
ยกฟ้อง"เปมิกา"หมิ่น"แม่-พี่หมอเผ่า"
พิพากษายกฟ้องเปมิกาอดีตเพื่อนสาวคนสนิทหมอเผ่า ถูกแม่-พี่ชายหมอเผ่าฟ้องหมิ่น-แจ้งความ-เบิกความเท็จ ฐานกล่าวหาครอบครัวลวงหมอเผ่าเข้าศรีธัญญา ศาลชี้คดีหมิ่นขาดอายุความ ขณะที่ข้อหาแจ้งความ-เบิกความเท็จ หลักฐานไม่ชัดทางนำสืบ ชี้ น้องเป แจ้งความตามข้อเท็จจ
ที่ห้องพิจารณาคดี 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 18 ธ.ค.52 เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดี หมายเลขดำที่ อ.1973/2550 ที่นางเพลินจิต และ นพ. ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ มารดาและพี่ชายของ นพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ เจ้าของสถาบันกวดวิชาชื่อดัง “ แอพพลายด์ ฟิสิกส์ ” เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.เปมิกา วีรชัชรักษิต อดีตเพื่อนสาวคนสนิทของ นพ.ประกิตเผ่า นักศึกษาปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท แจ้งความเท็จเพื่อให้บุคคลอื่นต้องรับโทษทางอาญา และ เบิกความเท็จ
ตามโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ. - 9 มี.ค.50 จำเลยใส่ความโจทก์ทั้งสองด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ พ.ต.ท.ฐิติเดช อินทรแป้น สารวัตรสอบสวน สน.บางซื่อ (ขณะนั้น) กล่าวหาว่า น.พ.ประกิตเผ่า มีปัญหา กับครอบครัว ทั้งมารดา พี่ชาย และภรรยา เกี่ยวกับการบริหารสถาบันกวดวิชา และทำให้มารดาและพี่ชายวางแผนหลอกเอาตัวไปกักขัง คุมไว้ที่ โรงพยาบาลศรีธัญญา จ.นนทบุรี อ้างว่าป่วยมีอาการโรคจิต และต่อพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัว น.พ.ประกิตเผ่า ซึ่งมีจำเลย ขึ้นเบิกความต่อศาลอาญา ซึ่งศาลไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่รู้ว่าถูกกระทำให้ได้รับความเสียหาย ไม่เช่นนั้นคดีจะขาดอายุความ ซึ่งพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ เห็นว่าโจทก์ทั้งสอง ทราบว่าจำเลย แจ้งความกับพนักงานสอบสวน กล่าวหาโจทก์ทั้งสองกักขังหน่วงเหนี่ยว น.พ.ประกิตเผ่า ขอให้ศาลปล่อยตัวตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ.50 แต่โจทก์ กลับนำคดีมายื่นฟ้องเมื่อวันที่ 28 พ.ค.50 คดีจึงขาดอายุความ
ส่วนความผิดฐานแจ้งความเท็จในคดีอาญาเพื่อกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลย แจ้งข้อความใดที่เป็นเท็จกับพนักงานสอบสวน ซึ่งจำเลย เบิกความยืนยันว่าได้รับโทรศัพท์ จาก น.พ.ประกิตเผ่า ว่าถูกกลุ่มบุคคลนำตัวไปกักขัง ขอให้ช่วยเหลือ และพยานที่เป็นผู้ช่วย ผู้ป่วย รพ.ศรีธัญญา ยืนยันว่าให้โทรศัพท์ น.พ.ประกิตเผ่า ยืมใช้ เชื่อว่าจำเลยทราบเหตุดังกล่าวจึงไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน จึงเป็นการแจ้งความตามข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
สำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น มุ่งคุ้มครองเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกข้อหา
ภายหลัง น.ส.เปมิกา กล่าวว่า ขอบคุณศาลที่ให้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง และพิสูจน์ตัวเอง ส่วนคดีอื่นที่มีการฟ้องร้องกัน ระหว่างตระกูลทมทิตชงค์กับตนนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ส่วนคดีศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พิพากษาให้จ่าย 2 ล้านบาท ให้กับนางอลิสา ภรรยา น.พ.ประกิตเผ่า ที่ยื่นฟ้องตนเรื่องมีความสัมพันธ์ชู้สาวนั้นยังไม่ได้มีการชำระเงิน เนื่องจากคดีมีความเกี่ยวโยงกันจึงต้องรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดี หมายเลขดำที่ อ.1903 /2550 ที่ น.ส.เปมิกา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.พ.ประกิตพันธุ์ และนางอลิสา ทมทิตชงค์ พี่ชาย และภรรยา น.พ.ประกิตเผ่า เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 กรณีระหว่างวันที่ 15 - 21 เม.ย.50 น.พ.ประกิตพันธุ์ และนางอลิสา ร่วมกันให้สัมภาษณ์กับนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา เพื่อบันทึกเสียง บันทึกภาพลงในโสตวัสดุโทรทัศน์ แพร่ภาพออกอากาศสถานีวิทยุโทรทัศน์ ช่อง 3 รายการ “ จับเข่าคุย ” ว่า น.ส.เปมิกา เป็นคนวางยา น.พ.ประกิตเผ่า เนื่องเห็นว่า โจทก์ขอเลื่อนนัดสืบพยานมีลักษณะประวิงเวลา กระทั่งต้องงดสืบพยาน ดังนั้นเมื่อคดีนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบพยาน ที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดหรือไม่ จึงพิพากษายกฟ้อง ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227
ขณะที่คดีระหว่างตระกูลทมทิตชงค์ และน.ส.เปมิกา คงเหลืออีก 2 สำนวนที่อยู่ระหว่างพิจารณาของศาล 1.คดีหมายเลขดำ อ.2026/2550 ที่ น.ส.เปมิกา ยื่นฟ้อง น.พ.ประกิตพันธุ์ และนางอลิสา ทมทิตชงค์ เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 3 - 4 มี.ค.50 มีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนทำนองว่า น.ส.เปมิกา มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารอีเฟรดรีน ที่พบในร่างกายของ นพ.ประกิตเผ่า ใช้จิตวิทยาหมู่หลอกเอาเงินจำนวน 40 ล้านบาท ไปจาก น.พ.ประกิตเผ่า และ 2.คดีหมายเลขดำที่ อ.4543/2550 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.เปมิกา กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นเพื่อนน.ส.เปมิกา เป็นจำเลย ในความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์สินของบุคคลอื่น กรณีร่วมกันฉ้อโกงน.พ.ประกิตเผ่า เป็น รถยนต์โตโยต้าแคมรี่ รวมทั้งเงินสดและทรัพย์สินอื่น มูลค่าหลายล้านบาท



