ข่าว

ผู้นำโลกถูกทำร้ายเมื่อโทสะบดบังอารยะ

ผู้นำโลกถูกทำร้ายเมื่อโทสะบดบังอารยะ

20 ธ.ค. 2552

นับแต่นักข่าวอิรัก มุนตาเซอร์ อัล-ไซดี สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการอาจหาญลุกขึ้นมาถอดรองเท้าปาใส่ อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชแห่งสหรัฐ ระหว่างเดินทางเยือนอิรักเมื่อปลายปีที่แล้ว พฤติกรรมทำร้ายผู้นำโลกก็กลายเป็น "พฤติกรรมเลียนแบบ" ที่คนเกลียดช

  และผู้ที่ได้รับการยัดเยียดให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคนล่าสุดของทำเนียบผู้นำโลกถูกทำร้าย เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก นายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ผู้นำมหาเศรษฐีของแดนมะกะโรนีที่เพิ่งพบประสบการณ์ตรงมาหมาดๆ

 ระหว่างเดินทักทายประชาชนที่มารอต้อนรับ อยู่ดีๆ สภาพใบหน้าอันยิ้มแย้มของแบร์ลุสโคนีก็กลายสภาพเป็นโชกเลือดท่ามกลางความตื่นตะลึงชุลมุนวุ่นวายของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งยังปะติดปะต่อเหตุการณ์ไม่ทัน ส่วนผู้นำอิตาลีที่เซถลาไปเล็กน้อยจากแรงปะทะบนใบหน้าก็ถูกนำตัวไปขึ้นรถเพื่อรีบส่งโรงพยาบาล แต่ยังไม่วายโผล่ขึ้นมาจากรถหวังอวดหน้าให้คนเห็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไร ก่อนจะถูกองครักษ์ผลักให้เข้าไปในรถและขับออกไปอย่างรวดเร็ว

 จังหวะนั้นผู้คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่อิตาลีก็ช่วยกันจับตัว มาสซิโม ทาร์ทาเกลีย หนุ่มสติไม่ดีวัย 42 ปี คนก่อเหตุเอาไว้ หลังจากที่พบว่าเป็นมือปารูปปั้นมหาวิหารดูโอโมแห่งมิลานใส่หน้าผู้นำอิตาลีจนได้รับบาดเจ็บ

 ส่งผลให้แบร์ลุสโคนีผู้ภูมิใจความหล่อเหลาของตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใด ดั้งหัก หน้าแตก แถมยังฟันหักอีก 2 ซี่ หมดสภาพหนุ่มเจ้าสำอางทันที

 ย้อนหลังกลับไปหลังเกิดเหตุการณ์ "รองเท้าบิน" ใส่ผู้นำสหรัฐ ผู้นำคนต่อมาที่ประสบเหตุการณ์นี้โดยไม่คาดฝันคือ นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่าแห่งจีน ประเทศคู่แข่งมหาอำนาจกับสหรัฐ ที่ถูกนักศึกษาคนหนึ่งลุกขึ้นมาขว้างรองเท้าใส่ระหว่างปราศรัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สถานที่ของผู้มีการศึกษาดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 ซึ่งแม้นายเหวินจะฉุนที่เจอพฤติกรรมถ่อยแบบนี้ แต่ก็ยังใจดีเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ยกโทษให้ มาร์ติน ฮานเก นักศึกษาชาวเยอรมันวัย 27 ปีผู้ก่อเหตุได้ศึกษาต่อกับสถาบันนี้ต่อไป

 ผู้โชคดีคนต่อมาได้แก่รัฐมนตรีธุรกิจของอังกฤษ ปีเตอร์ แมนเดลสัน ที่ถูกนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมสาดของเหลวสีเขียวใส่ระหว่างเดินทางไปร่วมการประชุมที่หารือเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ เบนนี ดากาน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสวีเดน ก็เป็นอีกหนึ่งเหยื่อการปารองเท้า หลังถูกหญิงวัย 25 ปีคนหนึ่งลุกขึ้นมาปารองเท้าใส่ระหว่างบรรยายที่มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม เพื่อระบายความโกรธแค้นที่อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซา

 ซึ่งนอกเหนือจากประเด็นเรื่องเกลียดชังทางการเมืองแล้ว หนึ่งในประเด็นที่มองข้ามไปไม่ได้สำหรับหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นก็คือ การรักษาความปลอดภัย

 ที่ผ่านมา ตัวอย่างการรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมบวกกับความเกลียดชังทางการเมืองได้ทำให้เกิดการสูญเสียมาแล้ว เช่นในปี 2533 วูล์ฟแกง แชอูเบิล อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยเยอรมนีก็เคยถูกชายโรคจิตยิงได้รับบาดเจ็บระหว่างออกไปหาเสียง จนทำให้เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ตามมาด้วยการลอบสังหาร พิม ฟอร์ทูยน์ นักการเมืองประชานิยมในเนเธอร์แลนด์เมื่อปี 2545 และในปีต่อมาก็เกิดเหตุฆาตกรรมรัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดน แอนนา ลินด์ห ที่ถูกคนร้ายแทงจนเสียชีวิตระหว่างออกไปซื้อของที่ห้างแห่งหนึ่งในกรุงสตอกโฮล์มตามลำพัง ซึ่งนับแต่นั้น สำนักงานความมั่นคงตำรวจของสวีเดน ก็ได้ตั้งหน่วยองครักษ์สำหรับนักการเมืองขึ้นมาเพื่อปกป้องคนสำคัญของประเทศ

 ในขณะที่อิตาลีก็นำประเด็นนี้ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์เช่นเดียวกันว่า จะต้องใช้การรักษาความปลอดภัยมากขนาดไหนสำหรับนักการเมืองที่ต้องการจะไปสัมผัสใกล้ชิดกับประชาชน

 "การรักษาความปลอดภัยล้มเหลว เพราะเหมือนอย่างเคย แบร์ลุสโคนีทำสิ่งที่ไม่ควรทำ คือการพบปะกับฝูงชนโดยตรง" แอนเดรีย นาติวี นักวิจัยประจำศูนย์ทหารเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ในกรุงโรมกล่าว

 โดยระบุว่า การที่ผู้นำออกปรากฏตัวตามที่สาธารณะ และเดินไปตามถนนโดยไม่ได้รับการป้องกัน เป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดคนร้าย ไม่เฉพาะแต่เพียงผู้ก่อการร้ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ประท้วงทางการเมือง พวกอยากดัง หรือผู้ที่มีปัญหาทางจิตด้วย

 นาติวีกล่าวอีกว่า ในอิตาลี ซึ่งเคยประสบกับคลื่นก่อการร้ายและความรุนแรงทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ 2513 และ 2523 ทำให้องครักษ์ต้องรู้ดีกว่าเดิมว่าควรจะให้แบร์ลุสโคนีออกไปหาฝูงชนอย่างที่ผู้นำเจ้าสำอางเคยทำหรือไม่ โดยเหตุการณ์สำคัญคือเหตุการณ์ที่นายเมห์เหม็ด อาลี อักคา มือปืนชาวตุรกี ลอบยิงสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ระหว่างประทับบนรถเปิดประทุนเพื่อพบคริสตศาสนิกชนในนครวาติกันเมื่อปี 2524

 อีกทั้งที่ผ่านมา นายแบร์ลุสโคนีเองก็เคยถูกทำร้ายมาแล้วเมื่อปี 2548 เมื่อชายคนหนึ่งใช้ขาตั้งกล้องตีหัวระหว่างเขาเดินผ่านจัตุรัสปิอัซซา นาโวนา จัตุรัสชื่อดังในกรุงโรม

 นักวิจัยคนเดิมยังแนะนำอีกว่า อิตาลีควรนำวิธีปฏิบัติแบบเดียวกับสหรัฐมาใช้ เพราะสหรัฐมีตำรวจลับคอยทำหน้าที่ปกป้องประธานาธิบดีโดยเฉพาะ ในขณะที่สำนักงานความมั่นคงภายในของอิตาลี ผู้ทำหน้าที่รับประกันความปลอดภัยของนายแบร์ลุสโคนี กลับต้องแบ่งปันข้อมูลการรักษาความปลอดภัยให้ตำรวจท้องถิ่น ตำรวจลับ และองครักษ์

 "ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนใดที่มีอำนาจพอจะบอกกับแบร์ลุสโคนีว่า "คุณไม่ควรทำอย่างนั้น" นาติวีกล่าว

 แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ทำเนียบขาวของ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ เองก็เพิ่งขายหน้าหมาดๆ จากเหตุการณ์ที่สามีภรรยาอยากดังคู่หนึ่งสามารถผ่านการรักษาความปลอดภัยเข้าไปร่วมงานเลี้ยงแบบรัฐพิธีรับรอง นายกรัฐมนตรีมันโมฮัน ซิงห์ ที่ทำเนียบขาว ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับเชิญ แถมยังเข้าไปถ่ายรูปจับมือกับทั้งนายโอบามา และนายโจ ไบเดน รองประธานาธิบดีและนำออกมาโพสต์อวดทางหน้าอินเทอร์เน็ตด้วย

 ด้านคณะกรรมาธิการรัฐสภาอิตาลีเองก็เริ่มเต้นเรื่องการพิจารณาเรื่องการปัดฝุ่นมาตรการรักษาความปลอดภัยให้บุคคลสำคัญของประเทศ ในขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทย โรเบอร์โต้ มาโรนี ยืนกรานว่าไม่มีข้อบกพร่องใดๆ กับการรักษาความปลอดภัยให้นายกรัฐมนตรี ก่อนจะกล่าวโทษว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะบรรยากาศตึงเครียดทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอิตาลี

 "ทุกฝ่ายตรวจสอบหมดแล้ว และนายแบร์ลุสโคนีก็มีสิทธิที่จะใกล้ชิดกับผู้สนับสนุน เพราะนี่คือหนทางของการเมืองและประชาธิปไตย" มาโรนีกล่าวอย่างหนักแน่น

 ขณะที่นายแบร์ลุสโคนีเองก็ไม่ได้ออกอาการฟาดงวงฟาดงาหลังออกจากโรงพยาบาลที่พักรักษาตัวมานานถึง 4 วัน ก่อนจะขอให้ผู้สนับสนุนของเขาสงบจิตสงบใจ และอยู่อย่างมีความสุข พร้อมเสริมว่า

 "ความรักมักมีชัยเหนือความเกลียดชังและริษยาเสมอ"