ข่าว

ลาที...เวียงจันทน์

ลาที...เวียงจันทน์

19 ธ.ค. 2552

พลันที่ “คม ชัด ลึก” ฉบับนี้อยู่ในมือท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน ไฟในกระถางคบเพลิงภายในเมนสเตดี้ยม สนามกีฬาแห่งชาติ ประเทศลาว ก็ได้ดับลงแล้ว เท่ากับว่ากีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 “เวียงจันทน์เกมส์” ที่เปิดฉากชิงชัยแบบไม่เป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคมได้รู

  ตีมือชมให้กับกองทัพนักกีฬาไทยที่สามารถรักษาตำแหน่ง “เจ้าเหรียญทอง” มาครองได้อีกสมัย แม้ว่าครั้งนี้จะต้องลุ้นกันจนถึงวันสุดท้ายเลยก็ตาม
 เหนือสิ่งอื่นใด ผลงานใน “เวียงจันทน์เกมส์” ครั้งนี้คงจะเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่วงการกีฬาไทยต้องกลับไปพิจารณาแก้ไขกันต่อไป เพราะทุกวันนี้หลายชาติเริ่มขยับมาจ่อหลังกีฬาไทยแล้ว
 คู่แข่งที่อันตรายที่สุดคือ เวียดนาม ที่หวังจะชนะเราในทุกด้าน โดยเฉพาะตำแหน่ง “เจ้าเหรียญทอง” และ “แชมป์ฟุตบอลซีเกมส์”

  ดูแววตาของนักข่าวเวียดนามหลายคนที่ได้สนทนากัน เชื่อเถอะครับว่าพวกเขาคิดอย่างนี้จริงๆ และทุกครั้งที่เวียดนามประสบความสำเร็จจะมีแต่เสียงเฮของพวกญวนดังลั่นแบบไม่เกรงใจใคร
 เช่นกันว่าเมื่อใดที่นักกีฬาญวนไม่สมหวัง พวกนักข่าวไทยก็จะเฮลั่น “เพรสเซนเตอร์” เหมือนกับกีฬาฟุตบอลที่ “เสือเหลือง” มาเลเชีย กระชากเหรียญทองไปคล้องคอแบบสร้างความสะใจให้กับ “กองแช่ง” ฝั่งไทย
 ซีเกมส์ครั้งนี้กองทัพ “ดาวทอง” อาจจะยังไม่ใช่เบอร์ 1 แต่ครั้งต่ออะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ หากว่าวงการกีฬาไทยยังย่ำอยู่กับที่และมีแต่ความขัดแย้งมากกว่าสามัคคี
 ส่วนมาตรฐานของการจัดแข่งขัน “ซีเกมส์” ก็คงจะเป็นสิ่งที่ต้องพูดกันอีกมากเอาการ เพราะสภาพมันเหมือนกับ “สาละวันเตี้ยลง” ยิ่งจัดยิ่งแย่
 

 บางชนิดกีฬายังไม่ได้เริ่มแข่งแต่นักกีฬาก็มีเหรียญห้อยคอแล้ว หรือบางกีฬาก็มีข่าวลือสะพัดว่า “แบ่งเหรียญ” หรือ “คุณขอมา” ดังกระฉ่อน
 ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริหารวงการกีฬาของอาเซียนต้องแก้ไข ไม่งั้น “ซีเกมส์” อาจจะเหลือแค่คำว่าทรงกับทรุด
 สำหรับ “เจ้าภาพ” ลาว ที่เปิดตัวจัดกีฬางานใหญ่ระดับนานาชาติเป็นครั้งแรกก็ถือว่าเป็นดั่งคาด หลายๆ อย่างมีข้อบกพร่องที่ต้องติกันตลอด แต่สุดท้ายแล้วก็ถูๆ ไถๆ กันจนจบ
 จริงๆ แล้วลาวควรจะจัดการแข่งขันได้เนียนกว่านี้ ให้สมกับที่ยกระดับทัวนาเมนต์ด้วยการ “ขายลิขสิทธิ์โทรทัศน์” ให้กับชาติต่างๆเป็นครั้งแรก ซึ่งตรงนี้ดูดีมีระดับแบบอินเตอร์ แต่มันสวนทางการคุณภาพการจัดเหลือเกิน
 

 ถ้าพูดแบบไม่เกรงใจกันต้องบอกว่า ลาวยังไม่เหมาะที่จะจัดเกมกีฬาระดับนี้ เพราะยังขาดความเข้าใจในหลายๆ อย่าง และหลายๆอย่างยังไม่พร้อม
 ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมขนส่งที่ดูจะเป็นปัญหาหนัก ไหนจะเรื่องการติดต่อสื่อสารที่ปล่อยให้ “ไวรัส” ระบาด “เพรสเซนเตอร์” จนเครื่องเจ๊งกันไปเพียบ และอื่นๆ อีกจิปาถะที่กวนใจอยู่ตลอด
 รวมถึงการ “ปิดเมือง” ห้ามสถานบริการร้านอาหารเปิดบริการเกินเวลา 23.00 น.หรือ 23.30น.เป็นอย่างเก่ง ถือว่าเสียรสชาติของทัวนาเมนต์กีฬาอย่าง “ซีเกมส์”
 แต่สิ่งดีๆของ “เวียงจันทน์เกมส์” ก็มีให้เห็น โดยเฉพาะรอยยิ้มและมิตรภาพของชาวลาวที่ค่อนข้างจะเป็นคนจิตใจดีมีอัธยาศัย
 ที่สำคัญซีเกมส์หนนี้ยังทำให้คนไทยได้รู้ว่าที่แท้จริงแล้ว คนลาวเขาคิดกับคนไทยอย่างไร หลังจากที่เราปล่อยให้คนลาวรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับไทยผ่านทางสื่อโทรทัศนน์ วิทยุช่องต่างๆ ของไทยที่ส่งสัญญานมาให้คนลาวได้ดูทุกวัน
 ถึงตรงนี้ผมคงไม่พูดอะไรมากไปกว่า ลากันทีเวียงจันทร์
 บ๊าย..บายเมืองลาว ครับ