
สถานการณ์ความมั่นคงเอเชีย ปี 2553
เป็นปีที่ห้าติดต่อกันแล้วที่ช่วงปลายปีต่อต้นปี จะมีการนำเสนอบทความสี่ตอน วิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มของโลกในปีหน้า แบ่งออกเป็นภูมิภาคอาเซียน เอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยบทความชิ้นนี้จะเป็นตอนที่สองโดยประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงของเอเชียในปี 2553
แม้ว่าสหรัฐ กับจีน ยังคงเป็นคู่แข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเอเชียแปซิฟิกเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา แต่การที่สหรัฐหันไปแสวงหาการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเผด็จการในเอเชียด้วยวิธีที่นุ่มนวลมากขึ้นและกองทัพตนเองยังติดหล่มในอัฟกานิสถาน ทำให้ไม่มีใครสามารถท้าทายการขยายขีดความสามารถและบทบาททางทหารของจีนอย่างต่อเนื่องในเอเชียแปซิฟิกได้ ออสเตรเลียที่วางแผนจะสร้างกองทัพชั้นนำเพื่อมาอุดช่องว่างนี้ในทศวรรษหน้าก็ยังห่างไกล
ญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลใหม่ก็ยังหาจุดลงตัวระหว่างความสัมพันธ์ทางทหารสหรัฐ กับการก้าวสู่การเป็นกองทัพสมบูรณ์แบบไม่ได้ ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายลงทั้งในคาบสมุทรเกาหลีเหนือและช่องแคบไต้หวัน ทำให้สหรัฐ ได้แต่จับตาดูจีนด้วยความวิตกที่จีนขยายความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับชาติต่างๆ ได้กว้างขวางและลึกซึ้งขึ้น ขั้วอำนาจจีน-รัสเซีย และสหรัฐ-อินเดียจะจับกันแข็งแรงขึ้น
การแข่งขันด้านพลังงานยังเป็นปัญหาสำคัญที่ชาติเอเชียตะวันออกอาจมีปัญหากันบนทะเล ความไม่สงบในซินเจียง และทิเบต อาจเกิดขึ้นอีกได้เสมอ แต่กลไกความร่วมมือของจีนกับชาติเอเชียตอนในทำให้ความรุนแรงของปัญหาไม่น่าหวั่นใจ เกาหลีเหนืออาจยังไว้ใจไม่ได้ แต่ด้วยไม้แข็งของรัฐบาลโซลและไม้นวมของรัฐบาลวอชิงตัน โอกาสของสงครามนิวเคลียร์แห่งภาคตะวันออกไกลนับว่าห่างออกไปทุกที
ประเด็นปวดหัวของเอเชียอยู่ที่อัฟกานิสถานและปากีสถาน การเพิ่มเติมกำลังเพื่อทำสงครามเต็มตัวของสหรัฐในปีนี้นั้นไม่มีสัญญาณบ่งชี้เลยว่าจะประสบความสำเร็จ ยิ่งในยุคที่คนในโลกตะวันตกกำลังเบื่อหน่ายสงคราม พันธมิตรผู้ช่วยเหลือสหรัฐในสงครามอัฟกานิสถานจึงน่าจะลดลงเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานยังอยู่ในภาวะไม่ไว้วางใจต่อกัน เผลอเมื่อไหร่เกิดเหตุร้ายในอนุทวีปนี้ทันที นอกจากนี้ให้จับตาการปฏิบัติของขบวนการแบ่งแยกดินแดนลัทธิเหมาในหลายจุดของอินเดียที่จะทำให้โลกสนใจมากขึ้น สำหรับกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมยังไม่สามารถฟื้นจากหลุมในปีนี้ แต่ต้องขึ้นกับว่าศรีลังกาจะบริหารประเทศในภาวะปกติได้ดีเพียงไร



