ข่าว

เปลี่ยนเมืองฝิ่น...สู่ท้องถิ่นพึ่งตัวเอง

เปลี่ยนเมืองฝิ่น...สู่ท้องถิ่นพึ่งตัวเอง

21 ธ.ค. 2552

อมก๋อย" ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นหูคนไทยกันบ้างแล้วด้วยความแปลกของชื่อ และความทุรกันดารของพื้นที่ จึงไม่แปลกหาสาวกแอดเวนเจอร์จะเข้ามาตั้งแคมป์ผิงไฟ เพื่อชื่นชมความงามของธรรมชาติอยู่เนื่องๆ แต่ความน่าค้นหานี้จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า

"ในอดีตที่นี่เคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศมาแล้ว นั่นเพราะประชากรร้อยละ80 เป็นชาวเขาที่อาศัยอยู่บริเวณป่าต้นน้ำที่ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ จึงอาศัยการทำไร่เลื่อนลอยเพียงเพื่อประทังชีวิต ซึ่งบางครั้งก็ไม่เพียงพอ จึงกลายเป็นช่องทางให้นายทุนเข้ามาส่งเสริมการปลูกฝิ่นและตักตวงผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองมาโดยตลอด

ขณะที่อาณาเขตดอกฝิ่นกำลังขยายกอปรกับการทำไร่เลื่อนลอยที่เพิ่มขึ้น ป่าต้นน้ำแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสายของอมก๋อยก็ค่อยๆ ลดลงตามไปด้วย น้ำในลำห้วยน้อยต่างๆ ที่ไหลลงสู่น้ำแม่ตื๋น ต้นกำเนิดของแม่น้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพลก็ค่อยๆ แห้งเหือดลงไปทุกปี สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านในฤดูแล้ง จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ชาวบ้านและภาคเอกชนจึงรวมตัวกันขึ้น เพื่อฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าต้นน้ำให้กลับคืนสู่ชาวอมก๋อย ภายใต้ชื่อ "กลุ่มคนฮักต้นน้ำแม่ตื๋น"

สิทธิชัยสวัสดิ์แสน นายอำเภออมก๋อย เล่าว่า กลุ่มดำเนินการมา 4 ปีแล้ว เริ่มต้นจากการประชุมผู้นำหมู่บ้าน เพื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น จากนั้นก็ร่วมกันหาวิธีแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการอบรมชาวบ้านที่อาศัยบริเวณต้นน้ำให้เข้าใจในการอนุรักษ์ป่า การเคลื่อนย้ายชาวเขามาอยู่ในพื้นที่ทำกินของนิคมเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อสนองแนวพระราชดำริตามโครงการอนุรักษ์สภาพป่าในพื้นที่ อ.อมก๋อย ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

"แผนการดำเนินงานที่สำคัญคือ การสร้างอาชีพที่ไม่ทำลายป่า และเนื่องจากด้วยสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศที่อมก๋อยสามารถปลูกกาแฟได้ดี จึงเริ่มมีการส่งเสริมให้ปลูกกันมากขึ้น ซึ่งกาแฟที่นี่เป็นพันธุ์อาราบิก้า สายพันธุ์คาดิมอร์ โดยระบายผลผลิตผ่านทางโครงการหลวงและบริษัทเอกชนต่างๆ" นายอำเภออมก๋อย กล่าว

หลังจากได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำแล้วก็มีโอกาสเข้าไปสัมผัสของจริงใน หมู่บ้านพะอัน พื้นที่ของโครงการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำที่ยังคงอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยต้นไม้แล้ว ยังมีกลิ่นอายของวิถีชีวิตของชนเผ่าปกากะญอ (กะเหรี่ยง) ที่ยังคงบริสุทธิ์อยู่ มีโอกาสพูดคุยกับชาวบ้านถึงปัญหาและวิธีการดูแลป่าต้นน้ำตามวิถีชนเผ่า โดย พะแนะควาผ่องพินิจศรี วัย54 ปี ชาวบ้านพะอัน เล่าให้ฟัง

"เมื่อก่อนปลูกแต่ข้าวไร่ หมุนเวียนตามแต่ละแปลงไปเรื่อยๆ ที่ครอบครัวมีอยู่ก็ 9 แปลง แปลงละ 10 ไร่ ถ้าไม่ทำไร่แบบนี้ก็จะไม่ได้ข้าวพอกินในแต่ละปี ส่วนกาแฟก็ปลูกบ้าง แต่ตอนแรกไม่รู้ว่าจะไปขายที่ไหนก็เททิ้ง พอรู้มาว่ามีบริษัทมารับซื้อก็ลองเอาไปขาย เมื่อปีที่แล้วขายได้ 4,000 กว่าบาท จึงเริ่มขยายการปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีอยู่ 500 ต้นแล้ว" พะแนะควา บอก

ทั้งนี้ภาคเอกชนที่ยื่นมือเข้ามาช่วย นำโดยบริษัท วีพีพี โปรเกรสซิฟ จำกัด หรือ กาแฟดิโอโร่ เข้ามาก่อตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาสายพันธุ์กาแฟโดยคอยให้คำแนะนำเรื่องการปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยวให้ได้มาตรฐาน ตลอดจนรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน ซึ่ง วีระเดชสมบูรณ์เวชชาการ เจ้าของแบรนด์ดิโอโร่ บอกว่า ช่วงแรกเข้ามาซื้อเมล็ดกาแฟในราคาประกัน แต่ตอนนี้ตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้และให้ความช่วยเหลือชาวบ้านด้วย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนแห่งความพอเพียง โดยชาวบ้านได้จัดตั้งเป็นกลุ่มช่วยกันดูแลต้นกาแฟในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบด้วย

น่าภาคภูมิใจแทนพี่น้องชาวอมก๋อยที่สามารถช่วยกันพลิกฟื้นผืนป่าต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ในเวลาไม่กี่ปีใครที่ชื่นชอบดื่มด่ำรสชาติกาแฟต้นตำรับอมก๋อยเคล้าแสงสีส้มยามพระอาทิตย์ขึ้น ก็สามารถเดินทางไปชื่นชมธรรมชาติและวิถีชีวิตชนเผ่าได้ตลอดทั้งปี แต่อย่าลืมพกพาเสื้อกันหนาวไปด้วยนะ แว่วว่าบางปีอุณหภูมิที่นี่ติดลบตั้ง 5 องศาเซลเซียส เลยทีเดียว!!