
"การเมืองตัวแทน" ตายแล้ว
ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่คงให้คนไทยได้หายใจกันทั่วท้องมากกว่าเดิมหลังจากเห็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองสลับกันจัดเวทีอภิปรายโต้กันไปมา จนทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ รู้สึกชินชากับพฤติกรรมการเมืองของบรรดากลุ่มเสื้อหลากสี
แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยอาจมองข้ามผู้ที่น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการลดปัญหาการเลือกข้างคือ "ส.ส." หรือ "ผู้แทนราษฎร" ผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากประชาชนในพื้นที่ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภา
แต่ทำไมปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น "ส.ส." แทบไม่มีบทบาทในการเข้าไปคลี่คลายปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
หรือ ส.ส.ไม่มีความน่าเชื่อถือที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อใจและไว้ใจ?
ทั้งที่ "ส.ส." ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาอันทรงเกียรติ
"ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์" ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ประชาชนเมินเฉยต่อ ส.ส.ในพื้นที่เหมือนไม่มีตัวตน เพราะในอดีตประชาชนมีความคาดหวังสูงต่อระบบการเมืองแบบผู้แทน
โดยเชื่อว่าระบบผู้แทนเข้ามาจะสามารถแก้ไขปัญหาให้ได้ โดยเชื่อว่าจะตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ แต่ในที่สุดก็ต้องผิดหวัง เพราะนักการเมืองมองแต่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
ในทันทีที่ "การเมืองตัวแทน" ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภา ประชาชนก็จะตัดตอนอำนาจในทันที ไม่ฟังเสียงประชาชนตัดสินใจอะไร ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แม้ว่าบางเรื่องจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนในพื้นที่ก็ตาม
ซึ่ง "ศุภณัฐ" เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า "ประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือประชาธิปไตยแผนโบราณ" เพราะเป็นการให้ความสำคัญต่อประชาชนก่อนไปลงคะแนนเสียงเท่านั้น แต่หลังจากได้รับเลือกตั้งแล้วมักคิดว่าอำนาจประชาชนได้สิ้นสุดลงแล้ว จะทำอะไร ตัดสินใจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน
"ถือเป็นความเข้าใจผิด เพราะความจริงแล้วการเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีกระบวนการติดตามการทำงาน การตรวจสอบการทำหน้าที่อีกด้วย" ศุภณัฐ กล่าวและอธิบายผลกระทบที่ตามมาคือ ประชาชนเริ่มมีมุมมองต่อ ส.ส.เปลี่ยนไป ขาดความไว้วางใจ ไม่ให้ความร่วมมือ ขณะที่ผู้แทนกลับไม่ทำหน้าที่ของตัวเองแต่กลายเป็นนักล็อบบี้หาผลประโยชน์ให้ตัวเอง วิ่งเข้าหากลุ่มทุน เพื่อเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง "ประชาชน" กับ "ส.ส." หรือตัวเแทนยิ่งห่างไกลกันมากขึ้น
จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการเมืองขึ้นใหม่จาก "การเมืองตัวแทน" เป็น "การเมืองภาคพลเมือง"
และเป็นที่มาของคำว่า "การเมืองใหม่" ซึ่งไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใหม่ "ศุภณัฐ" เชื่อว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม "ศุภณัฐ" ยอมรับว่า "การเมืองภาคพลเมือง" กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็น เยาวชน ครู โรงเรียน เครือข่ายในสภาพัฒนาการเมือง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งฟังแล้วอาจหวังผลระยะยาว แต่ "ศุภณัฐ" มองว่า มีความยั่งยืนกว่า เพราะที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาการเมืองจะทำอย่างเร่งรีบและไม่จริงจัง สุดท้ายปัญหาก็จะวนกลับมาเหมือนเดิมเป็นเหมือนวัฏจักร
"ศุภณัฐ" กล่าวว่า ปัญหาการเมืองไม่ได้เกิดเฉพาะประเทศไทย แต่ทั่วโลกประสบเหมือนกันหมด แม้แต่สหรัฐอเมริกาที่หลายฝ่ายมองว่าเป็น "ผู้นำประชาธิปไตย" ก็ผ่านปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนกับประเทศไทย จึงต้องแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการประชาธิปไตยแบบ "สานเสวนาหาทางออก" เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยรับฟังซึ่งกันและกัน
เพราะที่ผ่านมาระบบการสื่อสารถูกตัดขาดจากกันหมดไม่มีใครยอมรับฟังเหตุผลของแต่ละฝ่าย จึงต้องใช้เวทีสานเสวนาหาทางออกมาเป็นช่องทางในการสื่อสารให้คนในสังคมได้พูดคุยกัน!
"เรื่องนี้น่าจะทำทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้คนทั้ง 76 จังหวัดมีพื้นที่ฟังกันว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคืออะไร ไม่ใช่การเมืองของตัวแทนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ฉันจะเอาอย่างนั้น ฉันจะเอาอย่างนี้ แต่กลุ่มอื่นเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญเขาเลย และทำอย่างไรให้ประชาชนร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาสาธารณะปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่เป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่ง" ศุภณัฐ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การเมืองตัวแทนยังต้องมีอยู่ต่อไป แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีคิด ขณะที่การเมืองภาคพลเมือง ไม่ใช่มีขึ้นเพื่อไปแย่งชิงอำนาจกับผู้มีอำนาจ แต่เป็นการเสริมอำนาจร่วมกัน โดยให้เน้นที่ผลประโยชน์ส่วนรวมต้องทำงานร่วมกัน ที่สำคัญการเมืองภาคพลเมืองต้องมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครครอบงำ และต้องรู้เท่าทัน
จากเหตุและผลที่ "ศุภณัฐ" กล่าวว่า หากการเมืองตัวแทนยังคงเล่นการเมืองแบบเดิมๆ รับรองอนาคตถูกปลด หรือลดบทบาทลงอย่างแน่นอน !
สมถวิล เทพสวัสดิ์



