
กกต.อ่วม ชี้ขาด "เงิน 258 ล.-ปชป.
จากการ "อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล" เมื่อครั้งที่ผ่านมา ที่มีการระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเงินบริจาคจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) โดยการจ้างทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านบริษัท แมสไซอะครีเอชั่นจำนวน 258 ล้านบาท ซึ่งถูกระบุว่าเข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพราง
รวมไปถึงการใช้เงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเอาไว้
ซึ่งทั้งสองข้อกล่าวหานี้หากมีมูลก็ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2551 และอาจมีโทษถึงขั้นยุบพรรคเลยทีเดียว
ทำให้งานนี้ถูกส่งผ่านการตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาที่ "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" (กกต.) เนื่องจากถือเป็นผู้ที่มีอำนาจตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2551 และเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในการเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคต่อไป
ซึ่งเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ กกต.มาแล้วเกือบครึ่งปี โดยเป็นขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนอันยาวนาน มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตั้งแต่การตรวจสอบสำนวนของดีเอสไอ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาหาข้อเท็จจริงในกรณีนี้
อีกทั้งการสืบสวนหรือไต่สวนนั้นมีการขยายเวลามาหลายครั้ง จากเหตุผลในหลายกรณี รวมไปถึงการรอคำให้การจากพยานปากสำคัญอย่าง "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์"
ล่าสุดได้ทุกอย่างมาครบและคณะกรรมการไต่สวนก็ได้รายงานผลการทำงาน กกต.จึงนัดพิจารณา
แต่ผลที่ออกมานั้น กลับพลิกโผความคาดหมาย !!!
โดยผลที่ออกมานั้นจะเรียกว่าคืบหน้าก็ได้ จะเรียกว่าค้างคาก็ว่าได้ หรือจะเรียกว่าทำตามกฎหมายก็ได้ หรือจะเรียกว่า "ยื้อเวลา" ก็ไม่แปลก
เนื่องจากผลที่ออกมานั้น เสียงข้างมาก 3 เสียงบอกว่าให้ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองไปทำความเห็นมาก่อนที่จะมาขอความเห็นชอบจากที่ประชุม กกต.ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 95
ที่ว่าคืบหน้าก็เพราะสามารถมองได้ว่า เรื่องทุกอย่างน่าจะใกล้สมบูรณ์จนเริ่มเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย หากจะมีการยุบพรรคจริง
แต่จะมองว่า "ยื้อเวลา" ก็ถือว่าไม่แปลก เพราะก่อนหน้านี้ใช่ว่า กกต.ที่เหลือจะไม่รับรู้ว่า กระบวนการพิจารณาการกระทำความผิดของพรรคการเมืองต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการอย่างไร
เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่ละคนก็บอกไว้ชัดเจนเองว่า จำเป็นต้องดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
และกฎหมายนี้ก็ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว แต่ถูกบังคับใช้มากว่า 1 ปี
และที่น่าสนใจคือ กกต.เองก็มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย
หรือมองให้ยิ่งไปกว่านั้นคือ กระบวนการการเอาผิดพรรคการเมืองก็ใช่ว่าจะทำครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพราะ กกต.ก็เคยทำมาตั้งแต่ครั้งเมื่อยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย
แล้วเหตุใดในกรณีนี้ กกต.จึงไม่วางกำหนดการและท้วงติงกันถึงกระบวนการมาตั้งแต่ชั้นการไต่สวน ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ "นายทะเบียนพรรคการเมือง" ที่ต้องทำความเห็นเสียก่อนจะนำมาขอความเห็นชอบ
หรือเป็นเพราะที่ผ่านมากำลังสนุกสนานและได้ประโยชน์จากการเห็นข้อมูลในเอกสาร หรือสำนวนการสืบสวนทั้งจาก กกต.และดีเอสไอ
หรือเพราะว่าที่ผ่านมานั้นสมประโยชน์ จนมาวันหนึ่งเมื่อไม่ได้ดั่งใจจึงต้องการจะเล่นเกมอะไรบางอย่าง จึงงัดไม้นี้ขึ้นมาใช้
นอกจากกระบวนการทำงานที่ดู "แปลกแปร่ง" แล้ว
ยังเห็นได้ว่า วันนี้ "อภิชาต สุขัคคานนท์" ประธาน กกต.ในฐานะ "นายทะเบียนพรรคการเมือง" กำลังอยู่ในภาวะ "กลืนไม่เข้า คายไม่ออก"
เพราะมติของตัวเองครั้งที่ผ่านมานั้นเห็นควรยกฟ้อง แต่เมื่อต้องมารับภาระเสนอความเห็นเพียงคนเดียว หากยังคงยืนความเห็นยกฟ้อง ก็ไม่แปลกที่จะถูกมองว่า "อุ้มพรรคประชาธิปัตย์" หรือหากจำต้องพลิกความเห็น ก็อาจถูกข้อครหาเรื่อง "สองมาตรฐาน" เช่นกัน
และจากกรณี "มติป่วน" ครั้งนี้ ยังมี "เสียงลือ-เสียงเล่าอ้าง" แว่วมาแบบดังๆ ว่า ได้มีผู้เสียประโยชน์หากตัดสินว่ามีความผิด พยายามเข้ามาวิ่งเต้น เพื่อให้ใครบางคนยกคำร้อง
และผู้ที่รับงานมาคนนั้นก็พยายามไปล็อบบี้คนอื่นให้ยกคำร้องด้วย
ส่วนเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่นั้น ท้ายที่สุดผลที่ออกมาก็จะเป็นตัวพิสูจน์ทราบว่า คดีดังกล่าวมีความตื้นลึกหนาบางอย่างไรและกรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนา
แต่ที่แน่ๆ งานนี้ กกต.อ่วมอย่างแน่นอน เพราะตำแหน่งนี้ควรมีหน้าที่อยู่เป็นหลัก แต่กลับไม่อยู่ในหลักที่ควรเป็น
** อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ**



