร้างผลกระทบมากเช่นนี้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ และในฐานะนายกฯไทยเป็นประธานอาเซียน ที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลับสร้างความขัดแย้งเสียเองแทนที่จะสร้างความสัมพันธ์แต่กลับดำเนินการแบบวิธีไร้ภาวะผู้นำ นายอภิสิทธิ์ขาดภาวะผู้นำ ขาดไร้วิสัยทัศน์ และอาจนำประเทศไปสู่สงคราม และยังทำให้ประเทศเพื่อนบ้านดูถูก ดูแคลนไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งทั้งหมดมาจากความล้มเหลวของนายอภิสิทธิ์เริ่มจากเข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบ
ด้านน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พบว่ารัฐบาลชุดนี้มีการทุจริตมากในประวัติศาสตร์ วันนี้ตนเรียกว่าเป็นการทุจริตแบบอภิสิทธิ์ชน จากการจัดลำดับทุจริตระดับโลกไทยอยู่ในลำดับ 84 จาก 180 ประเทศ ต่างจากสมัยรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ยุคนี้ที่ถือว่าเป็นยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูนั้นจะเห็นได้จาก โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน โครงการต้นกล้าอาชีพ ซึ่งพบว่ามีการยักยอกเงินของประชาชนจำนวนมาก โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ โครงการจัดซื้อหัวรถจักรดีเซล โครงการชุมชนพอเพียงที่วันนี้สังคมไทยรับรู้ชัดเจนว่ารัฐบาลมีการปล่อยให้เกิดการทุจริตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นเอาโครงการที่ในหลวงพระราชทานให้กับประชาชนของท่านมาปล่อยให้เกิดการทุจริต สรุปแล้วเมื่อประมาณถึงตัวเลขงบประมาณในโครงการต่างๆที่รัฐบาลชุดนี้มีปัญหาการทุจริตทำให้เกิดความเสียหายถึงกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท



