
'อภิชาต'ย้ำถ้าตัวเองจะกลับมติต้องมีเหตุผลพอ
ปธ.กกต. ย้ำไม่กดดัน ชี้ หากตนเองจะกลับมติต้องมีแหตุผลพอ แต่ที่ผ่านมาศึกษารอบคอบแล้ว หากตนเห็นควรยกคำร้องก็ไม่ต้องขอมติเห็นชอบอีก
(18ธ.ค.) นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวถึงมติกกต.ที่ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ดำเนินการทำความเห็นกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ว่า เมื่อมีการลงมติกัน ตนก็ลงมติไปอย่างที่ปรากฎเป็นข่าว แต่กรรมการอีก 3 คน เห็นว่า เป็นเรื่องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องตัดสินใจว่ามีการกระทำที่เป็นความผิดถึงขั้นต้องยุบพรรคหรือไม่ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของตนต้องพิจารณา แต่คงไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะใช้เวลาทำความเห็นเสร็จเมื่อใด แต่คาดว่าคงไม่นาน เพราะได้ผ่านมาหลายขั้นตอน และเสียเวลาไปหลายเดือนแล้ว
นายอภิชาต ยังยืนยันด้วยว่า ไม่รู้สึกกดดัน ที่ต้องมีความเห็นต่อเรื่องนี้ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อถามว่าจะมีความเห็นยืนตามมติเดิมที่เห็นควรให้ยกคำร้อง หรือไม่ นายอภิชาต เลี่ยงที่จะตอบโดยกล่าวว่า ได้ดูเรื่องนี้อย่างละเอียดชัดเจนแล้ว แม้ว่าก่อนพิจารณาตนจะเดินทางไปต่างประเทศทำให้เหลือเวลาในการศึกษาสำนวนเพียง 3 วัน แต่ก็ถือว่าได้ดูอย่างรอบคอบ
“ สรุปว่าตอนนี้ไม่ต้องมีการลงมติของ กกต.ในเรื่องนั้นอีกแล้ว เป็นเรื่องของนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ต้องตัดสินใจคนเดียวว่า ที่มีการสืบสวนและมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมานั้นผมเห็นอย่างไร ”
นายอภิชาต ยังกล่าวด้วยว่า การที่มี กกต.คนหนึ่งลงมติว่า สมควรส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณายุบพรรคก็เท่ากับว่า กกต.คนนั้นไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมากของอนุกรรมการไต่สวน ทำให้ตอนนี้มีตนเพียงคนเดียว ที่เห็นตามอนุฯเสียงข้างมากที่ให้ยกคำร้อง ส่วน กกต.อีก 3 คน มีความเห็นให้ตนเป็นผู้ตัดสินใจอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องดังกล่าวเพื่อความชัดเจนควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งหรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความรอบคอบ เพราะที่ผ่านมาเรามีความรอบคอบและชัดเจนอยู่แล้ว เมื่อเข้าสู่การพิจารณา กกต.ทั้ง 5 คนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าให้ถูกหรือผิดตามที่มีผู้ร้องมาหรือไม่ แต่กกต.บางคนก็ไม่ตัดสินใจ กลับให้ตนเป็นผู้ตัดสินใจเอง
เมื่อถามต่อว่า หากความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองออกมาต่างจากมติที่เคยลงไว้จะถูกมองเป็น 2 มาตรฐานหรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่า ไม่ใช่ 2 มาตรฐาน เพราะตนลงมติอย่างไรทุกคนก็เห็นอยู่แล้วและยืนยันว่ามติที่ตนได้ลงไปนั้นได้พิจารณาอย่างรอบคอบ มีเหตุผลประกอบ แต่ไม่สามารถมาอธิบายให้สื่อทราบตรงนี้ได้ ซึ่งการจะมีความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองถ้าจะเปลี่ยนแปลงความเห็นที่ได้เคยลงไปแล้วก็ต้องมีเหตุผล
“ ที่ผมเห็นควรยกคำร้องอย่ามองว่าเป็นการช่วยไม่ช่วยพรรคการเมือง เพราะที่ผ่านมาผมก็ทำอย่างตรงไปตรงมาแบบผู้พิพากษา ซึ่งต้องดูจากหลักฐาน แต่ที่สุดแล้วมติจะออกมาอย่างไรเป็นความเห็นโดยอิสระของกกต.ทั้ง 5 คน ”
นายอภิชาต กล่าวอีกว่า หากนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นควรว่าเรื่องนี้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องส่งเรื่องกลับเข้าสู่ที่ประชุม กกต.อีกครั้ง เพื่อขอความเห็นชอบ แต่ถ้านายทะเบียนฯเห็นควรยกคำร้องตามเสียงข้างมากของอนุฯก็ไม่ต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุม กกต.
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากนายทะเบียนฯเห็นควรยุติเรื่อง อาจถูกพรรคเพื่อไทยฟ้อง นายอภิชาต กล่าวว่า เขาเห็นอย่างนั้นก็แล้วแต่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้องผ่านนายทะเบียนฯเมื่อมีความเห็นอย่างไรทุกอย่างก็จบ



