ข่าว

เสนอตั้งศูนย์พิสูจน์แรงงานพม่า-ขยายจดทะเบียน

เสนอตั้งศูนย์พิสูจน์แรงงานพม่า-ขยายจดทะเบียน

20 ธ.ค. 2552

ขบวนการแรงงานเสนอรัฐทบทวนนโยบายและขยายเวลาพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า แฉ ตร.รีดไถขอหลับนอนแรงงานต่างด้าว แลกเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขณะที่นักวิชาการแนะให้นายจ้าง-แรงงานข้ามชาติ เข้าเป็นกรรมการ กบร.แก้ปัญหาแรงงานเถื่อน ด้าน ก.แรงงาน รับลูกเพิ่มเวลาพิสูจน์สัญช

 เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 20 ธันวาคม ที่หน้าห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม หลักศูนย์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และเครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) ได้ร่วมกันจัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากล 18 ธันวาคม ปี 2552 โดยมีกิจกรรมเดินรณรงค์จากแรงงานข้ามชาติกว่า 500 คน มายังหอประชุมอาคารสถาบัน 3 คณะเภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            จากนั้น น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงานไทย (คสรท.) ได้เป็นตัวแทนอ่านจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องต่อองค์กรภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องให้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติ ภายใต้กฎหมายแรงงานของประเทศไทยและเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ดังนี้

 ขอให้รัฐบาลทบทวนนโยบาย และแนวทางการพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติชาวพม่าอย่างจริงจัง โดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์และข้อจำกัดของแรงงานข้ามชาติ เช่น การเปิดให้มีศูนย์พิสูจน์สัญชาติในประเทศไทย เหมือนกับการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวและกัมพูชา เพื่อไม่ให้แรงงานพม่าเกิดความกังวลใจในเรื่องความปลอดภัยจากการที่เข้าไปพิสูจน์สัญชาติในประเทศพม่า

 ขอให้รัฐบาลไทยขยายเวลาในการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติออกไป จนกว่ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติจะแล้วเสร็จ ขอให้กระทรวงแรงงานมีข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงแรงงานข้ามชาติ รวมถึงมีมาตรการในการดูแลไม่ให้มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์สัญชาติจากนายจ้างหรือบริษัทนายหน้าที่สูงกว่าข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็น รัฐบาลไทยควรมีนโยบายด้านสถานะบุคคลที่เหมาะสมรองรับแรงงานที่ไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ และให้มีการปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานกับแรงงานข้ามชาติอย่างเท่าเทียม

            จากข้อมูลสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า มีแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามจากประเทศพม่า ลาวและกัมพูชา รวม 1,656,144 คน โดยจังหวัดที่มีแรงงานข้ามชาติสูงสุด คือ กทม. 267,389 คน รองลงมา คือ สมุทรสาคร 158,620 คน ในขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คาดการณ์ว่ามีแรงงานข้ามชาติทั้ง 3 สัญชาติ อยู่ในประเทศไทยสูงถึง 2 ล้านคน โดยแรงงานกลุ่มนี้เข้ามาทำงานในกิจการที่คนไทยไม่ทำ ไม่ต้องใช้ฝีมือแรงงาน เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพเช่นกิจการประมงก่อสร้าง คนรับใช้ในบ้านและภาคเกษตร
 
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากภาคีแรงงานข้ามสากลได้ร่วมอ่านจดหมายเปิดผนึกเสร็จแล้วได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนาย สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฏร ศาสตราจารย์ ดร.อมรา พงศาพิชญ์  ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุยชนแห่งชาติ และนายพงศ์ศักดิ์ เปล่งแสง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

 ด้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน รองประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 2  กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ“การอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณค่าระหว่างประชากรไทยกับประชากรข้ามชาติ ศักยภาพใหม่ในการขับเคลื่อนสังคมไทย” ว่า มีคำกล่าวว่า โลกทั้งผองเป็นพี่น้องกันนั่นเป็นเรื่องจริงเพราะถ้าหากว่า เราทุกคนคัดลอกหนังกำพร้าออกมา เราจะไม่รู้ว่าเราเป็นคนเชื้อชาติไหน

 นพ.วิชัย กล่าวว่า เราควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ถ้าเปรียบเทียบกันแรงงานข้ามชาติเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะได้ร่วมทำงานกับกลุ่มพี่น้องแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากค่าใช้จ่ายเรื่องแรงงานจะถูกกว่าเมื่อเทียบกับคนแรงงานไทย   ซึ่งหากเราสามารถดูแลแรงงานข้ามชาติได้เป็นอย่างดี ก็จะกลายเป็นพลังทางสังคมเพื่อช่วยพัฒนาประเทศไทยของเราได้ และจะทำให้ลดปัญญาในด้านอื่นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการก็กำลังเตรียมร่างให้กับเด็กต่างด้าวที่ไม่มีการศึกษาในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยก็ออกกฎหมายจดทะเบียนคนไม่มีสัญชาติ และในเรื่องของบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานกำลังมีการขยายสิทธิ์เรื่องการรักษาพยาบาลให้พวกแรงงานข้ามชาติได้รับการดูแลตามหลักมนุษยธรรม ไม่ว่าพวกเขาจะมีสัญชาติ หรือเชื้อชาติใดก็ตามก็จะได้รับโอกาสในความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน”รองประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 2  กล่าวปาฐกถากล่าว

 ต่อมาเป็นการเสวนาในหัวข้อ“สถานการณ์แรงงานข้ามชาติ กับการพิสูจน์สัญชาติ และการจะทะเบียนแรงงาน โอกาสทางเลือกทางรอด”โดยนายปณิธิ ศิริเขต ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาแรงงาน กล่าวว่า ตนมองว่าการเปิดให้มีการจดทะเบียนพิสูจน์สัญชาติของรัฐบาลไทยนั้นทำให้เสียเวลา และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่าแท้จริง ซึ่งในความเป็นจริงแค่ออกใบอนุญาตให้ทำงานแรงงานก็จะถูกต้องตามกฎหมายและเข้าสู่ระบบเหมือนแรงงานไทย และจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การรักษาพยาบาล หรือได้รับสิทธิประกันสังคม ซึ่งหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ตนอยากให้มีเพียงหน่วยงานเดียวคือกระทรวงแรงงานที่เข้าใจธรรมชาติของแรงานข้ามชาติ และสามารถเลือกแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้ ไม่ควรแยกย่อยออกเป็นหลายสาขาเหมือนที่ทำอยู่เพราะจะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นได้ยากเนื่องจากโครงสร้างของการแก้ไขปัญหาใหญ่  ส่วนเรื่องของการจับกุมและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองควรให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคง  เพราะทุกวันนี้ถึงแม้หน่วยงานที่ดูแลในเรืองนี้จะมีเป็นจำนวนแต่มีเพียงหน่วยงานเดียวที่ต้องรับกรรมเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับแรงงานข้ามชาติคือกระทรวงแรงงาน

 นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อนุกรรมการเรื่องการรับรองสถานภาพความเป็นบุคคลของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า  นาฬิกาอันใหญ่ที่เป็นสํญลักษณ์ในการจัดงาน ไม่ควรที่จะให้ใครขึ้นมาหมุนเพื่อทำการต่อเวลา เพราะคนที่ควรจะได้รับเกียรติในการหมุนนาฬิกาเพื่อต่อชีวิตก็คือแรงงานข้ามชาติที่มีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันทุกคน ตนในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้และพยายามช่วยกันกับหลายฝ่ายเพื่อให้ทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่การดำเนินการของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะคนในสังคมไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมและคิดถึงหลักความเป็นคนโดยไม่ทำร้ายคนด้วยกันเองไม่ว่าจะเป็นคนไทยด้วยกันหรือเป็นคนต่างชาติ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ได้หนีร้อนมาพึ่งเย็น และถ้ามองตรงจุดนี้เป็นหลักและพักเรื่องกฏหมายไว้ก่อนก็จะนำไปสู่ความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น

 “การพิสูจน์สัญชาติไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เราต้องทำความจริงเหล่านี้ให้ปรากฎต่อสังคม กลุ่มแรงงานจะต้องมีส่วนร่วมในการรวมตัวกันที่จะพูดความจริงกับสังคม โดยเฉพาะเรื่องชาวโรฮิงญาที่เป็นปัญหาอยู่ เมื่อความจริงปรากฏก็ต้องมาร่วมกันคิดเป็นนโยบายในการจัดการปัญหาของชาวโรฮิงญา ซึ่งการผลักดันกลุ่มคนเหล่านี้กลับประเทศก็เหมือนกับการส่งไปตาย และสิ่งสำคัญที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการ คือการได้ทำมาหากินอย่างสุจริตในประเทศไทย ซึ่งนักวิชาการต้องร่วมมือกับกรรมการสิทธิมนุษยชนและกระทรวงแรงงาน ระดมความคิดก็จะสามารถช่วยเหลอและแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ สิ่งสำคัญ คือ กาได้รับความร่วมมือจากพี่น้องแรงงานข้ามชาติทุกคนมาร่วมทำความจริงให้ปรากฏ ถ้าทุกคนกล้าที่จะสู้ คิดว่าทุกอย่างต้องสำเร็จ และหลังจากนั้นจะส่งต่อให้สื่อรับรู้ ถ้าไม่เปิดความจริงนี้ออกไปจะกลายเป็นปัญหาของสังคม”นพ.นิรันดร์ กล่าว

 นายยงยุทธ เม่นตะเภา กรรมการคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า สิ่งที่แรงงานข้ามชาติต้องเจอคือสองวงจรอุบาทว์เพราะแรงงานบางส่วนที่หลบหนีเข้าเมืองไทยแบบกองทัพมดต้องเสียเงิน 3.5 หมื่นบาท ให้กับนายหน้าในประเทศพม่าและต้องเสียอีก 1 หมื่นบาทให้กับตำรวจไทย ซึ่งเราต้องยอมรับว่าตำรวจไทยก็มีทั้งสายที่ดีและมีทั้งสายโจร มีแรงงานข้ามชาติบางคนหลับนอนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อที่จะให้ตัวเองได้เข้ามาที่ประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้า

 “บางทีการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐไทยก็เป็นการจับกุมเพื่อรีดไถเงินไม่ใช่เป็นการจับกุมเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติบางกลุ่มถูกรีดไถแล้วถูกรีดไถอีกและเมื่อกลับประเทศไปยังถูกทหารประเทศเขาปฏิบัติอย่างเดียวกันกับเจ้าหน้าที่รัฐไทยซ้ำอีกดังนั้นปัญหานี้จึงสมควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังไม่ใช่แต่พูดข้ามวันแล้วก็ผ่านพ้นไป”นายยงยุทธ กล่าว

 นางนฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  ต้องยอมรับว่าความจริงเศรษฐกิจของประเทศอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีแรงงานข้ามชาติ การพิสูจน์สัญชาติที่จะสิ้นสุดลงตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 28 ก.พ.2553 ตนอยากให้แรงงานข้ามชาติที่มีบัตรได้ใช้บัตรที่มีไปก่อน โดยไม่จำเป็นต้องเร่งผลักดันกลับประเทศ เพราะแรงงานข้ามชาติที่เป็นชาวพม่าก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเชื้อชาติพม่าหรือสัญชาติพม่าทั้งหมด เพราะยังมีชนกลุ่มน้อยเช่นชาวโรฮิงญา ชาวกะเหรี่ยงที่มีความขัดแย้งภายในรัฐอยู่ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อถูกผลักดันกลับไปก็จะไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิต ตนขอแนะนำให้ใช้หลักเกณฑ์ของการพิสูจน์สัญชาติแบบประเทศลาวที่ไม่ต้องกลับไปพิสูจน์สัญชาติที่ประเทศลาว แต่การใช้การประสานงานระหว่างกระทรวงมหาดไทยในการส่งข้อมูลจากทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นการทำงานในเรื่องของเอกสาร และหากคนใดมีปัญหาที่ไม่มีชื่อในประเทศพม่าก็ให้มาขึ้นทะเบียนกับประเทศไทยไว้ก่อน

 “เราสนับสนุนให้มีตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้างให้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) เพราะถ้านายจ้างและแรงงานต่างด้าวได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการชุดนี้ก็จะสะท้อนปัญหาได้ตรงจุดและร่วมกันหาทางออกได้ตรงประเด็นมากกว่า”นางนฤมล กล่าว

 นายพงษ์ศักดิ์ เปล่งแสง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า  ข้อเสนอของหลาย ๆ ฝ่ายถือว่าเป็นข้อเสนอที่ดี ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีแนวทางที่จะขยายระยะเวลาการพิสูจน์สัญชาติให้กับผู้ที่ยื่นเอกสารพิสูจน์สัญชาติไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ โดยแรงงานกลุ่มนี้จะได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกจับกุมและผลักดันออกนอกประเทศ