
รัฐหาช่องปลดล็อก42โครงการมาบตาพุด
"กอร์ปศักดิ์" เผยเตรียมส่ง 42 โครงการมาบตาพุดสอบถามอัยการ หาช่องทางปลดล็อก ชี้มีข้อมูลใหม่ 4 ประเด็น ยื่นศาลพิจารณาอีกรอบ ด้านเอ็นจีโอลั่นทางออกเดียวต้องทำตามคำวินิจฉัยของศาลปกครอง
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเสวนาเรื่อง "มาบตาพุด : วิกฤติหรือโอกาส?" ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างน้อย 42 ราย จาก 65 โครงการที่ถูกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้ระงับโครงการชั่วคราว เนื่องจากเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและก่อสร้างแล้วเสร็จ และเห็นว่ามีช่องทางทำได้ ด้วยการยื่นข้อมูลเพิ่มเติมต่อศาลใน 4 ประเด็น เพื่อขอความเห็นกลับไปยังอัยการอีกครั้ง โดยเตรียมนำเสนอมาตรการดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 22 ธันวาคมนี้
"รัฐบาลต้องทำ 2 มาตรการไปพร้อมๆ กัน คือ รอให้ทุกอย่างเข้าระบบกฎหมายตามประกาศหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่กำลังจะออกจากคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีก 8-9 เดือน กว่าจะเข้าระบบทั้งหมดและจะทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเสียหายมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการเยียวยาภาคอุตสาหกรรมและเอกชนที่กำลังก่อสร้างทั้ง 42 โครงการ ก็จะขอช่องทางจากศาล เพื่อให้เดินหน้าโครงการได้ก่อน แต่จะยังไม่เริ่มต้นกระบวนการผลิต เนื่องจากยังต้องรอให้ปฏิบัติการตามมาตรา 67 วรรคสอง ไปก่อน" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้จะนำประเด็นที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่าถึงจะอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อนวันที่ 24 ธันวาคม 2550 แต่หากยังไม่ได้ใบอนุญาตก็ถือว่าต้องทำตามคำสั่งศาล เข้าหารือกับศาลอีกครั้งในวันที่ 21 ธันวาคมนี้
ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะหาช่องทางออกใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการทั้ง 42 โครงการ โดยขอความเห็นจากศาลให้ทบทวนใหม่ เพราะขณะนี้การคุ้มครองชั่วคราวจบที่ศาลปกครองสูงสุดแล้ว และคดีหลักจะกลับไปพิจารณาที่ศาลปกครองกลาง การไปถามความเห็นทำให้เกิดความสะเปะสะปะ และสังคมเกิดความสับสน
นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่าย เตรียมเสนอกระบวนการจัดทำอีไอเอ และเอชไอเอให้ที่ประชุม ครม.สัปดาห์นี้ ส่วนการกำหนดประเภท และขนาดโครงการรุนแรงที่กระทบชุมชนยังไม่ได้ข้อสรุป โดยเฉพาะเรื่องอุตสาหกรรมเหมือง รวมทั้งการพิจารณาการตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ที่ยังไม่สรุปว่าจะใช้แบบองค์การอิสระระดับชาติเพียงองค์การเดียวหรือรูปแบบคณะกรรมการอิสระย่อยๆ



