
ปฏิทินฉาว-น้ำเมา-การเมือง
ในที่สุด "จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี" ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก "ข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี" เพื่อแสดงความรับผิดชอบ หลังจากนำ "ปฏิทินลีโอ" มาเเจกจ่ายที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา
"จิตภัสร์" ชี้แจงในหนังสือลาออกว่าไม่มีเจตนาที่จะนำปฏิทินไปเเจกจ่าย เเต่มีพี่ๆ หลายคนสนใจปฏิทินนี้และเห็นว่าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่จึงได้นำติดรถมาแจกให้ทุกคน ไม่ทันได้คิดจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทำให้ส่งผลกระทบตามมามากมาย
การยื่นหนังสือลาออกของ "จิตภัสร์" ถือเป็นการแสดงสปิริตอย่างหนึ่ง เพราะต้องยอมรับว่า "จิตภัสร์" สวมหมวกสองตำแหน่ง ทั้งตำแหน่ง "ข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "ลูกน้อง" ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
การเข้ามาในตำแหน่งนี้ของ "จิตภัสร์" ย่อมถูกมองว่าเป็น "โควตากลุ่มทุน" จากธุรกิจน้ำเมา!
ในขณะนี้ "ฝ่ายค้าน" กำลังเก็บทุกประเด็นเพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้นปีหน้าจึงอาศัยจังหวะนี้มา "ขย่มรัฐบาล"
เพราะการแจกปฏิทินครั้งนี้พลาดตรงไปแจกตรงจุดศูนย์กลางของฝ่ายบริหาร คือ ทำเนียบรัฐบาล และคนแจกเป็น "จิตภัสร์" คนของรัฐบาล
หากสถานการณ์ปกติเรื่องนี้อาจไม่เป็นข่าวจนกลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันใหญ่โต แต่ในทำเนียบรัฐบาลนอกจากเป็นศูนย์กลางของฝ่ายบริหารแล้ว ยังเป็นจุดศูนย์รวมของสื่อหลักที่ปัจจุบันมีทั้งเหลือง แดง และน้ำเงิน ปฏิบัติหน้าที่พร้อมเสนอข่าวทุกประเด็น
อย่างไรก็ตาม หากจะพูดไปแล้วตำแหน่ง "ข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี" ของ "จิตภัสร์" ไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่โต เพราะทุกวันนี้ "ปณิธาน" ก็ทำหน้าที่ "กุนซือ" ให้แก่ "นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" โดยไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลจากใคร
ตำแหน่งของ "จิตภัสร์" จึงถูกมองว่าเป็นเพียง "สายสืบ" ตามโควตา
และโชคร้ายที่มาอยู่ในช่วง "ฝ่ายค้าน" กำลังตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นทุกประเด็นจับเรื่องประเด็นทุจริตไม่ได้ก็เอาเรื่องจริยธรรม
สำหรับ "ปฏิทินฉาว" หากมองในแง่พฤติกรรมของมนุษย์ทุกคนชอบดูอยู่แล้ว แม้ว่าไม่แจกก็ต้องเสาะหามาดูกันจนได้ ยิ่งเป็นของลึกลับ ธรรมชาติของมนุษย์ยิ่งเสาะแสวงหา
เรื่องราวที่เกิดขึ้นหากมองในแง่แผนการตลาดถือว่า "บริษัทน้ำเมา" แห่งนี้ประสบผลสำเร็จแล้ว เพราะถ้าลงทุนต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต้องลงทุนคนทั้งประเทศได้รู้จัก "บริษัทน้ำเมา" แห่งนี้แล้ว ถือเป็นการทำตลาดแบบ "ฟรี"
หากจะมองในแง่ร้ายสุดถือว่าครั้งนี้มีการวางแผนการตลาดมาเป็นอย่างดีโดยเลือกจุดที่ดีที่สุดในการแจกจ่ายปฏิทินคือ ทำเนียบรัฐบาล เพราะผู้ที่มารอรับปฏิทินไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ข้าราชการ สื่อมวลชนเท่านั้น ยังมี "ศุภชัย ใจสมุทร" รองโฆษกรัฐบาล รวมอยู่ด้วย อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการตลาดแบบบังเอิญ หรือการตลาดแบบจงใจก็ได้
หรืออีกแง่ถือว่าการ "แจก" ปฏิทินครั้งนี้ถือเป็นการลองของกฎหมายว่ามีความศักดิ์สิทธิ์หรือไม่แค่ไหน เพราะมีข้อกฎหมายหลายส่วนที่ขอให้ปฏิบัติตามไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของกระทรวงสาธารณสุข อาจจะรวมถึง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคมไทย และส่งผลร้ายต่อเด็กและเยาวชน
ความผิดในแง่ของกฎหมายอาจผิดเพียงเล็กน้อย แต่ในแง่ของจริยธรรมถูกมองเป็นเรื่องใหญ่โต โดยเฉพาะมาเกิดกับรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า ส.ส.และรัฐมนตรีต้องมีจริยธรรมสูงกว่าคนทั่วไป
ดังนั้นเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลโดยเฉพาะ "ปณิธาน" และ "นายกฯ อภิสิทธิ์" มากที่สุด
แต่ผู้ที่ได้จากการแจกปฏิทินครั้งนี้คือ "บริษัทน้ำเมา-ผู้รับแจก และฝ่ายค้าน" ป่านนี้อาจจะมีไว้ครอบครองแล้วเกือบทุกคน



