
"ไทย-มะกัน-ออสซี่" ดับรายแรก "โป๊ปฟรานซิส" ประชวรวันที่ 3
"ไทย-มะกัน-ออสซี่" ดับรายแรก "โป๊ปฟรานซิส" ประชวรวันที่ 3 หวั่นติดโควิด งดทุกภารกิจ "หมอธีระวัฒน์" ซัด สธ. นายกฯ เสียใจเหตุร้าย พบแล้ว 4 คนบินร่วม "ปู่-ย่า" ทั่วโลกคร่าเฉียด 3,000 คน
ไทยรายแรกเซ่นไวรัสโควิด-19 สังเวยหนุ่มพนักงานขาย เผยประวัติสัมผัสใกล้ชิดนทท. ระบุป่วยไข้เลือดออกก่อนติดเชื้อ นายกฯ เสียใจ ขอความร่วมมือคุมการระบาดจากสังคม ด้าน “หมอธีระวัฒน์” เห็นแย้ง สธ. ประเมินโรคคลาดเคลื่อน ชี้ผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว ขณะที่ “สหรัฐ-ออสเตรเลีย” ประเดิมดับด้วย
อ่านข่าว ด่วน ผู้ป่วย 'โควิด-19' ในไทย เสียชีวิตรายแรก
อ่านข่าว "คุณหมอ"ฝากถึง..ผู้บริหารประเทศ หลังโควิด-19คร่าชีวิตชายไทย
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญ อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 10 ในฐานะโฆษก สธ. และ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ร่วมกันแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ประจำวันที่ 1 มีนาคม
นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ในไทย พ.ร.บ.โรคติดต่อ ให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันนี้ หากพบผู้ป่วยและผู้สงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคภายใน 3 ชั่วโมง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท เจ้าบ้านเจ้าของ สถานประกอบการ และสถานพยาบาล หากมีผู้ป่วยผู้ต้องสงสัยควรรีบแจ้งเพื่อป้องกันและควบคุมโรค
สำหรับผู้ป่วยที่รักษาหายกลับบ้านได้ มีเพิ่ม 2 ราย เป็นจีนอายุ 33 ปี และเด็กหญิงชาวไทย อายุ 3 ขวบ สำหรับผู้ป่วยหนัก 2 ราย ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยพบว่า 1 รายเสียชีวิตแล้ว แม้ที่ผ่านมาผลการตรวจรักษาจะไม่พบเชื้อโควิด-19 แล้ว แต่ก็ยังเสียชีวิต
ส่วนผู้ป่วยสูงอายุที่อาการหนักป่วยเป็นวัณโรคร่วมกับโควิด-19 ยังรับการรักษาอยู่ที่รพ.บำราศนราดูร ในส่วนของภาพรวมผู้ป่วยติดเชื้อคงที่ 42 ราย รักษาหาย 30 ราย และมีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสอบสวน 2,953 ราย อาการดีขึ้นออกจากโรงพยาบาลแล้ว 1,748 ราย ขณะที่จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อทั่วโลก มีจำนวน 86,982 ราย จำนวนผู้เสียชีวิต 2,978 ราย รักษาหาย 42,131 ราย
นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า ผู้ป่วยที่เสียชีวิตรายนี้เป็นผู้ป่วยเพศชาย อายุ 35 ปี เสียชีวิตลงในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ เวลา 18.25 น. ที่ รพ.บำราศนราดูร มีอาชีพพนักงานขายและมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดนักท่องเที่ยว โดยเป็นผู้ป่วย 1 ใน 42 หรือคิดเป็น 2% จากที่หาย 30 ราย ซึ่งการรักษาจนหายดี มีสัดส่วนมากกว่า 75%
และยืนยันว่าเรามีมาตรการรักษาทางการแพทย์ไวรัสโควิด-19 ป้องกันได้ พื้นฐานคือกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัย เลี่ยงการเข้าไปพื้นที่ที่มีคนหมู่มาก หรือมีความสุ่มเสี่ยง เช่น ประเทศที่มีความเสี่ยง แต่ปรากฏว่าแม้จะแจ้งเตือนให้เลี่ยงการเดินทางเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี ก็ยังมีคนไทยไปเที่ยว
“คนไทยต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ไปในพื้นที่เสี่ยงจนกระทบต่อครอบครัวและสังคม อย่าไปเสียดายเงิน ควรกลัวติดโรคมากกว่า ในการจัดประชุมหรือจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้ห้าม แต่ใช้คำว่าเลื่อนหรือเลี่ยงได้หรือไม่ ถ้าจำเป็นต้องจัดต้องมีมาตรการควบคุม คนป่วยต้องไม่ไปร่วมกิจกรรม อย่าไปตีตราคนป่วยและคนเสี่ยง ยืนยันว่าโควิด-19 ป้องกันได้แน่นอน
เราผ่านไข้หวัด 2019 มาแล้ว เราจะผ่านไปได้ ต้องมีผู้ป่วย ต้องมีคนป่วยอาการรุนแรงและต้องมีผู้เสียชีวิตแน่นอน แต่เรามีวิธีค้นหาและรักษา โดยแพทย์จะทุ่มเทรักษาอย่างเต็มที่ และจะพยายามให้มีผู้ป่วยน้อยที่สุด ประชาชนต้องไม่รอให้ตัวเองป่วย ไม่ต้องรอให้มีอาการรุนแรง ควรร่วมมือกันป้องกัน” นพ.สุวรรณชัย กล่าว
นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า วันที่ 2 มีนาคม จะเริ่มแจกหน้ากากอนามัยจำนวน 100,000 ชิ้น เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้เพื่อตนเองและครอบครัวตามความจำเป็น ขอย้ำว่าหน้ากากอนามัยจะมีประโยชน์สุงสุดเมื่อเป็นผู้ป่วย
โดยหน้ากากลอตนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การเภสัชกรรม เป็นคนละส่วนกับที่จัดสรรให้สถานพยาบาล เพราะมีการแผนการจัดสรรที่ชัดเจนตามความต้องการของสถานพยาบาล เพื่อให้มีความพอเพียงต่อการใช้งาน รวมถึงการดูแลป้องกันประชาชนในการควบคุมโรค ทั้งนี้จะมีการแจกหน้ากากอนามัยอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องแตกตื่น มะรุมมะตุ้มถูกนำไปดราม่าว่าจะมาติดโรค
สำหรับประเทศไทยได้ปฏิบัติการตามแผนเผชิญเหตุตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา มีการคัดกรองที่สนามบิน โรงพยาบาล และชุมชน จากนั้นได้ปรับให้เข้มขึ้นตามสถานการณ์ จึงไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพราะเราดำเนินการสอดคล้องกับภาวะฉุกเฉินสาธารณสุข
ซึ่งต่างจากภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์หรือภัยพิบัติ เพียงแค่มีความเสี่ยงพบผู้ป่วย 1 ราย ก็ดำเนินการในแผนภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขแล้ว การประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย เพื่อป้องกันกรณีลุงป้าที่กลับจากเที่ยวญี่ปุ่นแล้วติดเชื้อ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม เรื่องการปกปิดข้อมูล หรือปฏิเสธการรักษา โดยประกาศนี้จะเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการ
อย่างไรก็ตามสำหรับการจัดการศพของผู้เสียชีวิตที่ติดเชื้อโควิด-19 ร่วมกับไข้เลือดออกนั้น นพ.สุวรณณชัย อธิบายว่า ผลตรวจไม่พบเชื้ออยู่แล้ว แต่ก่อนนำศพออกจากโรงพยาบาลจะมีการตรวจอีกครั้ง ประชาชนไม่ต้องกังวล
นอกจากนี้ สธ.ได้ให้คำแนะนำ และในวันที่ 2 มีนาคม จะมีการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยัง ผอ.โรงพยาบาลและสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อซักซ้อมการปฏิบัติการตามแผนคณะกรรมการโรคติดต่อ 77 จังหวัด เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันโรค โดยแต่ละจังหวัดจะดำเนินการแตกต่างกันตามจำนวนผู้ที่มีความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่
ด้าน นพ.โสภณ กล่าวว่า ผู้ป่วยรายที่เสียชีวิตเริ่มต้นป่วยในเดือนมกราคม เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนเมื่อวันที่ 27 มกราคม ด้วยโรคไข้เลือดออก ต่อมาพบติดเชื้อโควิด 19 ร่วมด้วย จึงถูกส่งต่อมาเข้ารักษาที่ รพ.บำราศนราดูร เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ รวมเวลารักษานานเดือนเศษ อยู่ในการรักษาของแพทย์ได้รับยาต้านไวรัสที่ดีที่สุดหลายตัว และได้รับแอนตี้บอดี้จากผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว
แม้คนไข้จะมีภูมิคุ้มกันดีขึ้นจนเป็นที่ยืนยันว่าเชื้อโรคโควิด-19 หมดไปแล้ว แต่ยังทิ้งร่อยรอยการทำลายไว้สูง จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจทำงานแทนปอด และเราก็พ่ายแพ้ต่อโรค โดยคนไข้ทุกรายจะถือเป็นกรณีศึกษาทั้งหมด ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 10 ซึ่งมีผู้ป่วยเสียชีวิต
ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า การเสียชีวิตของผู้ป่วยรายแรกเกิดขึ้นหลังต่อสู้ร่วมกับทีมแพทย์นานเกือบ 1 เดือน ซึ่งทำให้ทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ และยังต้องร่วมกันหาคำตอบว่าการเสียชีวิตเกิดจากเชื้อโควิด-19 หรือไม่ เพราะผู้เสียชีวิติป่วยเป็นไข้เลือดออกนำมาก่อน ซึ่งไข้เลือดออกปกติเป็นโรคประจำถิ่น เมื่อบวกกับโรคอุบัติใหม่จึงเป็นความยุ่งยากทางคลินิก ยืนยันว่าสธ.ไม่ปิดบัง เพราะข้อมูลที่แท้จริงจะนำไปสู่การต่อสู้กับโรคนี้ของคนทั้งโลก
“ขอให้สื่อมวลชนระวังการพาดหัวข่าว แยกให้ชัดระหว่างตะหนักกับตะหนก เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดแบบพุ่งสูง ใช้บ้านเป็นสถานที่ดูแลตัวเอง เพื่อที่เราจะไม่ต้องเปิดเตียงสนาม ไม่ต้องใช้สนามกีฬาแยกคน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกคน ส่วนเรื่องการนำหน้ากากใช้แล้วมาจำหน่ายซ้ำ ที่มีการแจ้งเตือนในโซเชียล ขอแนะนำให้ตัดหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วให้ขาดเพื่อไม่ให้ถูกนำมาใช้ซ้ำ” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
นอกจากนี้สัตวแพทย์หญิงพรทิพา เล็กเจริญสุข หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยาและวิทยภูมิคุ้มกัน ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวถึงกรณีข่าวสัตวเลี้ยงติดเชื้อโควิด-19 ว่า เป็นข่าวจากฮ่องกงซึ่งมีการระบาดเฟส 3 โดยเป็นสุนัขที่อยู่กับผู้ป่วย ซึ่งเชื้อโควิด-19 ในสุนัขพบเป็นปริมาณต่ำมาก เมื่อเทียบกับเชื้อที่พบจากลูกบิดประตูหรือพื้นผิว จึงอาจเป็นการปนเปื้อนจากการคลุกคลีกับผู้ป่วย เลียมือหรือเสื้อผ้าผู้ป่วย สุนัขเป็นสัตว์ไม่สะอาดเหมือนคน
ดังนั้นก่อนและหลังสัมผัสสุนัขต้องล้างมือ และรักษาความสะอาดให้สัตว์เลี้ยง ผู้ปวยต้องแยกตัวเองออกจากสุนัข และผู้ที่อยู่ในข่ายกักกันหลังกลับจากต่างประเทศก็ต้องแยกตัวออกจากสัตว์เลี้ยงเหมือนที่แยกตัวออกจากสมาชิกในครอบครัว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่เชื้อให้สัตว์เลี้ยง ปัจจุบันความรู้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อระหว่างสัตว์เลี้ยงกับคนยังไม่มี จึงต้องป้องกันอย่างดี คลินิกรับฝากสุนัขต้องซักประวัติว่าเจ้าของเดินทางไปต่างประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ถ้าไปประเทศเสี่ยงต้องงดรับฝาก
ทั้งนี้ นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปกติไข้เลือดออกจะทำให้ผู้ป่วยมีร่างกายอ่อนล้า เมื่อป่วยร่วม 2 โรคจึงทำให้อาการรุนแรงกว่า โดยโรคโควิดเชื้อจะลงไปที่ปอดแม้ไม่ได้ส่งผลรุนแรงให้มีอาการปอดบวมปอดอักเสบกับผู้ป่วยทุกราย ส่วนข้อกังวลเรื่องตรวจสอบสารคัดหลั่งที่จมูกอาจไม่เพียงพอนั้น ยืนยันว่าเชื้อโรคนี้มีเส้นทางเข้าคือรูจมูก จึงต้องหลงเหลือเชื้อที่จมูก แต่เชื้อมักจะชอบลงปอด เมื่อลงถึงปอดต้องมีอาการปอดอักเสบ
ส่วนจะมากน้อยขึ้นอยู่กับความแข็งแรงในการต่อสู้ของแต่ละคน การเก็บเชื้อจากจมูกจึงใช้ได้ และแพทย์มีการคุยว่าถ้าเชื้อลงปอดจนต้องใส่ท่อหายใจ ก็จะเก็บเชื้อจากด้านล่างของปอดร่วมด้วย ส่วนเรื่องระยะฟักตัวยังคงเป็น 2-14 วัน พบมากในช่วง 5-7 วัน ส่วนที่ระบุว่าพบเชื้อใน 27 วัน ยังต้องขอดูรายงานที่แท้จริง เพราะอาจติดเชื้อในช่วงวันที่ 14 ของการกักตัวก็เป็นได้ ส่วนการทำลายปอดมักจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 2 ของการรับเชื้อ แต่ในจำนวนผู้ติดเชื้อ 80% เชื้อไม่ลงปอด ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิต้านทาน
วันเดียวกัน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แสดงความเสียใจกรณีชายไทยอายุ 35 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสองของผู้ป่วยที่มีอาการหนักก่อนหน้านี้ ได้เสียชีวิตลง โดยป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกและต่อมามีการติดเชื้อโควิด-19 ร่วมด้วย นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังฝากให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตและทีมแพทย์ผู้ให้การรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งขอความเป็นส่วนตัวให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย
ที่สำคัญได้กำชับให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและขอความร่วมมือคนไทยป้องกันตนเองและผู้อื่น ปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการและประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ให้เฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่หรือคณะแพทย์ หากเข้าข่ายต้องสงสัยว่าป่วย เช่น เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ไม่เช่นนั้นจะมีความผิด พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีการใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงกับกรณีการควบคุมการระบาดของไวรัส ซึ่งเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่ากองสถานที่ ยานพาหนะและรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้ดำเนินการเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อให้สอดคล้องกับคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 1.การจัดวางเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรคทุกทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล 2.ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคทุกอาคารอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนภายในอาคารให้ทำทุกวัน
โดยเฉพาะโถงทางเข้า ห้องประชุม ห้องรับรอง โรงอาหาร 3.ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคหลังเลิกงาน ปฏิบัติทุกวันทำการ โดยเฉพาะจุดเสี่ยง เช่น ลูกบิดประตู มือจับ ราวจับ ลิฟต์ สุขภัณฑ์ และบานประตู เป็นต้น 4.จัดให้มีพ่นละอองสารกำจัดเชื้อโรคตามความเหมาะสม 5.กรณีมีการจัดงานที่ตึกสันติไมตรี มีการเน้นย้ำขอความร่วมมือหน่วยงานที่จัดงาน ขอให้มีการวัดไข้ และติดสติกเกอร์ผู้ผ่านการวัดไข้ ตลอดจนการจัดเจล สเปรย์ ล้างมือฆ่าเชื้อโรค ให้ผู้มาร่วมกิจกรรม
นอกจากนั้นมีการเน้นย้ำการทำความสะอาดภายในรถราชการ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค จัดเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค และให้ผู้ใช้บริการและพนักงานขับรถใช้เจลบ้างมือก่อนขึ้นรถ ให้พนักงานขับรถใส่หน้ากากอนมัย อย่างไรก็ตามได้เตรียมพร้อมที่จะดำเนินการด้านอื่นๆ ตามแนวทางคำแนะของกระทรวงสาธารณสุขต่อไป ขณะเดียวกันยังมีการฉีดพ่นไล่ยุงและนกพิราบด้วย
ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นแย้งกับการแถลงของ สธ. เกี่ยวกับผู้เสียชีวิตรายแรก โดยมีหัวข้อว่า “ประเทศไทยทำอะไรอยู่?” ซึ่งใจความระบุว่า ข้อมูลที่ตรงกันคือชายไทยวัย 35 เสียชีวิตจริง ส่วนข้อต่าง ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ โรคอุบัติใหม่ รพ.จุฬาฯ ระบุผู้เสียชีวิตไม่มีโรคประจำตัวใดๆ แต่ สธ.ระบุผู้เสียชีวิตมีอาการป่วยไข้เลือดออกมาก่อน
เข้าใจว่ากระทรวงสาธารณสุขอาจจะประเมินสภาวะของผู้ป่วยและตัวโรคคลาดเคลื่อนไปบ้าง การวินิจฉัยผู้ป่วยรายนี้ในครั้งแรกสุดผลจากห้องปฏิบัติการออกมาเป็นไข้เลือดออก โดยไม่พบตัวไข้เลือดออกทำให้พยาบาลที่เข้าไปดูแลในวันแรกไม่ได้เตรียมตัวป้องกันและติดเชื้อไวรัสนี้ไปด้วย เกิดปอดบวมรุนแรง แต่ได้รับยาทัน และกลับบ้านไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามมีเนื้อปอดที่เสียหายอยู่ระดับหนึ่ง
ในผู้ป่วยที่เสียชีวิตรายนี้ลักษณะของโรคและการดำเนินโรค มีปอดบวมรุนแรงทั้งสองข้างเป็นลักษณะของโควิด-19 ตั้งแต่แรก ไม่ใช่เกิดจากไข้เลือดออก แต่เนื่องจากประเทศไทยได้รับยา favipiravir ในระยะหลัง โดยผู้ป่วยมีอาการรุนแรงใส่เครื่องช่วยหายใจ ถึงแม้ว่าจะทำให้เชื้อไวรัสหายไปหมดก็ตามแต่มีเนื้อปอดเสียหายมาก และในที่สุดผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบ
ด้านหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ว่า การเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคโควิด-19 เป็นครั้งแรกในอเมริกาทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีสหรัฐ ไมค์ เพนซ์ ออกมาแถลงถึงวิกฤติโรคโควิด-19 ในสหรัฐ ว่าถึงแม้จะมีผู้เสียชีวิตรายแรกเกิดขึ้นแต่ทว่าทั้งสองยังคิดว่า สหรัฐมีความเสี่ยงต่ำสำหรับการระบาดของโรค
ทั้งนี้ในรายงานของซีเอ็นเอ็นอ้างอิงจาก ดร.เจฟฟรีย์ ดูชิน เจ้าหน้าที่การแพทย์ประจำซีแอตเทิลและคิงเคาน์ตี ชี้ว่าผู้ป่วยชายวัยประมาณ 50 ปี มีอาการไม่เด่นชัด และเจ้าหน้าที่การแพทย์ของเคาน์ตีเพิ่งจะตระหนักถึงในกรณีของเขาก็ต่อเมื่อวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์
โดยพบว่าผู้ตายเสียชีวิตที่บ้าน มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันจำนวน 21 คน รวม 4 คนอยู่ในขั้นป่วยหนัก ซึ่งการเสียชีวิตรายแรกส่งผลทำให้เพนซ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลวิกฤติโควิด-19 ออกคำสั่งห้ามการเดินทางไปยังอิหร่านและออกคำเตือนการแนะนำระดับสูงสำหรับการเดินทางไปยังเกาหลีใต้และอิตาลี
เช่นเดียวกับที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีรายงานว่าชายวัย 78 ปี ที่เป็นผู้โดยสารของเรือสำราญไดมอนด์ปริ๊นเซสซึ่งจอดอยู่ในญี่ปุ่น เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาลในนครเพิร์ธ ของออสเตรเลียวันนี้ (1 มี.ค.) นับเป็นผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 รายแรกของออสเตรเลีย และทำให้ภรรยาวัย 79 ปีก็ติดเชื้อด้วยเช่นกัน ในระหว่างที่ทั้งสองเดินทางท่องเที่ยวบนเรือสำราญดังกล่าว โดยขณะนี้ยังคงอยู่ในโรงพยาบาลในนครเพิร์ธ
ซึ่งโฆษกหญิงของสำนักงานสาธารณสุขของรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย กล่าวว่า สามีภรรยาคู่นี้เป็นผู้โดยสาร 2 คน ในจำนวนชาวออสเตรเลีย 160 คน ที่ทางการออสเตรเลียช่วยนำตัวออกจากเรือไดมอนด์ปริ๊นเซสที่เป็นจุดที่มีการแพร่เชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมากเมื่อเดือนที่แล้ว และทั้งสองถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสระหว่างที่เดินทางด้วยเครื่องบินกลับบ้านในออสเตรเลีย และทันที่ที่เดินทางถึงออสเตรเลียทั้งสองคนก็แยกกักตัวไว้ในโรงพยาบาลในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่วนผู้โดยสารที่เหลือถูกนำตัวไปพักและกักตัวเพื่อตรวจอาการที่สถานที่ที่เคยเป็นค่ายพักของคนงานเหมืองแห่งหนึ่งในเมืองดาร์วิน
ขณะเดียวกันเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีรายงานว่าพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงประชวรหลังจากเพิ่งพบปะคริสต์ศาสนิกชนจำนวนมากระหว่างทำพิธีมิสซาในวัน Ash Wednesday เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ระหว่างพิธี พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงสัมผัสมือกับประชาชนในแถวหน้าของพิธีและทรงจุมพิตทารกที่บริเวณจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์สด้วย
ต่อมาสำนักวาติกันมีคำแถลงว่าพระสันตะปาปาฟรานซิสพระชนมายุ 83 ปี ไม่สามารถเป็นองค์ประธานในพิธีมิสซากับบรรดาบาทหลวงในกรุงโรมในวันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ได้ เนื่องจากทรงประชวรเล็กน้อย แต่มิได้ระบุว่าประชวรด้วยโรคใด ซึ่งก่อนหน้านี้พระสันตะปาปาไอและสั่งน้ำมูกระหว่างทำพิธีมิสซาต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในวันพุธ ขณะที่กำลังเกิดการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสในอิตาลี ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 1,128 เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 29 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดขณะนี้ทำให้มีการประกาศเลื่อนหรือยกเลิกกิจกรรมต่างๆ ออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งมีการทยอยประกาศอย่างต่อเนื่อง อาทิ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยตัดสินใจงดจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 48 ในพื้นที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งเดิมกำหนดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม-5 เมษายนนี้ และจะปรับไปทำกิจกรรมและการขายต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์
และล่าสุดที่ จ.ตรัง มีรายงานข่าวจากบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ว่าบริษัทซึ่งได้จัดการแข่งขันแบดมินตันปุ้มปุ้ยแชมเปี้ยนชิพ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับ 10 รุ่น มากกว่า 20 รายการ มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 31 ปี ซึ่งทุกปีจะมีนักกีฬาแบดมินตันจากทั่วประเทศเดินทางร่วมการแข่งขัน
โดยในปี 2563 ได้กำหนดจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 30 เมษายน-5 พฤษภาคม จึงมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านสุขภาพของนักแบดมินตัน เจ้าหน้าที่ รวมทั้งผู้ชมการแข่งขัน ดังนั้นบริษัทจึงประกาศขอยกเลิกการแข่งขันเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด



