ข่าว

“อัยการส่วนหน้า”ช่วยดับไฟ 3 จว.ใต้

“อัยการส่วนหน้า”ช่วยดับไฟ 3 จว.ใต้

18 ธ.ค. 2552

ภายหลังจากที่อัยการสูงสุดได้แถลงนโยบายให้อัยการทั่วประเทศได้รับทราบและถือปฏิบัติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2552 เพื่อให้ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินได้รับความยุติธรรมและการช่วยเหลือทางกฎหมายจากทนายแผ่นดิน เพราะอัยการไทยไม่ห่างไกลประชาชน

 ทันทีที่ได้รับตำแหน่ง “รองอัยการสูงสุด” เพียงไม่กี่วัน นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด มอบหมายให้ลงไปดูแลทุกข์สุขของข้าราชการ ลูกจ้างในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด วันที่ท่านอัยการสูงสุดมอบหมายวันนั้น ได้เกิดสถานการณ์ไล่ยิง ไล่ฆ่าชาวบ้านของผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

  การลงไปในพื้นที่ครั้งนั้น ได้แก่ นายสุเมธ ชัยช่วงโชค ผู้ตรวจราชการอัยการ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม เลขานุการรองอัยการสูงสุด (นายอรรถพล ใหญ่สว่าง รองอัยการสูงสุด) เดินทางไป จ.สงขลา สนทนาพูดคุยนโยบายและสารทุกข์สุกดิบกับอัยการเขต 9 ทันที

  ที่น่าดีใจเห็นจะเป็นเพราะเมื่อก้าวเข้าพื้นที่ พล.ท.พิเชษฐ์ พิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วยนายทหารระดับรองแม่ทัพภาคที่ 4 มาพูดคุยถึงเรื่องแนวทางแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม นายสุรศักดิ์ ด่านกิตติกุล อธิบดีอัยการเขต 9 และนายนิพล ผดุงทอง รองอธิบดีอัยการเขต 9 และนายธนน เวชกรกานนท์ ผู้ว่าฯ นราธิวาส มาร่วมสนทนาถึงปัญหาต่างๆ ที่ทุกท่านพยายามแก้ไขให้เกิดความสงบสุขกันอยู่

  แนวทางการแก้ไขพื้นที่แห่งนี้ จะต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายนั้นจะต้องให้ความร่วมมือมากเป็นพิเศษ และต้องมีอะไรที่พิเศษกว่าจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทย

  การแก้ปัญหาที่ผ่านมา ผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้บรรลุแนวทางที่จะแก้ไขไปในระดับหนึ่ง เชื่อว่าอีกไม่นานจะเป็นรูปธรรมให้เห็น โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 4 เห็นว่า อัยการต้องเข้าไปสอดแทรกเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน

 มาตรการที่ว่า ในส่วนของอัยการนั้น จะต้องมี “อัยการส่วนหน้า” เหมือนส่วนหน้าของตำรวจและทหาร เพื่อเข้าไปดูแลคุ้มครองกระบวนการยุติธรรมทั้งของผู้เสียหายและผู้ต้องหา ผู้เสียหายต้องได้รับการชดเชยที่เหมาะสม ผู้ต้องหาต้องได้รับโทษตามที่ได้กระทำจริง

  คำว่า “อัยการส่วนหน้า” นั้น จะต้องมีการจัดรูปแบบการทำงานที่พิเศษกว่าพื้นที่อื่น หรืออย่างน้อยจะต้องมีอัยการชั้นผู้ใหญ่ ตำแหน่ง “รองอธิบดีอัยการ” ลงไปทำงานร่วมกับอัยการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

  ข้อมูลที่ได้จากการลงตรวจเยี่ยมข้าราชการอัยการยังพบว่า ปัญหาภาคใต้นั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิ์ หากชาวบ้านไปเข้าใจว่า กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น เป็นการละเมิดสิทธิ์ด้วยแล้ว ย่อมส่งผลเสียอย่างร้ายแรง และยิ่งทำให้เป็นอันตราย รวมไปถึงความรุนแรงย่อมเกิดมากขึ้นตามมา จนยากที่จะเยียวยาได้

  ในเมื่ออัยการแก้ไขด้วยการให้อัยการชั้นผู้ใหญ่ลงไปในพื้นที่แล้ว เชื่อว่า สามารถบรรเทาความรุนแรงต่างๆ ลงได้บ้าง เพราะการสั่งคดีของอัยการ มีมาตรฐานและเปิดเผยได้ถึงเหตุผลที่สั่ง ลำพังจะให้อัยการเป็นปลายทางของกระบวนการยุติธรรมคงไม่เหมาะสมในพื้นที่พิเศษ

  อัยการจะต้องมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการสอบสวนเช่นเดียวกับความผิดนอกราชอาณาจักรนั่นเอง

  การทำงานของ “อัยการส่วนหน้า” เพื่ออำนวยความยุติธรรม ร่วมชี้แนะในการสอบสวนทั้งของตำรวจและของทหาร สมานฉันท์ระหว่างกองกำกับวิทยาการกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ของหมอพรทิพย์ เพราะคนที่รู้ดีว่าจะใช้หลักฐานประเภทใดในการดำเนินคดีคืออัยการเท่านั้น

  หากดำเนินการได้ความยุติธรรมก็เกิดขึ้น สิ่งนี้มิใช่หรือที่พื้นที่พิเศษต้องการ...??
 
 นอกจากนี้ จากการลงตรวจเยี่ยมข้าราชการอัยการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม ที่ผ่านมา นั้น ยังพบเรื่องความเป็นอยู่ของอัยการเอง ยังมีความน่าเป็นห่วงอย่างมากเหมือนกัน

  จากการตรวจเยี่ยมสำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปัตตานี และเข้าตรวจเยี่ยมสำนักงานอัยการจังหวัดยะลา สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยะลา

  การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่าปัญหาชายแดนภาคใต้รุนแรงถึงขนาดอัยการบางท่านหาบ้านพักไม่ได้ หรือเดินทางกลับบ้านพักกันไม่ได้ ต้องพักอาศัยในที่ทำงาน อยู่ด้วยความลำบาก แต่ก็ต้องอยู่เพื่อหน้าที่เช่นเดียวกับตำรวจทหารเหมือนกัน

  “อัยการบางท่านไม่ได้กลับบ้านพัก ความรุนแรงในพื้นที่ ต้องอาศัยหลับนอนในที่ทำงาน ใช้ขันตักน้ำล้างชำระก้นมาใช้ตักน้ำอาบ นำเสื้อผ้ามาตากในห้องทำงาน นับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมากจริงๆ ทางอัยการได้เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเหมือนกัน”

  ทั้งหมดนี้ ได้เสนอให้นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเช่นกัน และคงจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในเร็ววันนี้

อรรถพล ใหญ่สว่าง รองอัยการสูงสุด