
ธปท.ชงหั่นเป้าจีดีพีปี52 "อัมมาร"ห่วงวิกฤติลาม
แบงก์ชาติชง กนง.ปรับลดเป้าจีดีพีปีนี้ หลังเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 51 ทรุดหนัก ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกย่ำแย่ "อัมมาร" เตือนวิกฤติลามสู่ภาคการเงิน คลังรับจำเป็นต้องอุ้มคนจนก่อน แนะรัฐทำฐานข้อมูลให้ถูกต้อง
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมในวันที่ 8 เมษายนนี้ พิจารณาปรับลดเป้าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จากเดิมคาดไว้ที่ 0-2% เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลก และไตรมาส 4 ปี 2551 เศรษฐกิจลดลงอย่างรุนแรง แต่ไตรมาสแรกปีนี้สถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่ากับไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม คงต้องรอให้จบไตรมาส 2 จึงจะประเมินสถานการณ์ใหม่ได้ว่าเลวร้ายแค่ไหน ซึ่งยอมรับว่ามีโอกาสที่จีดีพีปีนี้จะต่ำกว่า 0%
"ปัจจัยการเมืองยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำมาประกอบการพิจารณาปรับลดเป้าจีดีพี เพราะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งนักลงทุนและผู้บริโภค" นางอมรากล่าว
เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ดร.อัมมาร สยามวาลา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสและนักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "เศรษฐกิจช๊อค : ความเปราะบางของไทย" จัดโดยทีดีอาร์ไอและคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับสหประชาชาติในไทย ระบุว่า วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้เกิดจากกลุ่มชนชั้นล่าง และแม้ว่ากลุ่มสถาบันการเงินจะยังไม่มีปัญหา แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าวิกฤติรอบนี้จะไม่ลุกลามไปสู่ภาคธุรกิจและภาคการเงิน ซึ่งหากกระทบไปถึงก็จะเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องมีกรอบนโยบายที่ทำให้สามารถลุกขึ้นมาดำเนินการลดผลกระทบจากวิกฤติต่างๆ
ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค และโฆษกสำนักเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า มาตรการที่จะมาดูแลกลุ่มคนจนหรือกลุ่มที่มีฐานะเปราะบางของภาครัฐ จะมีทั้งส่วนมาตรการระยะสั้นและมาตรการระยะกลางถึงยาว โดยมาตรการระยะสั้นที่มีออกมาจำเป็นต้องทำ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ เนื่องจากไทยไม่มีการวางมาตรการเพื่อรองรับผลกระทบเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการนิยามกลุ่มคนที่มีฐานะเปราะบางว่าสุดท้ายเป็นใคร ซึ่งเป็นปัญหาแต่รัฐก็ต้องทำเพื่อแก้ไขปัญหา
ดังนั้นการวางมาตรการในระยะกลางถึงยาวจึงสำคัญทั้งในเรื่องของฐานข้อมูลผู้มีฐานะเศรษฐกิจเปราะบางเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องเริ่มลงมือทำเพื่อในอนาคตหากจะต้องมีการอัดฉีดเงินเข้าไปช่วยเหลือคนกลุ่มนี้จะได้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและถึงกลุ่มคนเป้าหมายที่รัฐต้องการช่วยเหลือจริงๆ



