
เรื่องโลกร้อน
ภาวะโลกร้อนได้กลายเป็นปัญหาสำคัญและเร่งด่วนของโลกที่นานาชาติมีความกังวลใจและหาทางที่จะแก้ไขปัญหานี้ ทั้งที่ต้นของปัญหาเริ่มจากประเทศอุตสาหกรรมเก่าคือสหรัฐ และยุโรป ที่ทั้งกรรมวิธีการผลิตและกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม
ตลอดจนตัวผลิตภัณฑ์เอง เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ยานพาหนะ ฯ ได้ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชั้นบรรยากาศของโลก แต่ปัจจุบันเมื่อประเทศอุตสาหกรรมเก่าเหล่านั้น ได้กอบโกยผลกำไรจากการค้าสินค้าที่สร้างปัญหาแก่โลกจนกลายเป็นชาติที่มั่งคั่ง และก้าวข้ามจากการผลิตสินค้าเหล่านั้นไปสู่การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ก็ไม่ลืมที่จะแสดงความห่วงใยต่อโลก และทำให้ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่เดินตามแนวทางของตนในอดีต เช่น จีน และอินเดีย ตกเป็นจำเลยในข้อหาผู้สร้างปัญหาโลกร้อนไปในที่สุด
พิธีสารที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ.1997 ได้บรรลุความตกลงในการที่ประเทศอุตสาหกรรมจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อภาวะโลกร้อนให้น้อยลง แต่โดยที่พิธีสารเกียวโตจะหมดอายุลงในปี 2012 ประเทศต่างๆ จึงเปิดการประชุมร่วมกันที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคมนี้ เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดมาตรการและกฎเกณฑ์สำหรับการแก้ไขปัญหาโลกร้อนหลังปี 2012 (ซึ่งบังเอิญเป็นปีที่สิ้นโลกตามคำทำนายของปฏิทินชนเผ่ามายา)
การประชุมดังกล่าวจะเป็นการประชุมระดับสุดยอดของผู้นำประเทศต่างๆ จำนวน 192 ประเทศ เพื่อถกปัญหาสำคัญๆ 4 ข้อใหญ่ๆ ได้แก่ รูปแบบของข้อตกลง การกำหนดระดับที่เพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก การปรับลดปริมาณของก๊าซเรือนกระจก และการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศที่ยากจน
หากมองถึงท่าทีของประเทศอุตสาหกรรมเก่าและอุตสาหกรรมใหม่ จะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ต้องการให้ยืดอายุพิธีสารเกียวโตออกไป เพราะตามข้อตกลงได้ให้เวลาในการปรับตัวแก่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ แต่กำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมเก่าต้องลดก๊าซเรือนกระจกลง นอกจากนี้ยังให้ประเทศที่ร่ำรวยให้ความช่วยเหลือประเทศที่ยากจน หรือกลุ่มประเทศ จี 77 ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 130 ประเทศ ที่ต่างก็ต้องการให้มีการปฏิบัติตามพิธีสารเกียวโตไปจนถึงปี 2012 ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมเก่า โดยเฉพาะสหรัฐไม่เห็นด้วยกับการถูกบังคับให้ปรับลดก๊าซเรือนกระจก แต่เห็นว่าควรจะค่อยเป็นค่อยไปตามความสมัครใจ และเห็นว่าประเทศอุตสาหกรรมเก่าหรือใหม่ควรลดก๊าซเรือนกระจกลงเท่าๆ กัน โดยไม่ควรมีการผ่อนปรนแก่ใคร
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือเรื่องอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสหรัฐ และประเทศอุตสาหกรรมเก่า ต้องการที่ 2 องศาเซลเซียส แต่ประเทศที่ยากจนต้องการ 1-1.5 ซึ่งหากต้องการให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศา ประเทศอุตสาหกรรมเก่าจะต้องลดก๊าซเรือนกระจกลง 20-45% ในปี 2020 แต่หากต้องการลดลง 1-1.5 องศา ประเทศอุตสาหกรรมเก่าก็จะต้องลดลงต่ำกว่า 45% ในปี 2020
นอกจากนี้ ประเทศที่ยากจนต้องการให้ประเทศอุตสาหกรรมเก่า ลดก๊าซเรือนกระจกลง 40% ในปี 2020 แต่ตามข้อเท็จจริง ขณะนี้จีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ของโลก และถือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด แต่ตามพิธีสารเกียวโตจัดจีนไว้ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เหล่านี้ล้วนทำให้สหรัฐ และประเทศอุตสาหกรรมเก่าไม่ค่อยพอใจพิธีสารเกียวโตเท่าไรนัก และอยากให้มีความตกลงฉบับใหม่มาใช้แทน
ภาวะโลกร้อนแม้จะเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลกระทบต่อโลกอย่างมาก แต่ก็เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศอุตสาหกรรมทั้งเก่าและใหม่ และประเทศเหล่านั้นจะคำนึงถึงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องส่วนรวมมากกว่ากัน เราท่านก็คงได้เห็นท่าทีและความจริงใจในการแก้ปัญหาในการประชุมที่โคเปนเฮเกนครั้งนี้แล้วนะครับ



