
"เศรษฐกิจ-การเมืองไทย"หลังศึกอภิปราย!??
คอลัมน์ - ขีดเส้นใต้ โดย - นายดินสอ
พลันที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 7 ต่อ 2 ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี สิ่งที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้าจับตามองว่าจะมีผลทำให้มีแรงกระเพื่อมทางการเมืองรุนแรงขนาดไหนล่าสุดนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศพร้อมใจออกมาคัดค้านคำตัดสินดังกล่าวกันอย่างพร้อมเพรียงกัน
คงไม่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองเท่านั้นที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้แต่นักลงทุน นักธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติ ต่างก็พากันต้องเฝ้าติดตามชนิดกระพริบตาไม่ได้โดยเด็ดขาดเช่นกัน ต่างเฝ้าดู”ทิศทางลมทางการเมือง”ว่าจะพัดไปทางไหนโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นดูจะอ่อนไหวกว่าใคร เพราะธุรกิจของญี่ปุ่นส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย มานาน
นักธุรกิจไทยที่ร่วมลงทุนกับต่างชาติเล่าให้ฟังว่า “ตอนนี้ในแวดวงของนักลงทุนต่างชาติ กำลังจับตาดูการเมืองหลังยุบอนาคตใหม่ว่า จะไปทางไหน ตอนนี้นักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาติที่ลงทุนมากที่สุดในไทยกังวลต่อสถานการณ์การเมืองไทยในอนาคตอย่างมากที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะระยะสั้นเท่านั้น แต่ได้มองสถานการณ์ในระยะกลาง และระยะยาวอีกด้วย
นักลงทุนญี่ปุ่นเขาคุยกันว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่จะทำให้คนไทยคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยไม่พอใจและผิดหวังกับรัฐบาลปัจจุบันมากขึ้น และความเชื่อถือของสถาบันตุลาการในสายตาของคนรุ่นใหม่ก็คงลดลงตามไปด้วย แต่ก็ยังเห็นว่าสถานการณ์ในระยะใกล้ก็ยังยากที่จะประเมินว่าจะมีปฏิกริยาในเรื่องนี้อย่างไร ส่วนผลกระทบทางการเมืองในอนาคตนั้น เห็นว่าคนรุ่นใหม่จะหมดความหวังกับการต่อสู้ในระบอบรัฐสภาและอาจจะคิดจะสู้นอกรัฐสภา ถ้าหากไม่มีทางเลือก
นั่นหมายความว่า หากผู้มีอำนาจไม่เอาจริงเอาจังในการหาทางปรองดองทำความเข้าใจกับคนรุ่นใหม่หรือ อ่านสถานการณ์ไม่ออกความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ครั้งนี้อาจจะทำลายเสถียรภาพไม่เพียงเฉพาะทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังทำลายเสถียรภาพในด้านอื่น ๆ ในสังคมโดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกด้วย
ประเด็นการยุบพรรคอนาคตใหม่อาจจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ เพราะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเกือบทั่วประเทศตอนนี้ได้มีการชุมนุมประท้วงไม่พอใจการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลจัดการไม่ดีอาจจะกลายเป็นไฟลามทุ่งจนหยุดไม่อยู่ สถานการณ์อาจจะเลยเถิดประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย 14 ตุลาคม 16 ก็เป็นได้
อย่าลืมว่าการเมืองทุกวันนี้ไม่ได้อยู่อย่างโดด ๆ อีกต่อไปแล้วแต่ยึดโยงกับธุรกิจ เศรษฐกิจของประเทศอย่างเหนียวแน่น เพราะหากการชุมนุมนักศึกษาทั่วประเทศ”จุดติด”กลายเป็นไฟลามทุ่งเกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ ย่อมสั่นสะเทือนถึงเสถียรภาพรัฐบาลอย่างแน่นอน
ยิ่งหากรัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงในทางใดทางหนึ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรปและอเมริกาอาจจะคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเหมือนกับที่เคยทำปี 57 ที่ คสช.เข้ามาทำรัฐประหารใหม่ ๆ ปีนั้นเศษฐกิจไทยถึงกับเดี้ยงไม่เป็นท่า
ยิ่งปีนี้ยังมีปัจจัยเก่า ๆ ที่ยังแก้ไม่ตกคาราคาซังอยู่ ทั้งวิกติภัยแล้งที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ชาวบ้านเดือดร้อนไม่มีน้ำกินน้ำใช้พืชผลการเกษตรเสียหายหนักที่สุดในรอบ40ปี ฝุ่นพีเอ็ม2.5 ก็รุนแรงหนักขึ้นทุกวัน เศรษฐกิจโลกซบเซาอยู่แล้วอาจจะซบเซาหนักลงไปอีกจาก โรคระบาด โควิด 19 ที่กำลังลามไปทั่วโลกและประเทศไทยในเวลานี้ส่งผลกระทบกับธุรกิจอย่างรุนแรง นักท่องเที่ยวทั่วโลกหายไปไม่น้อยกว่า 150 ล้านคน
การท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนัก เฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ที่ทุกวันนี้การท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักแทนส่งออกได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนที่ไม่มาเที่ยวอย่างมาก ห้างร้านต่างๆก็เงียบเหงาซบเซาคนไม่ออกมาใช้เงิน ทะยอยปิดกิจการกันเป็นแถว
ต้องจับตาดูหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเมืองจะซ้ำรอยเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 หรือไม่ เศรษฐกิจไทยจะเลวร้ายยิ่งกว่า ต้มยำกุ้งปี40 หรือไม่เรียกว่ากระพริบตาไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที!



