ข่าว

มหกรรมลดภาษีนาทีสุดท้าย (จริงๆ)

มหกรรมลดภาษีนาทีสุดท้าย (จริงๆ)

20 ธ.ค. 2552

ปลายปีแบบนี้ หลายคนคงเริ่มวางแผนค่าใช้จ่ายสำหรับปี 2553 ที่กำลังจะมาถึงอย่างเข้มงวด และแน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายสำคัญสำหรับเจ้าหนี้คนสำคัญ คงหนีไม่พ้น “ภาระภาษี” ที่ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ปฏิบัติต่อ “สรรพากร” อย่างเคร่งครัด

 เรียกได้ว่า 3 เดือนแรกของปี เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เงินเดือนไม่อยากเจอ เพราะแม้จะได้โบนัสหรือเงินพิเศษ แต่หลายคนก็ต้องสำรองเงินก้อนดังกล่าวไว้เพื่อจ่าย “ภาษี” โดยเฉพาะ

 “มหกรรมลดภาษีนาทีสุดท้าย” ตามช่องทางที่สรรพากรเปิดไว้ให้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงเกิดขึ้นอย่างคึกคักในช่วงปลายปีแบบนี้ ประมาณว่า งานนี้ต้องทุ่มสรรพกำลังในการหา “สิทธิลดหย่อน” เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยประกันชีวิต ดอกเบี้ยผ่อนบ้าน เงินบริจาค รวมทั้งการลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ)

 สำหรับคนที่ต้องการใช้เบี้ยประกันชีวิต เป็นเครื่องมือเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษี มีข้อพึงระวังอยู่ 2-3 ประการ นั่นคือ แม้ว่ากฎหมายจะให้สิทธิหักลดหย่อนเบี้ยประกันได้สูงถึง 1 แสนบาท แต่ต้องไม่ลืมว่า เบี้ยประกันเป็นภาระระยะยาวที่ต้องจ่ายทุกปีแบบไม่ขาดตกบกพร่อง ดังนั้น ในการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตเป็นครั้งแรก ต้องประเมินถึงความสามารถในการชำระค่าเบี้ยประกันในอีก 10-15 ปีข้างหน้าด้วย

 และสำหรับผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต สรรพากรอนุญาตให้นำเฉพาะเบี้ยประกันแบบออมทรัพย์เท่านั้นมาใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี ส่วนประกันสุขภาพไม่สามารถนำมาใช้สิทธิได้

 ส่วนมนุษย์เงินเดือนหรือผู้มีภาระภาษี ที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุน ก็อาจจะขยับไปอีกขั้นหนึ่งกับการลงทุนผ่าน “อาร์เอ็มเอฟ” และ “แอลทีเอฟ” เพราะนอกจากจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากราคาหุ้นหรือราคาสินทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุนอีกด้วย

 ใครที่ “อาร์เอ็มเอฟ” และ “แอลทีเอฟ” เป็นของใหม่สำหรับคุณ ลองหาข้อมูลพื้นฐานอ่านได้จากเว็บไซต์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ย้อนหลัง ส่วนคนที่ลงทุนไปแล้วหรือมีความรู้พื้นฐานมาบ้างแล้ว “สุริพล เข็มจินดา” กรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ มีคำแนะนำเป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก

 ผู้บริหาร บลจ.วรรณ แนะนำว่า ผู้ที่ลงทุนในกองทุนอาร์เอ็มเอฟและแอลทีเอฟ ควรจัดสัดส่วนการลงทุน โดยวางแผนล่วงหน้าว่า จะลงทุนในหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ หรือตราสารหนี้กี่เปอร์เซ็นต์ จากนั้นทยอยซื้อทุกเดือน เพื่อให้ต้นทุนเป็นไปอย่างสม่ำเสมอไม่วูบวาบ

 “ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากแนะนำให้ลงทุนในอาร์เอ็มเอฟและแอลทีเอฟอย่างเต็มที่ตามที่กฎหมายกำหนด นั่นคือ 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ถ้าผู้ลงทุนมีข้อจำกัดไม่สามารถลงทุนได้ครบ แล้วต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมแนะนำว่าให้พิจารณาว่าท่านสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยๆ ควรมีหุ้น 30% ในพอร์ตการลงทุน แล้วจากนั้นค่อยมาจัดสรรว่า ถ้าเราเน้นหลักความระมัดระวังก็ลงทุนในกองทุนหุ้น 30% กองตราสารหนี้ 70% ซึ่งก็คือ ลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ 30% ส่วนอีก 70% ลงทุนในกองอาร์เอ็มเอฟ ที่ต้องพิจารณาจัดสรรอีกครั้งว่าจะกระจายหรือเน้นหนักไปที่กองทุนประเภทใด”

 “สุริพล” ยังให้หลักคิดสำหรับการลงทุนในแอลทีเอฟ ที่เน้นการลงทุนในหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ว่า มีอยู่ 3 แนวทางสำคัญ นั่นคือ ระยะเวลา การกระจายพอร์ตการลงทุน และการเข้าลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

 “เรื่องแรก คือ ระยะเวลา ถ้าเรามีเวลาที่ยาวขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นได้มากขึ้น ส่วนการจัดพอร์ตที่ต้องกระจายการลงทุน เห็นชัดว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง 40-50% ถ้าเราแบ่งลงทุนในหุ้นครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งลงทุนในตราสารหนี้ ก็หมายถึงเราขาดทุนในหุ้นครึ่งหนึ่งของ 50% หรือเท่ากับ 25% เท่านั้น และสุดท้ายคือ การเข้าลงทุนโดยยึดหลักความสม่ำเสมอ เป็นประจำทุกเดือน จะทำให้ต้นทุนถัวเฉลี่ย สามารถลดการขาดทุนขนานใหญ่ได้”

 ขณะที่ “ต่อ อินทวิวัฒน์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจกองทุนรวมและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ซึ่งโชว์ผลงานของ “กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว” ได้อย่างโดดเด่น โดยมีผลตอบแทนสูงสุด 2 เดือนซ้อน นั่นคือ ในเดือนตุลาคม 2552 ที่ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 68.75% และในเดือนพฤศจิกายน 2552 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 69.23% เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ที่ 52.29% และ 53.14% ตามลำดับ

 ทั้งนี้ “กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี และมีแนวโน้มในการเจริญเติบโตของกำไรต่อเนื่อง โดยเป็นหุ้นที่คัดสรรแล้วว่าเป็นหุ้นคุณค่า “แวลู สต็อก” ซึ่งนอกจากจะต้องมีโครงสร้างทางธุรกิจที่แข็งแกร่งแล้ว ยังต้องเป็นหุ้นที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลค่อนข้างต่อเนื่อง และเป็นหุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยพื้นฐานด้วย

 “ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทุนแอลทีเอฟของ บลจ.ไอเอ็นจี สามารถให้ผลตอบแทนที่ดี มาจากการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด และมีการปรับพอร์ตการลงทุนโดยอาศัยการจับจังหวะที่ดีเพื่อทำกำไร นอกจากนี้ การเลือกหุ้นที่เข้าไปลงทุนยังมีส่วนสำคัญอย่างมาก ซึ่งต้องยอมรับว่า หุ้นกลุ่มแวลู สต็อก เป็นหุ้นที่มีความสามารถในการทำกำไร และสร้างกระแสเงินสดได้ในระยะยาว มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น จึงนับเป็นหุ้นที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว หรือในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติ”

 เขามั่นใจด้วยว่า ผลงานซึ่งเป็นที่ประจักษ์จากผลตอบแทนย้อนหลัง จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเข้าลงทุน

 จะเลือกแบบไหน อย่างไร ไม่ว่ากัน แต่ต้องให้ทันวันสุดท้ายคือ 30 ธันวาคมนี้เท่านั้น

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]