
รัฐเอาใจคนรายได้น้อยทุ่มแสนล้านสู้ โควิด-19
คลังลดผลกระทบเศรษฐกิจ ทุ่มแสนล้านแจกคนจน - มนุษย์เงินเดือน ให้หัวละ 1 - 2 พันบาทสู้ โควิด-19 "บิ๊กตู่" สั่งล่าเส้นทางหน้ากากหาย พร้อมรองรับ "ผีน้อย"
จากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและประชาชนจำนวนมาก ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอนุมัติชุดมาตรการที่ 1 ในการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับจากการระบาดของไวรัส โควิด-19 โดยหนึ่งในชุดมาตรการคือการโอนเงินเข้าไปช่วยเหลือ เน้นกลุ่มที่มีรายได้น้อยและอาชีพอิสระ คาดว่าจะครอบคลุมมากกว่า 10 ล้านคน โดยอาจจะมีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน
อ่านข่าว-แห่แชร์ภาพแท็กซี่ใช้พลาสติกใสครอบตัวเองกันเชื้อโควิด-19
“มาตรการชุดที่ 1 วงเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท ประกอบด้วย มาตรการแจกเงิน โดยจะโอนผ่านพร้อมเพย์ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย เงินเดือนน้อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกรโดยสามารถกดเงินสดเพื่อใช้ซื้อสินค้าและบริการได้ทันที ส่วนจำนวนเงินที่แจกกำลังพิจารณาว่าจะเท่าไหร่ระหว่าง 1,000 - 2,000 บาท และกำลังพิจารณาว่าจะแจกครั้งเดียวหรือทยอยเป็นรายเดือน เพราะชุดมาตรการต้องการให้มีผลทันทีในช่วง 3 - 4 เดือนข้างหน้า”
นายอุตตม กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการอื่น ประกอบด้วย การออกซอฟท์โลน ให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ธนาคารพาณิชย์เพื่อนำไปปล่อยต่อให้แก่ผู้ประกอบการ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยต้นทุนให้แก่ธนาคารออมสิน ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนเงื่อนไขปล่อยกู้ง่ายขึ้นนอกจากนี้การดูแลพนักงานเพื่อไม่ให้ถูกเลิกจ้าง โดยจะใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการไม่เลิกจ้าง โดยนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้มากกว่า 1 เท่า สำหรับมาตรการที่จะดูแลตลาดทุนนั้นจะมีการผ่อนคลายเกณฑ์การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) เพื่อให้การสนับสนุนการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น โดยอาจจะขยายวงเงินการลงทุนที่จะได้รับลดหย่อนภาษีที่ใกล้เคียงกับกองทุนแอลทีเอฟมากขึ้น
ขณะที่ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่าการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายเมื่อใด เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี 2563 กกร. ได้ปรับประมาณการตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพี ในปี 2563 อยู่ที่ 1.5 - 2.0% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.0 - 2.5% ขณะที่ยังคงประมาณการการส่งออกและเงินเฟ้อไว้ตามเดิม อย่างไรก็ตามในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันที่ 6 มีนาคม เป็นครั้งแรกที่มีตัวแทน กกร. เข้าร่วมประชุม ซึ่งจะได้เสนอความเห็นของภาคเอกชนให้รัฐบาลได้โดยตรง
พณ.หักดิบยึดบริหารหน้ากาก
ส่วน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม (กห.) เปิดเผยว่ากระทรวงกลาโหมโดยทุกเหล่าทัพได้เตรียมการสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในมาตรการรองรับแรงงานไทยที่กำลังจะเดินทางกลับจากเกาหลีใต้ โดยได้นำพื้นที่พักทหารจัดเตรียมเป็นพื้นที่ควบคุมโรคในพื้นที่ต่างๆ ของภูมิภาค สนับสนุนในการควบคุมและติดตามเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงจากเมืองที่มีการแพร่ระบาด ขณะเดียวกันได้เตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลทหารและบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่สนับสนุนการดูแลผู้ติดเชื้อขั้นต้น พร้อมทั้งจัดชุดแพทย์ทหาร สนับสนุนการคัดกรองในพื้นที่ด่านชายแดน โดยจะคงความเข้มการทำงานร่วมกับ สธ.และส่วนราชการอื่นๆ ในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด
ลงนามตั้งศูนย์ข้อมูลโควิด-19
มีรายงานว่าในวันนี้ (4 มีนาคม) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 72/2563 เรื่องจัดตั้งศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาเชื้อไวรัสโควิด-19 มีเนื้อหาสรุปว่าเพื่อให้การป้องกันการแพร่ระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสมควรจัดตั้งศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาเพื่อบูรณาการความช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนทุกมิติ รวมทั้งสร้างความรับรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนให้รู้เท่าทัน ไม่ตื่นตระหนกในข่าวสารอันไม่เป็นความจริง จึงมีคำสั่งให้จัดตั้งศูนย์เรียกโดยย่อว่า “ศูนย์ข้อมูลโควิด-19” ที่ทำเนียบรัฐบาล หรือสถานที่อื่นตามที่นายกฯ กำหนด โดยให้มีผู้อำนวยการศูนย์หนึ่งคนตามที่นายกฯ มอบหมาย ขึ้นตรงต่อนายกฯ ให้รายงานความคืบหน้าต่อนายกฯ ทุกวัน และให้ใช้งบประมาณจากงบของสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ในการดำเนินการ
สั่ง 2 เมืองจากเกาหลีต้องกักตัว
ส่วนมาตรการรับมือผีน้อยจากเกาหลีใต้กลับประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังการประชุมมาตรการเร่งด่วนเพื่อรองรับแรงงานไทยดังกล่าวว่า รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์การบริหารงานเกี่ยวกับไวรัสในช่วงที่ผ่านมา เราได้ดูแลรับมือได้ดีพอสมควร โดยมียอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นลำดับที่ 17 ของโลก ถือว่าอยู่ในลำดับท้ายๆ ส่วนกรณีที่บรรดาผีน้อยทั้งหลายจะกลับมาสู่ประเทศไทยซึ่งหลายคนก็เป็นห่วง รัฐบาลก็มีมาตรการรองรับอยู่แล้ว โดยพิจารณาพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของผู้ที่เดินทางกลับมาอย่างเช่นที่ผ่านมา มีมาตรการคัดกรองอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน ท่าเรือ เขตชายแดน มีมาตรการรับมือเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น และต้องมีการรับรองมาตั้งแต่ต้นทางว่าไม่มีการติดเชื้อ ทุกสายการบินต้องมีการตรวจสอบไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อขึ้นเครื่องบิน
ทั้งนี้ต่อไปจะมีการคัดกรองจากเมืองที่มีปัญหาที่สุดเข้าช่องทางที่จะต้องตรวจสอบโดยละเอียด และเมื่อผ่านการคัดกรองในจุดเหล่านี้แล้ว จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการคัดแยกผู้มีไข้ ไม่มีไข้ คนที่มีไข้ต้องเข้าสู่พื้นที่กักกันของรัฐ เรียกว่าพื้นที่ควบคุมโรค จะมีการควบคุมในพื้นที่ของรัฐ ขณะนี้ดำเนินการอยู่แล้ว มีผู้อยู่ในพื้นที่ควบคุมประมาณ 30 กว่าคน รัฐบาลต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนที่คนไทยกังวลเรื่องผีน้อยวันนี้ได้ตรวจสอบไปยังประเทศต้นทาง สามารถทำได้อยู่แล้วก็จะมีการคัดกรองจากด่านตม.ของเกาหลีใต้ว่าคนเหล่านี้มาจากเมืองไหน มีความเสี่ยงอย่างไร แล้วจะกลับภูมิลำเนาที่ใด เมื่อเดินทางผ่านเข้ามาเราจะดำเนินการให้รัดกุม โดยเฉพาะผีน้อยพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ 2 เมือง “แทกู” และ “คยองซัง” ซึ่งมีการแพร่ระบาดมากที่สุดของเกาหลีใต้ ดังนั้นคนที่มาจาก 2 เมืองนี้เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องถูกควบคุม ไม่ให้กลับไปควบคุมที่บ้าน ก็น่าจะสบายใจกันขึ้นแล้ว
สำหรับพื้นที่ในการควบคุมคนเหล่านี้มีแพทย์เข้าไปดูแล จะทำในมาตรฐานที่เราควบคุมในปัจจุบัน แต่ต้องหาพื้นที่ควบคุมเพิ่มเติม อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเป็นพื้นที่ใดและต้องมีการรายงานตัว รายงานผลทั้งหมด จะมีการใช้แอพพลิเคชั่นเข้ามาร่วมด้วย รวมถึงแพทย์ทหาร แพทย์เคลื่อนที่เร็วเข้ามาช่วยดูแลด้วย เพราะเราต้องเตรียมความพร้อมให้มากขึ้นเนื่องจากมีคนทยอยเข้ามามากขึ้น อย่างไรก็ตามการเข้ามาคงจะไม่เข้ามาทีเดียว 4-5 พันคน เป็นการทยอยเข้ามา โดยผ่านมาตรการควบคุมของเกาหลีใต้ สายการบิน จนมาถึงการคัดกรองของไทย
“ดังนั้นทุกคนที่มาจากสองเมืองดังกล่าวจะต้องถูกควบคุม 14 วัน ย้ำอีกครั้งว่าไม่มีควบคุมที่บ้าน เพื่อลดการแพร่กระจายไปในพื้นที่ต่างๆ เราจำเป็นต้องแก้ไขไปทีละขั้นตอน สิ่งสำคัญที่สุดทำอย่างไรคนไทยจะปลอดภัยมากที่สุดและมีความเชื่อมั่น” นายกฯ กล่าว และว่า ในส่วนของผู้ที่เดินทางกลับจากเมืองอื่นๆ ของเกาหลีใต้ก็จะมีขั้นตอนคัดกรอง ถ้าเป็นไข้ก็จะส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กอาการและกักตัวไว้ ส่วนผู้ที่ไม่มีไข้จะส่งไปยังพื้นที่ควบคุมตามภูมิลำเนาเป็นเวลา 14 วัน โดยกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด จัดหาสถานที่รองรับในลักษณะพื้นที่จำกัด เช่น สนามกีฬา เป็นต้น นอกจากนี้กรณีหน้ากากขาดแคลนได้สั่งให้ไปตรวจบัญชีว่าส่งไปที่ไหนบ้างเพื่อหาให้เจอว่าหายไปไหน กักตุนหรือเปล่า ลักลอบขายต่างประเทศหรือไม่
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมว่า จะสั่งการไปยังทุกจังหวัดให้หาพื้นที่หรือชุมชนที่เหมาะสม เชื่อว่าจะดำเนินการได้ทันที เพราะมีแผนรองรับอยู่แล้ว ตั้งแต่กลไกด้านสาธารณสุขจังหวัดจนถึงระดับตำบลและหมู่บ้านที่มี อสม.ประจำพื้นที่ดูแลอยู่
จัดหลุมจอดเครื่องจากเกาหลีใต้
ด้าน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า เตรียมรองรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเกาหลีใต้โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ คนไทย และคนเกาหลี ซึ่ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จะจัดหลุมจอดแยกที่เข้ามาจากเกาหลีใต้เพื่อผ่านการคัดกรองและกรณีพบมีอาการป่วยมีไข้ทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะดำเนินการตามขั้นตอนวิธีปฏิบัติ ส่วนกรณีไม่มีอาการป่วยไม่มีไข้จะจัดรถส่งกลับภูมิลำเนาและมอบหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เฝ้าระวังพร้อมให้จังหวัดลงทะเบียนรายชื่อบุคคลเหล่านั้น เพื่อติดตามกลุ่มแรงงานดังกล่าวให้กักตัวภายในที่พัก 14 วัน
นอกจากนี้ ทอท.ยังจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) เพื่อประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ อาทิ ชื่อ-สกุล สนามบินต้นทาง สนามบินที่แวะเปลี่ยนเครื่อง หมายเลขที่นั่งของผู้โดยสารเพื่อใช้ในการสกัดกั้นการแพร่ระบาดและการติดตามผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
วอนสังคมอย่าตีตรา-ล่าแม่มด
ขณะที่ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) แถลงภายหลังการประชุมดังกล่าวว่า ขออย่าให้คนไทยแตกตื่นจนกระทั่งไปตีตราคนกลุ่มนี้ เพราะล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน
ทั้งนี้มีการติดตามและเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนขอยืนยันว่าไม่ว่าเป็นใครก็ตามตอนนี้ถ้ากลับมาจากพื้นที่เสี่ยงทุกช่องทาง ทั้งทางบก น้ำ อากาศ มีการคัดกรองอย่างเข้มข้น โดยไม่เลือกว่าเป็นคนไทยหรือเป็นคนต่างชาติ หากมีไข้จะถูกแยกกักตัว ทั้งนี้ตัวเลขของแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ได้ตรวจจับพบผู้ที่มีไข้จำนวน 2 ราย และถูกกักตัวอยู่ในโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ส่วนพวกที่ไม่มีอาการ 17 ราย ได้ส่งกลับภูมิลำเนาแล้ว และให้กักตัว 14 วัน โดยมีมาตรการติดตามทุกวัน ระหว่างนี้หากมีอาการจะถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลทันที ฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะแพร่ระบาดหรือตรวจโรคไม่พบ
“อย่าลืมว่าเขาเป็นคนไทยแต่ตอนนี้เหมือนว่าเรากำลังดำเนินการเหมือนว่าเขาเป็นคนผิดแปลกไป ดังนั้นเมื่อเป็นคนไทยเราก็พยายามจัดพื้นที่ให้อยู่ใกล้ภูมิลำเนา หรือเรียกว่าพื้นที่ควบคุมโรคเฉพาะเท่านั้นเอง และขอว่าไม่ต้องตามไปดูและตีตราเขาว่าอยู่ที่ไหน สิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องช่วยกันคือสังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ คงไม่ต้องไปบอกต่อกันว่าคนที่กลับมานั้นจำเป็นต้องไปไล่ล่าเหมือนแม่มด เพราะเราสามารถจัดการให้เขาไม่แพร่โรคและดูแลเขาได้” นพ.สุวรรณชัย กล่าว
จ่อออกประกาศ4ประเทศเสี่ยง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณี สธ.ประกาศ 9 ประเทศเสี่ยงต้องกักตัว 14 วันไม่มียกเว้น แต่ต่อมาได้ยกเลิกประกาศดังกล่าว ว่าสงสัยว่าเอกสารประกาศดังกล่าวออกไปได้อย่างไรเพราะตนยังไม่ได้ลงนามและยังไม่ส่งออกจากห้องเลยจึงอาจมีข้อผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามตอนนี้เราต้องมาดูอีกครั้งเพราะมีโจทย์เรื่องคนไทยที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายในต่างประเทศเข้ามาทำให้ต้องตรวจสอบข้อมูลตรงนี้ก่อน ส่วนจะต้องเปลี่ยนแปลงประกาศให้เพิ่มหรือลดจำนวนประเทศอย่างไรหรือไม่นั้นขอกลับไปคิดดูก่อน
มีรายงานแจ้งว่าประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดที่ประชุมครั้งนี้ได้มีการหารือเพื่อเตรียมประกาศมี 4 ประเทศ ได้แก่ จีน อิตาลี อิหร่าน และเกาหลีใต้
สตม.เจอผีน้อยไข้สูงอีก 17 ราย
มีรายงานจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) แจ้งว่ามีกลุ่มคนไทยที่ลักลอบไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้ได้ทยอยเดินทางกลับไทยโดยข้อมูลเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มผีน้อยเข้ามาทางท่าอากาศยานของประเทศไทย 3 แห่ง จำนวน 158 ราย จากการตรวจคัดกรองที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มียอดส่งกลับ 107 ราย เข้าข่ายต้องสงสัยติดเชื้อเนื่องจากมีไข้สูง 17 ราย จึงนำส่งโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อตรวจสอบหาเชื้อ และผ่านด่านการตรวจคัดกรองปกติจำนวน 90 ราย แต่ต้องกักตัวที่บ้านพักเพื่อเฝ้าระวังเป็นเวลา 14 วัน
ด้านเพจเฟซบุ๊ก “ชุมชนคนไทยในเกาหลีใต้ thaikuk kr” มีการจัดทำโพลล์สำรวจความเห็นแรงงานไทยในเกาหลีใต้ ว่าต้องการกลับไทยหรือไม่ หากรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือ? ซึ่งผลสำรวจล่าสุดในวันนี้ (4 มี.ค.) พบว่าร้อยละ 77 ไม่กลับ และร้อยละ 23 ต้องการกลับ
พร้อมเปิด 10 มทบ.รับผีน้อย
วันเดียวกัน พล.ท.ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมใช้โรงพยาบาลทหารในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 รองรับแรงงานไทยกลับจากเกาหลีใต้ หลังส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาในอีสาน ว่ายังไม่ได้รับการประสานงานมาจากส่วนกลางแต่มีความพร้อมเพราะมีโรงพยาบาลทหารทั้ง 10 มณฑลทหารบก (มทบ.) แต่หากมีเป็นจำนวนมากอาจจะเปิดค่ายทหารรองรับ ทั้งนี้ มทบ.ทั้ง 10 แห่ง ประกอบด้วย มทบ.21 รับผิดชอบ จ.นครพนม และ จ.ชัยภูมิ มทบ.22 รับผิดชอบ จ.อุบลราชธานี จ.อำนาจเจริญ มทบ.23 รับผิดชอบ จ.ขอนแก่น จ.กาฬสินธุ์ มทบ.24 รับผิดชอบ จ.อุดรธานี จ.นครราชสีมา มทบ.25 รับผิดชอบ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ มทบ.26 รับผิดชอบ จ.มหาสารคาม จ.บุรีรัมย์ มทบ.27 รับผิดชอบ จ.ร้อยเอ็ด จ.ยโสธร มทบ.28 รัลผิดชอบ จ.เลย จ.หนองบัวลำภู มทบ.29 รับผิดชอบ จ.บึงกาฬ จ.สกลนคร และ มทบ.210 รับผิดชอบ จ.นครพนม จ.มหาสารคาม
มีรายงานแจ้งว่ากองทัพบกได้สั่งการไปมณฑลทหารบก 37 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะมณฑลทหารบกที่มีโรงพยาบาลค่ายอยู่ภายในให้เตรียมพร้อมจัดสถานที่ บุคลากร ซึ่งเบื้องต้นได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติ สถานที่ควบคุมต้องไม่อยู่บริเวณโรงนอนของกำลังพล และให้สาธารณสุขจังหวัดรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ โดยใช้โมเดลแบบอาคารพักรับรองสัตหีบ อ่าวดงตาล ฐานทัพเรือสัตหีบของกองทัพเรือ ที่เคยใช้เฝ้าระวังคนไทยกลับจากอู่ฮั่น ประเทศจีน
พณ.หักดิบยึดบริหารหน้ากาก
วันเดียวกัน นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมวอร์รูมหน้ากากอนามัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนหาซื้อไม่ได้แต่มีขายในออนไลน์ราคาแพง ว่าตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมเป็นต้นไป หน้ากากอนามัยทุกชิ้นที่โรงงานผลิตได้ประมาณ 38 ล้านชิ้น จะต้องนำเข้าสู่ศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัยของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมด จากก่อนหน้านี้ที่ปันส่วนเข้าศูนย์ประมาณ 40-45% เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำธุรกิจปกติของภาคเอกชน เพราะพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ให้อำนาจเต็มที่ในการบริหารจัดการสินค้าควบคุมภายใต้ภาวะวิกฤติ
นอกจากนี้จะเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน พิจารณาออกประกาศ กกร. กำหนดให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่มีหน้ากากอนามัยในครอบครองเกินกว่าปริมาณที่กำหนดต้องแจ้งต่อกรมการค้าภายในตามมาตรา 30 หากไม่แจ้งจะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากเดิมที่ กกร.กำหนดให้เฉพาะผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ต้องแจ้งปริมาณที่มีในครอบครอง
สำหรับการแก้ปัญหาผู้ค้าหน้ากากอนามัยเกินราคาผ่านทางออนไลน์ ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบเพื่อให้ถึงตัวผู้กระทำผิดผ่านสื่อโซเชียลแล้ว และเมื่อจับกุมได้จะส่งดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้เจ้าของแพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ ทุกรายที่มีผู้ขายหน้ากากอนามัยเข้าไปค้ากำไรเกินควรจะเข้าข่ายมีความผิดฐานค้ากำไรเกินควรด้วย
รพ.มีทั่วประเทศ 8 ล้านชิ้น
ที่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก สธ. แถลงสถานการณ์ว่า จากการที่ สธ.ได้มอบหมายให้ทั้ง 12 เขตสุขภาพสำรวจปริมาณหน้ากากอนามัยสำหรับให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ในสถานพยาบาลนั้น พบว่าเขตที่มีน้อยสุดอยู่ 1.7 แสนชิ้นต่อเขต ส่วนที่มีมากที่สุด 1.5 ล้านชิ้นต่อเขต โดยรวมแล้วข้อมูล ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ทั่วประเทศมีประมาณ 8 ล้านชิ้น สำหรับให้บุคลากรในโรงพยาบาลใช้อีกทั้งวันที่ 10 กุมภาพันธ์-3 มีนาคม องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ที่ทำหน้าที่จัดหาหน้ากากอนามัยให้โรงพยาบาลได้จัดหาเพิ่มได้ต่ำสุด 5 หมื่นชิ้นต่อวัน และสูงสุด 5 แสนชิ้นต่อวัน เฉพาะวันที่ 3 มีนาคม ได้ 1.9 แสนชิ้น จะมีการบริหารจัดการให้โรงพยาบาลต่อ่ไป
จับไปแล้ว 42 รายโก่งราคา
ด้าน พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ. เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่สืบสวนหาข่าว ติดตามผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสขายหน้ากากอนามัยเกินราคาในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกันกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 42 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ขณะนี้ขยายผลเบื้องต้นจากการสอบปากคำทราบว่าผู้ต้องหาอ้างว่าซื้อหน้ากากอนามัยเพื่อไปขายต่อเก็งกำไร เช่นหน้ากากอนามัยที่เป็นใยสังเคราะห์ ซึ่งองค์การเภสัชกรรมขายแผ่นละ 1 บาท แต่ผู้ต้องหานำไปขายต่อสูงสุดแผ่นละ 15 บาท สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ฉวยโอกาสกักตุนในช่วงที่เกิดวิกฤติ
ทั้งนี้นอกจากการสุ่มตรวจร้านค้าแล้ว บก.ปคม. ยังมีการตรวจสอบเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีการฉวยโอกาสขายหน้ากากอนามัยโก่งราคาและมีการกักตุนสินค้า ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ทั้งนี้ข้อหาจำหน่ายในราคาที่สูงเกินจริงรวมถึงจำหน่ายสินค้าไม่แสดงราคา และการกักตุนสินค้ามีอัตราโทษสูงจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สิระแจ้งความหลอกขายหน้ากาก
วันเดียวกัน นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.นรี (นามสมมติ) และนายชาติ (นามสมมติ) เนื่องจากจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาและไม่ได้มาตรฐานจำนวน 1 หมื่นชิ้น จนทำให้เกิดความเสียหายต่อตนและประชาชน โดยนายสิระ กล่าวว่า เพื่อเปิดโปงขบวนการหลอกลวงกลุ่มนี้ เพราะตอนที่ทีมงานติดต่อขอซื้อหน้ากากก็ทราบว่าเป็นการสั่งซื้อของส.ส.เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชน แต่ก็ยังเอาหน้ากากที่ไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่ายให้อีก ตนจึงตกอยู่ในสถานะของเหยื่อ และส่งผลเสียต่อประชาชนอีกด้วย สำหรับค่าเสียหายจ่ายไปมี 2 ส่วนคือ ยอดแรก 120,000 บาท จากการสั่งซื้อหน้ากาก 1 หมื่นชิ้น ส่วนยอดที่ 2 จำนวนเกือบ 6 หมื่นบาท จากการสั่งซื้อหน้ากากเพิ่มเติม ซึ่งผู้จำหน่ายได้ขอขึ้นราคาหน้ากากอีกด้วย ส่วนการติดตามไปยังโรงงานผลิตนั้นต้องปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขยายผลต่อไป



